Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 106: กับดักของเลกัน
หากจะมองหาสิ่งผิดมนุษย์ในตัวเซกัน พลังในการฟื้นตัว ความเร็วและเรี่ยวแรงมหาศาล พลังเวทมนตร์ ความสามารถดูดซับความเกลียดชังและเปลี่ยนมาเป็นพลังของตนเอง ทั้งหมดที่ว่ามานั้นเทียบไม่ได้กับความผิดปกติที่กำลังพูดถึงนี้
เซกันไม่เคยโกรธเกลียดผู้ใด เขาถูกกระทำมาตลอดทั้งชีวิต แม้แต่ตอนที่รู้ความจริงว่าบาริกันและเควนดารินไม่ใช่พ่อแม่บังเกิดเกล้าและสร้างเขาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความเห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว เขาก็ไม่ได้เคียดแค้นชิงชังทั้งคู่ สิ่งที่รู้สึกก็มีเพียงความเศร้าเสียใจจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
แม้เซกันจะรู้ว่าเลกันกับเขาไม่ใช่พี่น้องกันจริง ๆ แต่ในความรู้สึก เลกันยังคงเป็นพี่ของเขาเพราะเกิดจากคนที่สร้างเขาขึ้นมาและเขารักผูกพันด้วย มันเป็นเหตุผลที่เซกันยั้งมือไว้ ในวินาทีที่ออกหมัดใส่เลกัน เขารู้ว่าหากออมแรงน้อยเกินไป หัวอีกฝ่ายอาจจะหลุดกระเด็นไปเลยก็ได้
ในวันนั้น หมัดเดียวก็เกินพอ เซกันที่ยังคงเศร้าตรมเป็นฝ่ายเดินทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง แทนที่จะจัดการกับคนทั้งปราสาท หรือจัดการกับทุกเรื่องให้จบ ๆ ไป
เซกันออกเดินทาง คิดจะหันไปใช้ชีวิตอย่างสงบในสถานที่ที่ห่างไกลจากผู้คน แต่ในวันที่เขาได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมทัพของเรวาเรนท์เขาก็อดรนทนไม่ไหว ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตนเองเหมือนที่ผ่านมา เซกันก็แค่อยากปกป้องชีวิตที่อยู่ด้านหลังของกำแพงที่กั้นระหว่างสองดินแดน
กองทัพเรวาเรนท์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยไปอันเดดเป็นหลัก และเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันดีว่าอันเดดแทบทุกชนิดต่างก็สามารถถูกทำลายได้ด้วยแสงอาทิตย์ มันจึงกลายเป็นกฏเหล็กที่ทุกคนต่างก็รู้กันทั่วว่าต้องหลีกเลี่ยงการปะทะกับพวกมันในยามที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว
เซกันไม่ได้สนใจข้อจำกัดที่ว่าเลยสักนิด เขาต่อสู้จากเช้าจรดค่ำ ข้ามคืนจนกระทั่งเช้าวันใหม่ เป็นเช่นนี้วนเวียนไป โดยไม่ได้หยุดพักเลยด้วยซ้ำ ราวกับว่าชีวิตของเขามีไว้เพื่อใช้ช่วงเวลาทั้งหมดไปกับการกวัดแกว่งดาบอยู่แบบนี้
อันเดดบางส่วนคืนชีพกลับมาสู้ บางส่วนก็หมดสภาพจนไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก กองทัพเดิมถูกทำลายไปแล้วกำลังเสริมก็มาเพิ่ม
เซกันไม่ได้นับจำนวนอันเดดที่เขากำจัดไป แต่ภายหลังมีการประเมินกันว่าในสงครามครั้งนี้เขาน่าจะทำลายอันเดดไปได้ราวหนึ่งแสนถึงหนึ่งแสนสองหมื่นตน จำนวนขนาดนี้แม้แต่เรวาเรนท์ที่มีกองทัพแข็งแกร่งที่สุดในทวีปเองก็ยังเกิดปัญหาใหญ่
และกองกำลังต่อต้านของฝ่ายมนุษย์เองก็เกิดขึ้นในทุกหัวเมือง ไม่ใช่แค่น็อตติงวิลล์เท่านั้น
เรื่องประหลาดที่สุดที่ทำให้หลายคนแปลกใจก็คือ พวกเฟทก็ขอพักรบและหันมาต่อสู้กับเรวาเรนท์ด้วยเช่นกัน แม้จะเชื่อว่าโลกสมควรถูกชำระล้างเพื่อให้เกิดใหม่ แต่พวกเขาคิดว่าเรวาเรนท์เองก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกใหม่ด้วย สงครามสั้น ๆ กับเรวาเรนท์จบลงเมื่อฝ่ายกองทัพผีดิบเป็นฝ่ายยอมล่าถอยออกไป น่าเสียดายที่ความสงบนั้นสั้นนัก เพียงเวลาไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ศัตรูเก่าอย่างกลุ่มเฟทและเลกันก็เริ่มรบราฆ่าฟันกันอีก
