Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 0 บทนำ
วันที่… เดือน… ปีศักราชดราโกเนียนที่ 10001
ชายหนุ่มมองเหม่อไปยังเท้าของเขาซึ่งพาดเฉียงไปบนโต๊ะทำงานที่ทำจากวัสดุพิเศษแสนทนทานแต่ดูบางประหยัดพื้นที่ใช้สอย บนโต๊ะสีขาวนวลตาของเขามีจอโฮโลแกรมสีสันจัดจ้านซึ่งกำลังแสดงภาพคมชัด ชัดเสียจนภาพเหมือนกับวัตถุที่จับต้องได้จริงชนิดแทบแยกไม่ออก
เขาอยู่ในท่านั่งเอกเขนก ขยับมือเปิดปูมบันทึกการเดินทางขึ้นดูอย่างพินิจพิเคราะห์ แต่แทนที่จะเริ่มบันทึกรายงานว่าวันนี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เขากลับนิ่งไปนาน และปิดหน้าปูมบันทึกลงทั้งที่ยังไม่มีเนื้อหาใหม่ใส่เพิ่มลงไป
ในใจของเขารู้สึกว่า ที่ผ่านมามีแค่เรื่องน่าเบื่อที่ไม่ได้มีค่าควรแก่การบันทึกให้เสียเวลา
“วันนี้ก็ไม่บันทึกเหรอคะ” เสียงของปัญญาประดิษฐ์ส่วนตัวดังขึ้น เธอชื่อแองจี แองจีคือโปรแกรมย่อยของระบบเอไอที่ควบคุมยานทั้งลำ ชายหนุ่มได้โปรแกรมเธอใหม่แยกออกมาจากโปรแกรมหลักเพื่อให้ทำหน้าที่รับใช้เขาโดยเฉพาะ
“เธอจัดการให้แทนก็แล้วกัน ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ เขียนรายงานเรื่องทั่ว ๆ ไป…”
“รับทราบค่ะ” เอไอเงียบลงแค่อึดใจก่อนจะพูดต่อ “จัดเตรียมฉบับร่างเรียบร้อยแล้วค่ะ จะตรวจรายงานซ้ำก่อนบันทึกลงระบบไหมคะ”
“เอาไว้ถ้ามีอารมณ์อยากดูนะ” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ ชายหนุ่มรู้ประสิทธิภาพของเอไอที่เขาสร้างขึ้นเป็นอย่างดี บักทึกที่เธอสร้างขึ้นจะต้องมีทั้งภาพและเสียงของเขาที่เธอสังเคราะห์ คุณภาพของงานต้องละเอียดเหมือนจริงจนเครื่องมือตรวจสอบใด ๆ ก็จับไม่ได้ว่าเป็นของประดิษฐ์ขึ้นไม่ได้เกิดจากการบันทึกแบบปกติ
ชายหนุ่มทำอะไรแบบนี้หลายครั้งหลายหนตลอดการเดินทาง กว่าจะได้ตำแหน่ง “ผู้บัญชาการยานล่าอาณานิคม” มาอยู่ในมือ เขาจะต้องดิ้นรนวิ่งเต้นไปไม่น้อยกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะทำตามกฎที่มาพร้อมกับหน้าที่อย่างเคร่งครัด เขารู้ว่าการให้ข้อมูลที่ถูกต้องจะนำภัยมาสู่ตนเองในภายหลัง
ขณะคิดว่าชีวิตช่วงนี้น่าเบื่อเหลือเกิน
เรื่องไม่คาดฝันก็พลันอุบัติขึ้น!
โซนาตา ดิอาลโนสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเตือนภัยดังมาจากทุกทิศทาง เสียงเตือนนี้จะไม่เกิดขึ้นหากยานตรวจพบอันตรายในระดับต่ำกว่าระดับเจ็ด ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาเฉียดเข้าสู่ใกล้การต่อสู้ระหว่างมนุษย์ต่างดาวสองกลุ่ม ระดับความอันตรายยังถูกประเมินไว้แค่ระดับสอง
เทคโนโลยีของยานลำนี้ทำให้พวกเขามีกำลังรบมากพอที่ระเบิดดาวเคราะห์ขนาดใหญ่กว่าโลกเป็นสิบเท่าให้หายไปด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ระดับที่ถูกประเมินว่าเป็นอันตรายถึงเลขเจ็ดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาให้นิ่งนอนใจ
“คงไม่ใช่พวกเซอร์เรียนหรอกนะ” โซนาตาพึมพำขณะที่กำลังรุดออกไปจากห้อง
เขากำลังพูดถึงเผ่าพันธุ์จักรกลสุดร้ายกาจ แม้ว่าจักรวรรดิจะเคยกวาดล้างมนุษย์ต่างดาวมาแล้วหลายร้อยสายพันธุ์แต่ก็ไม่เคยมีเผ่าพันธุ์ใดที่ต่อต้านได้อย่างจริงจัง มีเพียงพวกเซอร์เรียนนี่แหละที่ไม่เคยถูกทำลายได้อย่างสมบูรณ์
