Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 1: โลกที่ไม่รู้จัก
บทที่ 1: โลกที่ไม่รู้จัก
มืดสนิทเพียงแค่ชั่วพริบตา แต่จู่ ๆ เซคเตอร์วันที่ควรเข้าสู่ความมืดอนธการไร้ที่สิ้นสุด กลับหมุนคว้างอยู่กลางอวกาศราวกับภาพหลุมดำที่เห็นผ่านสายตาไปไม่นานเป็นเพียงแค่ฝันกลางวัน แรงดึงดูดมหาศาลซึ่งยังคงอยู่กำลังลากเซคเตอร์วันเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงที่อยู่ใกล้ที่สุด
แรงที่กระทำกับยานอย่างรุนแรงทำเอาระบบต่าง ๆ รวนจนรับการสั่งการไม่ได้ และบางส่วนได้รับความเสียหายร้ายแรง บางส่วนของยานถูกฉีกออกไปราวกับผลไม้ที่ถูกลอกเปลือก ต้องขอบคุณการออกแบบยานที่คำนวณมาเป็นอย่างดีรวมทั้งระบบพยุงชีพทั้งหลายที่ทำให้เซคเตอร์วันไม่ระเบิดแม้ว่าจะได้รับความเสียหายขนาดนี้
เสียงสัญญาณแจ้งเตือนถึงการกระแทกขณะพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศดังย้ำแล้วย้ำอีกจนแสบแก้วหู
ยานทั้งลำหมุนคว้างและร่วงลงสู่เบื้องล่างอย่างควบคุมไม่ได้
เจ้าหน้าที่ทุกคนทำทุกอย่างที่ทำได้ ถึงผลจะเป็นเพียงแค่การชะลอการตกและการหมุนของยานให้ช้าลง พวกเขามั่นใจว่ายานจะยังอยู่รอดแม้จะต้องพบกับการกระแทกอย่างรุนแรงอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาหน้าถอดสีไม่ใช่หายนะจากการโหม่งใส่ดาวที่กำลังจะมาถึง
มันคือภาพของพื้นผิวที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแสดงผล
“นั่น ต้นไม้… ป่าเหรอ” อีริธงงเป็นไก่ตาแตก ก่อนที่จะถูกโจมตีและหลุดเข้าสู่หลุมดำที่หายไปราวกับเรื่องโกหก เขาเห็นข้อมูลของดาวดวงนี้ไปแล้ว มันออกจะอยู่ผิดตำแหน่งไปบ้างจากการสแกนดาวดวงมาก่อน ข้อมูลในระบบบันทึกไว้ว่าดาวนี้ควรจะเป็นดาวร้างไร้ชีวิต
แต่ทำไมมันมีพืชสีเขียว…
โซนาตาเองเป็นคนหนึ่งที่ได้เห็นข้อมูลของดาวดวงนี้มาแล้วเช่นกัน และเขามั่นใจว่าข้อมูลที่บันทึกอยู่ในระบบเป็นของดาวดวงนี้ไม่ผิดแน่ เพราะขนาดวงโคจร แรงดึงดูด ชี้เฉพาะว่ามันคือดาวดวงเดียวกันไม่ผิด แต่ชั้นบรรยากาศกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนั้นเครื่องมือที่ประเมินความสามารถในการเอาตัวรอดของผู้โดยสารยังรายงานการตรวจจับสัญญาณชีพของสิ่งมีชีวิตในดาวเคราะห์ดวงนี้ได้อีกด้วย
มันมีสาเหตุเดียวเท่านั้นที่เป็นไปได้คือดาวดวงนี้ต้องผ่านการเทอร์ราฟอร์มมาแล้ว
“เทอร์ราฟอร์ม” คือเทคโนโลยีปรับสภาพดาว จากดาวไร้ชีวิต อากาศเป็นพิษ และมีอุณหภูมิไม่เหมาะให้มนุษย์อยู่อาศัย พวกเขาจะใช้วิธีการหลายอย่างเพื่อทำให้ดาวที่เลือกมามีสภาพใกล้เคียงกับโลกมากที่สุด เช่นแยกแก๊สออกจากของเหลว กรองอากาศพิษ ปรับอุณหภูมิด้วยวิธีการต่าง ๆ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ปัญหาคือดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่เคยมีประวัติการถูกเทอร์ราฟอร์ม
เมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้มันยังเป็นดาวร้างอยู่เลย
มันเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โซนาตานึกหวั่นใจขึ้นมา หากเขาคิดถูกล่ะก็นี่ต้องเป็นเรื่องน่าปวดหัวทีเดียว…
เขาคิดอยู่ในสมองคนเดียว ยังไม่ได้เอ่ยปากคุยกับคนอื่น
เหล่าวิศวกรและหุ่นยนต์ซ่อมบำรุงต่างทำงานแข่งกับเวลาจนกู้เครื่องยนต์บางส่วนกลับมาทำงานได้ แต่ก็ไม่ทันการที่จะช่วยสถานการณ์ให้ดีขึ้น เซคเตอร์วันร่วงหล่นสู่บริเวณกลางป่าผืนใหญ่ด้วยความเร็วที่น่าจะเรียกว่าตกลงมามากกว่าลงจอด
เป็นโชคดีในโชคร้าย ตำแหน่งที่ร่อนลงคือบึงขนาดใหญ่ที่รองรับยานไว้ได้ทั้งลำ แต่ถึงเป็นแบบนั้นพวกเขาก็ยังได้รับความเสียหายรุนแรงจากแรงกระแทก ระบบเกือบทั้งหมดหยุดทำงานลงในทันที บางส่วนของยานจมลึกลงไปในโคลนและบางส่วนที่ฉีกขาดของยานถูกน้ำทะลักเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว
โซนาตาไม่ได้สนใจความเสียหายนัก เขาประเมินแล้วว่าระบบฟื้นฟูตัวเองของยานจะสามารถรับมือทุกอย่างได้ สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่หน้าจอรายงานผลตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่มีตัวเลขและตัวอักษรวิ่งขึ้นมาไม่หยุด สัญญาณจากเซคเตอร์อื่นไม่ปรากฏ ข้อมูลของพวกมันหายไปก่อนที่พวกเซคเตอร์วันจะร่วงลงมาด้วยซ้ำ
“หืมมม ดวงจันทร์เก้าดวง” โซนาตาเลิกคิ้วขึ้น เขามั่นใจว่าก่อนหน้านี้ดาวดวงนี้มีดาวบริวารแค่ดวงเดียว และวัตถุประหลาดอีกแปดชิ้นที่ปรากฏอยู่บนจอนี่คือสิ่งใดกัน
“ออกซิเจน 21% ไนโตรเจน 78% ไม่มีแก๊สอันตรายอื่น ๆ ในระดับที่น่าเป็นห่วง… ดาวดวงนี้มนุษย์สามารถหายใจได้…” โซนาตาพึมพำ เขาเลิกสนใจเทหวัตถุประหลาดและหันมาดูอากาศแทน แววตาของเขาฉายแววอย่างนึกสนุก หน้าจอยังบอกอีกว่าที่นี่มีทั้งพืชและสัตว์ ส่วนพวกจุลชีพทั้งหลายก็ทำอะไรไซเลนเซอร์ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมแบบเขาไม่ได้อยู่แล้ว
อีริธรู้ดีว่าผู้บัญชาการหนุ่มคนนี้กำลังคิดอะไร
โซนาตาไม่ได้ห่วงเลยว่าพวกเขาหลงมาในที่แปลกประหลาดหรือเซคเตอร์อื่นของยานหายไปไหน ในหัวของผู้บัญชาการหนุ่มมีแต่ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับดาวเคราะห์ใหม่ใบนี้
“ต้องรีบซ่อมยานลำนี้ แล้วก็หาเซคเตอร์อื่น ๆ ที่สัญญาณขาดหายไป” อีริธเตือน แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจนัก
โซนาตาแอบคิดว่าตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่ช่างเหมาะเจาะเสียเหลือเกิน บางทีเขาควรจะล้างบางพวกที่จงรักภักดีกับจักรวรรดิอย่างอีริธเลยดีไหม คน ๆ นี้ถึงภายนอกจะดูเหมือนชายกลางคนที่ยังสามารถพูดคุยเกลี่ยกล่อมได้ แต่ทุกคนที่รู้จักไซเลนเซอร์ต่างก็รู้ดีว่าตรรกะแบบนั้นใช้ไม่ได้ อีริธทำงานรับใช้จักรวรรดิมาหลายร้อยปีแล้ว เขาเป็นหนึ่งในคนที่ซื่อสัตย์ต่อจักรวรรดิที่สุด แน่นอนว่าเขาไม่มีทางถูกกล่อมให้ย้ายมาถือหางคนที่คิดแยกตัวอย่างโซนาตาแน่นอน
…เอายังไงดีนะ เก็บไว้ใช้งานต่ออีกสักนิด หรือจะฆ่าทิ้งตอนนี้เลย…
“ระบบโคลด์สลีปเสียหายหนักค่ะ คาดว่าน่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะซ่อมได้” แองจีรายงานผลเกี่ยวกับเครื่องจำศีลเพื่อการเดินทางในอวกาศ เขารู้ว่าเธอจะต้องพูดแบบนี้อยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านั้นโซนาตาได้วางยาระบบเอาไว้ เขาตั้งโปรแกรมว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้น เขาอยากแน่ใจว่าตัวอันตรายทั้งหลายจะไม่ตื่นขึ้นมาเป็นเสี้ยนหนาม… อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่ง
“นี่ไม่ใช่ฝีมือคุณสินะ” อีริธจ้องโซนาตาอย่างรู้ทัน
“อย่าพูดเกินความจริงไป ไม่ใช่แค่ลูกน้องคุณติดอยู่ในนั้นนะ คนของผมก็ติดไปด้วย” โซนาตาแก้ตัว น้ำเสียงยียวน ตาเขาเป็นประกายวับ ๆ ชวนให้น่าเคลือบแคลง “อย่าพูดเหมือนผมเตรียมทุกอย่างไว้แล้วสิ”
หลังการตรวจสอบอีกเล็กน้อย โซนาตาเรียกรวมตัว “ทีมสำรวจ” ของเขา เขาฝากเรื่องการซ่อมแซมรวมถึงการเก็บข้อมูลของดาวดวงนี้ไว้กับ “ศาสตราจารย์ด็อกมา ดิอาลโน” นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะและพ่อบุญธรรมของเขา ส่วนหน้าที่คุ้มกันตกเป็นของ “อัลโต” ผู้เป็นเพื่อนที่เขาไว้ใจที่สุดและเป็นหนึ่งในพรรคพวกของเขาเอง
อัลแบร์โต โทแพซหรือที่เพื่อนทุกคนเรียกว่าอัลโต เป็นหนึ่งในสามไซเลนเซอร์ที่รอดจากการติดค้างอยู่ในเครื่องโคลด์สลีปนอกเหนือจากโซนาตาและอีริธ อัลโตสนิทสนมกับโซนาตาตั้งแต่ทั้งคู่ยังเป็นนักเรียนฝึกหัดไซเลนเซอร์ พวกเขาเหมือนกับพี่น้องที่ตายแทนกันได้ นอกจากความเชื่อใจนี้แล้วโซนาตายังมั่นใจในฝีมือการรบของอัลโตมากด้วย
อัลโตเลือกลูกน้องคนสนิทเพียงห้าคนจากนับร้อย หน่วยทหารพลังจิตกลุ่มนี้แม้จะเทียบกับไซเลนเซอร์ไม่ได้แต่พวกเขาก็ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี แทนที่จะพาคนไปมากมายแต่ไว้ใจไม่ได้ อัลโตเลือกเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่ายอมถวายหัวให้กับเพื่อนรักของตน โดยอ้างว่าพวกเขาตั้งใจทิ้งทหารส่วนที่เหลือและหุ่นรบเอาไว้เพื่อคุ้มกันยาน
