Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 417: เอเวอลิน เลคเตอร์

เอเวอลิน เลคเตอร์
เอเวอลิน เลคเตอร์ คุณแม่ลูกสองที่ทั้งสาวและสวยจนมองไม่ออกว่าอายุเข้าใกล้เลขสี่ หนึ่งในผู้มีชื่อเสียงระดับโลกแต่น้อยคนนักที่จะรู้จักเรื่องราวของเธอ
เธอคืออัจฉริยะผู้มีผลงานตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่วัยเพียงแค่เก้าขวบ จากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารเล่มหนึ่ง เอเวอลินเป็นนักอ่านตัวยง เธออ่านทุกอย่างที่สามารถอ่านได้ นิสัยรักการอ่านนี้ติดตัวมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ทีเดียว เอเวอลินสามารถอ่านเขียนได้เร็วกว่าเด็ก ๆ ในช่วงวัยเดียวกัน
ตอนอายุห้าขวบ เธอก็เริ่มเขียนนิทานของเธอเองและจากนั้นเรื่องที่เธอเขียนก็เพิ่มมากขึ้นไปตามวัย จะเป็นเพราะความเห่อลูกหรือเพราะมองเห็นพรสรรค์ที่ซ่อนอยู่ก็ไม่รู้ได้ พ่อแม่ของเอเวอลินร่อนต้นฉบับของเธอส่งให้สำนักพิมพ์
มันน่าเหลือเชื่อที่ผลงานของเธอเตะตากองบรรณาธิการตั้งแต่แรกเห็น พวกเขาได้เซ็นสัญญากัน จากนั้นราวสามเดือนมา เอเวอลินในวัยเก้าขวบก็ได้จับหนังสือเล่มแรกที่เธอแต่งขึ้นมาเองกับมือ
ความเป็นอัจฉริยะของเธอเปล่งประกายในหลายด้าน เอเวอลินเรียนจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุสิบสามปี เธอพูดได้เจ็ดภาษา สมบูรณ์แบบจนสามารถเลือกอนาคตแบบไหนให้กับตนเองก็ได้ ตอนที่เอเวอลินตัดสินใจเลือกเส้นทางนักเขียนมันจึงกลายเป็นสิ่งที่หลายคนรู้สึกเสียดายแทน แต่สำหรับตัวเอเวอลินแล้วเธอแน่ใจในสิ่งที่ตนเองเลือก เธอพบว่าไม่มีอะไรที่ทำให้ตนมีความสุขได้มากไปกว่าการแบ่งปันเศษเสี้ยวหนึ่งของจิตวิญญาณเธอผ่านตัวอักษร
เอเวอลินสามารถเขียนนิยายได้หลากหลายประเภท แนวสยองขวัญ ระทึกขวัญ สืบสวนสอบสวน แอคชันบู๊ล้างผลาญ ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรขึ้นมาเป็นวัตถุดิบเธอก็สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม แต่คนทั่วไปจะรู้จักเอเวอลินจากงานแนวโรแมนติคคอเมดีเสียมากกว่า สาเหตุก็มาจากผลงานที่ในวงการมองว่าเป็นระดับตำนานของเอเวอลินล้วนแล้วแต่เป็นนิยายแนวนั้น
คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเอเวอลินคือคนโรแมนติคเหมือนกับนิยายที่เขียน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่พอควร นั่นเพราะความจริงแล้วมันตรงกันข้าม
เอเวอลินตัวจริงเป็นคนที่มีกำแพงสูงจนไม่มีใครข้ามได้ นอกจากนั้นเธอยังมองว่าเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เป็นเรื่องงี่เง่าของมนุษย์