ผู้บัญชาการหนุ่มประเมินได้อย่างแม่นยำแม้ว่าไม่อยากให้สิ่งที่คิดไว้เกิดขึ้นจริง
ทันทีที่เขาถึงสะพานเดินเรือ เหล่าลูกเรือนับร้อยชีวิตรออยู่ที่นั่นแล้ว ต่างคนต่างผลัดกันรายงานสถานการณ์วิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่ พวกเขาหลงเข้ามาในวงล้อมของเซอร์เรียนโดยที่ระบบเซนเซอร์ทุกชนิดในยานไม่สามารถตรวจจับถึงการคงอยู่ของมันได้มาก่อนแม้แต่นิดเดียว
“เหมือนกับว่ามันไม่มีตัวตนจนถึงเมื่อครู่ครับ เซนเซอร์จากยานเซคเตอร์อื่นเองก็ไม่พบอะไรเช่นกัน ไม่มีบันทึกในรายงาน” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าวรายงานด้วยหน้าตาตื่น ๆ
“ศัตรูมีมากกว่าสองร้อยลำ และในนั้นมียานคลาสสูงกว่าดูมแองเจิลของเราอย่างน้อยสิบลำครับ” เจ้าหน้าที่อีกรายพูดเร็วปรื๋อ
“ตอนนี้พวกมันยังไม่เคลื่อนไหว ถ้าเราจะลงมือก่อนก็เป็นโอกาสอันดี” เสียงดุดันมาจากชายวัยกลางคน ต่างจากรายอื่นที่อยู่ในชุดเครื่องแบบทหารประดับยศ ชุดของเขาเป็นบอดีสูทสีดำรับรูปที่ติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัย ชุดนี้เป็นชุดสำหรับหน่วยรบพิเศษที่เรียกกันว่า “ไซเลนเซอร์”
โซนาตาประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เขาเองก็เป็นไซเลนเซอร์ฝีมือดี ตัวเขามั่นใจว่าตนมีวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ แต่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ยานทั้งลำจะรอดไปด้วย ดูมแองเจิลไม่ได้มีแค่ทหารของจักรวรรดิแต่ยังมีพลเมืองอีกนับแสนชีวิต หากเขาตัดสินใจผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวจะต้องมีผู้ถูกสังเวยเป็นจำนวนมาก
ถ้าเป็นปกติเขาอาจจะไม่สนใจนัก แต่ในบรรดาคนเหล่านั้นมีบางส่วนเป็นคนซึ่งให้ความจงรักภักดีและเสนอตัวติดตามเขามา และโซนาตาไม่ใช่คนที่จะนิ่งดูดายกับคนที่ศรัทธาในตัวเขา
“แองจี คำนวณเส้นทางที่สั้นที่สุดสำหรับวอร์ปเซคเตอร์ทั้งห้าแยกออกไป” โซนาตาออกคำสั่ง
“รับทราบค่ะ จะให้แจ้งเซคเตอร์ทั้งสี่เพื่อให้เตรียมแยกตัวเลยไหมคะ”
“เอาเลย” คำสั่งของโซนาตาทำให้ทุกคนต่างก็มีความเห็นแตกต่าง โดยเฉพาะไซเลนเซอร์อาวุโสอย่างอีริธ สแตนด์ที่ถึงกับนั่งไม่ติดที่
“คิดจะทำอะไร ทำไมถึงสั่งให้เซคเตอร์อื่นแยกตัว…”
ยังไม่ทันที่โซนาตาจะได้ตอบ โฮโลแกรมของชายหญิงกลุ่มหนึ่งปรากฏภาพขึ้นโดยรอบเสมือนพวกเขามาปรากฏตัวเอง พวกเขาสวมใส่ชุดไฮเทคสีดำแบบเดียวกับโซนาตาและอีริธ โดยชุดของบางคนในกลุ่มมีรายละเอียดต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย
คนแรกคือหัวหน้าของเซคเตอร์ทู ชายหนุ่มท่าทางดุดันคนนี้ดูน่าเกรงขาม ในขณะเดียวกันก็ดูสง่างาม ชุดที่เขาสวมทับชุดรบของไซเลนเซอร์ ทำให้เขาดูราวกับหัวหน้ามาเฟียหรือชนชั้นสูงในวงสังคมของดาวเคราะห์สักแห่ง
คนที่สองคือหัวหน้าของเซคเตอร์ทรี หญิงสาวผู้นี้มีทั้งสีผม นัยน์ตา และโครงหน้าของอีริค ต่อให้ไม่รู้ที่มาที่ไปของทั้งสองก็สามารถเดาได้ว่าพวกเขามีความเกี่ยวข้องกันทางใดทางหนึ่ง
คนที่สามคือหัวหน้าของเซคเตอร์โฟร์ รายนี้ดูมืดมน เจ้าเล่ห์เหมือนสุนัขจิ้งจอก เขาเป็นคนที่ดูธรรมดาที่สุดเมื่อเทียบกับหัวหน้าคนอื่น