“กว่ายานจะซ่อมเสร็จก็อีกนาน เราควรจะสำรวจดาวนี้ในระหว่างนั้น” โซนาตาแสยะยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ อีริธดูแล้วรู้ว่าไม่สามารถห้ามปรามได้จึงไม่ต่อล้อต่อเถียงอีก อย่างน้อยการที่พ่อบุญธรรมและลูกน้องของโซนาตาอยู่ที่นี่ก็เป็นการการันตีว่าเขาต้องกลับมาแน่นอน
“ฝากดูแลทางนี้ด้วยนะครับ” โซนาตาหันไปทางชายชราหัวกระเซิงผู้มีผมสีดอกเลาทั้งหัว
ชายแก่ผู้ใจดีส่งยิ้มกลับมาเป็นเชิงว่าไม่ต้องห่วงทางนี้
แล้วการออกสำรวจดาวที่ไม่รู้จักของโซนาตา อัลโต และลูกน้องทั้งห้าชีวิตก็เริ่มต้นขึ้น
“ต้นไม้นี่คล้ายพวกโกงกาง” หนึ่งในทหารผู้ติดตามไปด้วยพูดขึ้นทันทีที่เห็นต้นไม้ต้นแรก ใบหน้าถูกซ่อนอยู่ในเครื่องป้องกันที่เหมือนหมวกนิรภัยแต่เสียงที่ออกมาทำให้รู้ว่าเธอคือผู้หญิง
“ต้นนั้นก็เหมือนต้นไม้ที่เคยเห็นครับ” ทหารอีกนายรายงาน เขาไม่รู้จักชื่อของมันด้วยซ้ำแต่มั่นใจว่ามันคือพืชชนิดเดียวกับที่ตนเคยรู้จัก
โซนาตาใช้เครื่องสแกนที่มือตรวจสอบเพิ่ม แล้วก็พบว่าจริงดังว่า ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่มนุษย์รู้จักหรืออย่างน้อยก็มีสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด บางส่วนก็มีความแปลกประหลาดเกินกว่าจะเทียบเคียงกับสิ่งที่เคยมีบันทึกมาก่อน
“ระวังตัว อาจจะมีสัตว์อันตราย” อัลโตเตือนทั้งตนเองและพรรคพวก เขาปรับนัยน์ตาที่มีสภาพเหมือนเลนซ์ของกล้องให้ซูมเข้าซูมออก ดวงตานี้เขาได้มาจากการผ่าตัดดัดแปลงเมื่อหลายปีก่อน มันทำให้เขาสามารถมองเห็นได้ไกลแม้จะห่างไปหลายกิโลเมตร มันเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับสายซุ่มยิงแบบเขา
ทหารทั้งห้าผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยบึงโคลนอย่างยากลำบาก ชุดเกราะของพวกเขามีเทคโนโลยีที่เรียกว่าเอ็กโซสเกลเลตันช่วยให้เคลื่อนไหวได้ดีกว่าคนทั่วไปและรับน้ำหนักได้เพิ่มหลายเท่า แต่การตามฝีเท้าของพวกเหนือมนุษย์อย่างไซเลนเซอร์ทั้งสองก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายอยู่ดี
“มีสัตว์อันตรายข้างหน้า ระยะสองจุดห้าสองกิโลเมตร” อัลโตหยุดมองระยะไกลและทำสัญญาณมือชี้ไปข้างหน้า เขาเห็นสัตว์ที่คล้ายกับเสือกำลังล่าเหยื่อ แต่เสือที่เห็นมีขนาดที่ใหญ่กว่าปกติมาก นอกจากนั้นมันยังมีสามตาอีกด้วย
โซนาตาไม่คิดว่าอันตรายของอัลโตจะหมายความตรงตัวอย่างที่เขาพูด เพื่อนคนนี้บางครั้งก็ชอบกังวลเกินไปกว่าเหตุหลายเท่า เท่าที่ฟังจากคำบรรยาย เขาไม่คิดว่าเสือที่ตัวใหญ่กว่าปกติสามสี่เท่าจะเป็นอันตรายตรงไหน มันก็คงอันตรายกว่าแมวไม่เท่าไหร่