…ของแบบนั้นก็แค่ฮอร์โมนที่สร้างขึ้นมาเพียงเพื่อไม่ให้มนุษย์ต้องสูญพันธุ์เท่านั้น…
ด้วยกำแพงที่เธอสร้างขึ้นมา เอเวอลินจึงปล่อยให้ชีวิตในวัยรุ่นของเธอผ่านไปโดยไม่เคยแม้แต่เหลียวมองใครเลยแม้แต่คนเดียว
แต่แล้ววันหนึ่ง หัวใจที่เธอเชื่อว่าด้านชาไปแล้วก็เริ่มสูบฉีด มันคือนิยายเล่มใหม่ที่ออกวางขายได้ไม่นาน
…แปลกมาก สำนวนก็ธรรมดา เนื้อเรื่องก็ไม่ถึงขั้นแปลกใหม่จนไม่เคยมีใครเขียนแนวเดียวกันออกมาก่อน…
…แต่ทำไมล่ะ ทำไมเรื่องแบบนี้ทำให้หัวใจเต้นได้…
เอเวอลินพบคำตอบหลังจากอ่านไปหลายเล่ม ทั้งที่เป็นนิยายแฟนตาซีไซไฟแต่มันกลับมีบางอย่างที่เอเวอลินเชื่อว่าเป็นความจริง เธอเริ่มติดตามนิยายเรื่องนี้ไปจนถึงเล่มสุดท้ายซึ่งก็คือเล่มแปด
“ไม่มีเล่มต่อแล้ว ทำไมล่ะ” เอเวอลินถามกับเลขาของเธอ
“ได้ยินมาว่านักเขียนสุขภาพไม่ดีก็เลยหยุดเขียนไปค่ะ เล่มนี้เลยน่าจะเป็นเล่มสุดท้ายแล้ว”
“เล่มสุดท้าย ทั้งที่ไม่จบเนี่ยนะ” เอเวอลินได้ฟังแล้วรู้สึกขัดใจ เธอไม่ชอบอะไรที่มันค้างคาแบบนี้
“น่าเสียดายนะคะ กำลังเริ่มเป็นกระแสเลย”
“ช่วยติดต่อนักเขียนให้หน่อยสิ”
“คุณเอเวอลินจะทำอะไรเหรอคะ” เลขาทำท่าจะซักไซร้ต่อ แต่พอเห็นสายตาเย็น ๆ จากผู้เป็นนายจ้าง เธอก็ไม่กล้าถามอะไรต่ออีก
ไม่ว่าเอเวอลินจะมีเป้าหมายใด ความหวังของเธอก็ไม่มีทางได้เป็นจริง เธอตกใจที่รู้ว่าชายผู้ใช้นามปากกาเจ. ซี. โดนาเมสกำลังจะจากไปด้วยโรคร้าย
ทั้งที่ไม่เคยเจอแม้แต่ครั้งเดียว แต่เอเวอลินก็ตั้งใจไปงานศพของชายผู้นั้น
แล้วมันก็กลายเป็นการพบกันครั้งแรกของรีดัสและเอเวอลิน
“ผมเคยอ่านงานของคุณครับ หนังที่สร้างจากนิยายของคุณ ผมก็ดูทุกเรื่อง” รีดัสในวัยหนุ่มบอกกับสาวใหญ่
“ฉันถูกใจงานของพ่อคุณมาก”
“ขอบคุณแทนคุณพ่อครับ ท่านน่าจะยินดีที่คนเก่งแบบคุณชอบงานของท่าน”
“ขอพูดตรง ๆ นะ สำนวนและวิธีการเล่าเรื่องธรรมดา..” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“คุณเอเวอลินคะ” เลขาของเธอเผลอร้องเสียงดัง
เอเวอลินไม่สนใจเสียงห้ามปราม เธอพูดต่ออย่างรวดเร็ว “โดยรวมแล้วงานอยู่ในระดับที่ใช้ได้ แต่ก็ไม่ใช่งานที่เลอเลิศอะไรนัก”
รีดัสเจอแบบนั้นก็อึ้งไป เขาแปลกใจที่นักเขียนชื่อดังคนนี้เปิดบทสนทนามาด้วยการบอกว่าชอบงานของพ่อ แต่อยู่ ๆ ก็กลับมาวิจารณ์
“ทั้งที่มีจุดให้ติมากมาย แต่ไม่รู้ทำไม… มันถึงอ่านแล้ววางไม่ลง ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องนี้มันมีพลังบางอย่างอยู่ในนั้น”