และคนสุดท้ายคือสาวผมแดงผู้เป็นหัวหน้าเซคเตอร์ไฟว์ เธอดัดแปลงชุดของเธอให้เห็นเนินอกช่วงบน นอกจากนั้นยังมีขนสัตว์สีขาวที่ไหล่และคอประดับอยู่ เห็นได้ชัดว่าชุดของเธอถูกดัดแปลงจนผิดระเบียบของกองทัพ
“ทำไมถึงออกคำสั่งแยกส่วนไปคนละทาง” ชายคนแรกพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งตะคอก
“ระวังน้ำเสียงไว้หน่อย ฉันยังเป็นผู้บัญชาการอยู่นะ” โซนาตาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“กระจายทั้งห้าเซคเตอร์ออก ดูก็รู้เจตนาแล้วว่าตั้งใจไม่ให้พวกเราจับตาดูการทำงาน” หญิงผมบลอนด์หัวหน้าเซคเตอร์ทรีพยายามกดดันซ้ำ
“พวกเราหลงเข้ามาในวงล้อมของเซอร์เรียน จะถูกโจมตีเมื่อไหร่ก็ขึ้นกับเวลา ทางเลือกมีแค่กระจายออกไปหรือเสี่ยงสู้แล้วตายกันหมด” โดยไม่ยอมเสียเวลาฟังเสียงทัดทานอีก โซนาตาชิงตัดการสื่อสารจากเซคเตอร์อื่น จากนั้นก็สั่งการไปที่เอไอหลักเพื่อบังคับให้เซคเตอร์อื่นแยกตัวออกไปไม่ว่าพวกเขาจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
“เรื่องนี้กลับไปเมื่อไหร่ คุณจะต้องชี้แจงกับคณะผู้ตรวจสอบแน่” ไซเลนเซอร์อาวุโสอีริธจ้องโซนาตาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร โซนาตาไม่ได้ตอบโต้เพราะว่าก่อนที่เขาจะได้ตำแหน่งนี้เขาก็วางแผนมาตลอด เขาไม่คิดจะกลับไปอยู่ใต้ปีกของจักรวรรดิหรือแม้แต่ตระกูลของตัวเองอีก
…พอกันทีกับการทำงานเหมือนสุนัขให้กับจักรวรรดิ ตั้งแต่นี้ต่อไปเขาจะค้นหาโลกใหม่ที่ห่างไกลจากอำนาจชั่วร้ายของพวกดราโกเนียน…
…แต่ก่อนอื่น เขาต้องหาทางหนีออกจากวงล้อมของเซอร์เรียนพวกนี้ให้ได้…
ดูมแองเจิลถูกแยกออกเป็นห้าส่วนตามคำสั่งของโซนาตา ส่วนควบคุมหลักที่โซนาตาอยู่เรียกว่าเซคเตอร์วัน มันมีชื่อเล่นว่า “หัวของนางฟ้า” เพราะเซคเตอร์นี้อยู่ด้านหน้าสุดและยังเป็นเซคเตอร์ที่เล็กที่สุดจากทั้งห้าส่วน มันมีความกว้างเพียงหกร้อยเมตรและความยาวแค่สองกิโลเมตรเท่านั้น โดยส่วนที่ใหญ่โตที่สุดคือเซคเตอร์โฟร์ที่มีประชากรหลายแสนและมีหน้าที่คือสร้างโคโลนีบนดาวที่ถูกเลือก
เซอร์เรียนที่สงบนิ่งจนถึงเมื่อครู่เริ่มเคลื่อนไหว จักรกลมีชีวิตเหล่านี้วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วผ่านการโจมตีและขโมยเทคโนโลยีของเผ่าพันธุ์อื่น พวกมันต่างก็ล็อคเป้าหมายการโจมตีมาที่ดูมแองเจิลแต่ละส่วน แต่ด้วยสาเหตุไม่แน่ชัดพวกมันยังรีรอไม่โจมตีเข้ามา
เมื่อยานแต่ละส่วนเคลื่อนเข้าสู่ระยะและมุมที่เหมาะสมโซนาตาก็สั่งการออกไป แต่มันช้าไปเพียงไม่กี่วินาที ยานของเซอร์เรียนที่มีขนาดเท่ากับดาวทั้งดวงได้เริ่มการโจมตีไปแล้ว
สสารสีดำที่ถูกปล่อยออกมาก่อตัวขึ้นเป็นซิงกูราริตีซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของหลุมดำ แม้ยานดูมแองเจิลจะได้รับการออกแบบให้สามารถทนทานและมีกำลังสูงจนสามารถหนีออกจากหลุมดำได้แน่แม้ว่าจะทะลุเข้าขอบเขต “ขอบฟ้าเหตุการณ์” ไป แต่ในขณะที่มีซิงกูราริตีเกิดขึ้นใกล้ขนาดนี้ มันไม่สามารถหนีออกจากระยะได้ทันแม้พยายามอย่างสุดกำลัง
ยานทั้งห้าถูกแรงดึงดูดที่แม้แต่แสงยังหนีไม่พ้นดึงเข้าสู่ศูนย์กลาง ต่อให้เป็นโซนาตาที่เป็นอัจฉริยะเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยในสภาพนี้
แล้วทุกอย่างก็ดำมืดลง…