“รู้สึกเหมือนว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงสินะครับ”
เอเวอลินพยักหน้า
“ฉันอยากจะลองคุยกับพ่อของคุณดู มีคำถามหลายข้อที่อยากถาม แต่ท่าทางคงจะสายไป”
“ถ้าเป็นคุณ… คุณคิดว่าจะทำให้มันสมบูรณ์กว่านี้ได้ไหมครับ”
“หมายความว่า”
“สนใจจะรีไรท์เรื่องนี้ใหม่ไหมครับ ถ้าเป็นอัจฉริยะแบบคุณล่ะก็…”
“นี่คุณ! พูดอะไรออกมาคะ” เลขาของเอเวอลินแทรก “รู้ไหมว่าคนผู้นี้เป็นใคร คนอย่างคุณเอเวอลินไม่ว่างมารีไรท์งานให้ใครหรอกนะคะ”
“ขอโทษที่เสียมารยาทครับ ผมเข้าใจดีว่านักเขียนที่มีรายได้พันล้านแบบคุณ คงไม่สนใจค่าตอบแทนเล็กน้อยจากการแก้ไขงานให้นักเขียนคนอื่นหรอก แต่ผมถามในฐานะที่คุณก็เป็นคนหนึ่งที่มองเห็นคุณค่างานของคุณพ่อครับ”
ถ้าเป็นยามปกติ เอเวอลินต้องโต้ตอบเด็กหนุ่มด้วยวาจาเผ็ดร้อน เลขาถึงกับเตรียมใจไว้แล้วว่าหากนายจ้างจอมเอาแต่ใจอาละวาดขึ้นมาเธอจะรับมืออย่างไร แต่สิ่งที่เกิดนั้นน่าแปลกประหลาด เอเวอลินไม่เพียงไม่โวยวายเธอกลับหยุดนิ่งและใคร่ครวญข้อเสนอนั้น
“ผมไม่มีเงินครับ หรือจะให้ชัดเจนกว่านั้นก็มีไม่มากพอที่จะจ้างคนมีฝีมืออย่างคุณ” รีดัสไม่รอให้อีกฝ่ายถาม เขาชิงเผยไพ่ที่ตนมี
“กล้ามากเลยนะ ชวนเอเวอลิน เลคเตอร์ทำงาน แต่กลับบอกไม่มีเงินเนี่ย”
“แต่ผมมีของที่มีค่ามากกว่านั้นมากครับ โดยเฉพาะนักเขียนอย่างคุณ บางทีมันอาจจะมีค่ายิ่งกว่าสมบัติใด ๆ ในโลกก็ได้”
“โฮ่ คุยโวขนาดนี้ ถ้าเป็นสมบัติเห่ย ๆ ละก็…”
รีดัสมั่นใจว่าเอเวอลินต้องสนใจ สำหรับนักเขียนผู้หลงใหลในอะบีสออฟไทม์จะมีอะไรที่น่าจูงใจไปกว่าการได้มีประสบการณ์ตรงในโลกนั้น
เอเวอลินยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในตอนที่รีดัสอธิบายเกี่ยวกับงานทดลองที่ตอนนั้นเขายังไม่ได้ตั้งชื่อ สิ่งที่รีดัสนำมานำเสนอเป็นเพียงภาพนิ่ง ผลการทดลองกับอาสาสมัคร และอุปกรณ์ช่วยในการสะกดจิตที่ยังเป็นแค่ตัวโปรโตไทป์
“นี่มันเรื่องแหกตาชัด ๆ เลยค่ะ มันจะเป็นไปได้ยังไงที่สะกดจิตคนให้เข้าไปเห็นโลกในนิยาย” เลขาของเอเวอลินเริ่มทนฟังต่อไปไม่ไหว
เอเวอลินไม่ได้พูดอะไร สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่หน้าจอสไลด์ที่ค้างไว้ที่ภาพของโซนาตา การที่เธอไม่ต่อว่าแต่ก็ไม่ได้ยอมรับสิ่งที่รีดัสนำเสนอ มันทำให้บรรยากาศของทั้งห้องตึงเครียด
“ลองทำให้ฉันเข้าไปในโลกนั้น”
“มันยังอยู่ในขั้นตอนทดลองนะครับ”
“ตกลงว่าทำได้หรือไม่ได้”
“ที่ผมจะบอกก็คือมันอาจจะมีผลข้างเคียง…”
“คุณเอเวอลิน” เลขาเขย่าแขนนายจ้างสาว
“เธอไปรอข้างนอกก่อน”