ความจริงก็คือมันคือการต่อสู้ที่เลกันจัดฉากขึ้น
เขาสั่งให้พวกเฟทแกล้งยอมแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็อย่างที่ทราบแล้วว่าเซกันไม่ได้เป็นผู้นำของพวกเฟทตามความเป็นจริง กระทั่งถึงในช่วงปลายปีเดียวกัน กลุ่มลัทธิที่สร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนมาตลอดก็เป็นไปตามแผน ถูกปราบลงอย่างราบคาบ
ที่เป็นเช่นนี้ ก็เป็นไปตามแผนอย่างแทบสมบูรณ์แบบ แทนที่จะให้รางวัลใหญ่ตามที่สัญญาไว้กับลูกน้องในกลุ่มเฟท เลกันไม่ลังเลสักนิดที่จะฆ่าทุกคนเพื่อปิดปาก
มันคือการประหารชีวิตโดยไม่มีการไต่สวนและเป็นการปิดฉากความปั่นป่วนที่มีมานาน เอเทเซียกลับมาเข้มแข็งขึ้นในขณะที่ประเทศอื่นต่างก็ถูกผนวกรวมกลับมาอยู่กับเอเทเซียอีกครั้งหลังจากที่เลกันช่วยปลดแอกเมืองเหล่านั้นที่ถูกเฟทยึดครองไป
ตอนนี้เลกันได้สิ่งที่ต้องการมาแล้วทุกอย่าง ไม่ว่าบังลังก์ของเอเทเซีย หรือได้กำจัดเควนตัสออกจากเส้นทาง รวบรวมเอเทเซียให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง รวมทั้งยังได้กลายเป็นวีรบุรุษผู้กวาดล้างลัทธินอกรีต
มีสิ่งเดียวที่ผิดพลาดไปจากแผน มันคือเรื่องของเซกันนั่นเอง
เลกันรู้จักนิสัยน้องชายต่างสายเลือดผู้นี้เป็นอย่างดี วิธีการเดิม ๆ ที่ใช้ได้ผลทุกครั้งก็คือข่าวลวง เขาปล่อยข่าวว่าอดีตเจ้าหญิงแห่งเรฟลินตันกำลังถูกไต่สวนเรื่องที่เธอเคยร่วมมือกับหัวหน้าของเฟท รวมทั้งในกลุ่มของเธอก็ยังมีอดีตขุนพลของเฟทอยู่ด้วย
เซกันถึงจะซื่อ แต่ก็ไม่ใช่คนเขลา เขารู้ว่ามันคือกับดักของเลกัน กราเทียและทอลโดอาจจะถูกสอบสวนแต่สุดท้ายทั้งคู่ก็น่าจะรอดจากคดี
ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแต่เซกันก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้
เขาเห็นมาแล้วว่าเลกันทำกับลูกน้องและญาติสนิทของเขาอย่างไร ข่าวลือครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นกับดักเพื่อล่อตนออกไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เลกันจะไม่กำจัดกราเทียและทอลโดทิ้ง เพราะเลกันได้พิสูจน์แล้วว่าเขาเห็นทุกคนเป็นแค่เบี้ยที่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็พร้อมกำจัดทิ้งไปจากกระดานเกม
บางทีการได้พบปะกันครั้งนี้อาจเป็นศึกสุดท้ายที่เซกันรอมาตลอดก็ได้
ที่ท้องพระโรงของปราสาทสีขาว กราเทีย ทอลโด และอรันโดได้ถูกเรียกตัวมาเพื่อรับภารกิจลับ แต่ก่อนที่เลกันจะบอกว่ามันคือภารกิจอะไร เขาก็พูดชื่อหนึ่งขึ้นมาก่อน
“ลูนาร์ โรสเซท”
กราเทียทวนชื่อที่เลกันเพิ่งกล่าวถึง
“เธอคือช่างในตำนานที่มีชีวิตอยู่ร้อยกว่าปีก่อน เธอคือผู้ที่ตีดาบดำขึ้น”
“ข้าเคยได้ยินจากท่านพ่อ เชื่อกันว่าลูนาร์ผู้นี้อยู่เบื้องหลังการสร้างอาวุธในตำนานมากมาย รวมถึงเป็นผู้ปิดผนึกประตูสู่เนเธอร์เวิลด์ด้วย” ทอลโดเสริม เขาเคยได้ยินมาด้วยซ้ำว่าบรรพบุรุษของเขาเคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับลูนาร์ผู้นี้ในสงครามซีนครั้งที่ห้า
“ข้าไม่รู้ว่านางมีจุดประสงค์ใดถึงสร้างดาบต้องสาปนั้นขึ้นมา แต่ดูเหมือนว่าหลังจากตีดาบเล่มนั้นเสร็จ มันก็มาอยู่ในการครอบครองของเอเทเซีย…”
“…แล้วก็มาอยู่กับเซกัน” อรันโดต่อให้จนจบประโยค
“ข้าคิดว่ามันคือแหล่งพลังของเซกัน และบางทีอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขากลายเป็นบุคคลต้องสาปก็ได้”
“แต่ว่าพวกเฟทก็ถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว คำทำนายเองก็อาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้”
“มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอก” เลกันขึ้นเสียง “นี่คือคำทำนายที่ไม่เคยผิดพลาด แค่กำจัดเฟทไปมันไม่มีผลนักหรอก”
“ไม่มีใครเอาชนะหมอนั่นได้ พวกเราเคยพยายามมาหลายครั้งแล้ว” ทอลโดแจ้งไปตามตรง
“ตราบใดที่เซกันยังมีดาบอยู่ ก็คงไม่มีใครจัดการเขาได้ แต่ถ้าเราทำลายดาบได้ก็เป็นอีกเรื่อง”
“ทำลายดาบในตำนานเหรอคะ มันเป็นไปได้ด้วยเหรอ” กราเทียถามเพราะเธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ชินาเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ดาบดำคือหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของลูนาร์ นอกจากพลังที่ซ่อนอยู่ มันยังมีชื่อในเรื่องที่ไม่สามารถถูกทำลายได้ ถึงกับมีเรื่องเล่าลือว่าเคยมีผู้ทดลองนำมันไปทิ้งลงปากปล่องภูเขาไฟ แม้ว่าจะจมหายไปนานแต่สุดท้ายมันก็ถูกเก็บกลับคืนมาในสภาพที่ไร้รอยขีดข่วน
“ไม่มีผู้ใดที่ทำลายมันได้ นอกจากฝีมือของช่างในตำนานเอง”
“ท่านหมายความว่ายังไง”
“เตาหลอมของลูนาร์ ท่านพ่อเคยบอกข้าว่าอัลกราดมีมันอยู่”
อรันโดตาลุกวาวขึ้น “หมายความว่า ถ้าเราขอยืมเตาหลอมมาได้…”
“มันไม่ง่ายแบบนั้น” เลกันขัดขึ้น “เตามีอยู่จริง แต่ก็เอามาไม่ได้เพราะมันอยู่ในที่ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปได้”
“หอคอยสวรรค์” กราเทียและอรันโดพูดขึ้นพร้อมกัน ทั้งคู่เคยอยู่ที่อัลกราดมานานจึงรู้จักสถานที่นี่เป็นอย่างดี
“มันคือ…” ทอลโดกลายเป็นคนเดียวที่ตามไม่ทัน เขาเคยเห็นและได้ยินชื่อสถานที่นี้มาแล้วเมื่อสมัยที่เคยช่วยงานในอัลกราด แต่ก็ไม่เคยถามหรือสงสัยในรายละเอียดว่ามันคืออะไร
“มันเป็นหอคอยที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพแห่งดวงอาทิตย์ แม้ว่าปัจจุบันเอเทเซียเราจะไม่ได้นับถือเทพีเซเวียราแล้ว แต่หอคอยนั้นก็ยังได้รับการดูแลรักษาอย่างดี”
“ข้าก็ยังไม่เข้าใจ” ทอลโดไม่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับหอคอยดังกล่าว
“ของที่อยู่ในนั้นเป็นสมบัติของเทพ เราเอาออกมาไม่ได้” อรันโดอธิบายต่อแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างกับทอลโด
“ถ้าเป็นคำสั่งของราชาใครจะกล้าขัด” ทอลโดเถียงแต่ทุกคนนิ่งไป
“คำสั่งราชาก็ไม่มีผลกับเทพเจ้า” เลกันตอบ
เลกันอธิบายอย่างช้า ๆ ถึงเรื่องที่แม้แต่คนของอัลกราดเองยังรู้แค่ไม่กี่คน ทอลโดได้ฟังก็เหงื่อแตกจนหนาวสะท้าน เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าหอคอยสวรรค์มีสิ่งที่น่ากลัวซุกซ่อนอยู่
“ถ้าทำให้พวกนั้นโกรธล่ะก็ เอเทเซียทั้งทวีปเองก็คงจะรับผิดชอบไม่ไหว”
“แต่ท่านเล่ามาขนาดนี้ แสดงว่าคงมีแผนแล้วสินะเพคะ” กราเทียพูดเหมือนรู้ทันซึ่งมันก็เรียกรอยยิ้มบาง ๆ จากราชาองค์ใหม่ได้
“ใช่ แผนข้าไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เราไม่สามารถนำสิ่งของที่ไม่ได้รับอนุญาตออกจากหอคอยสวรรค์ แต่เราสามารถนำของอื่นเข้าไปได้”
“แบบนี้นี่เอง ท่านเลยคิดว่าจะนำดาบไปหลอมที่นั่นเลย”
“ขโมยดาบจากเซกันแล้วนำไปหลอมที่หอคอยสวรรค์ หรือไม่ก็หลอกล่อให้เขาเข้าไปพร้อมกับดาบ”
นั่นคือข้อสรุปของแผนการ หน้าที่ของพวกกราเทียคือรอเซกันอยู่ที่อัลกราด พวกเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเลกันวางแผนจะใช้พวกเธอเป็นเหยื่อล่อเซกันให้มาติดกับ
ทหาร นักบวช และประชาชนทั่วไปถูกกันออกจากอัลกราด ทิ้งไว้เพียงคนจำนวนหนึ่ง โดยเลกันมอบหน้าที่หลักในการประจันหน้ากับเซกันไว้กับกราเทีย เพื่อนของเธอ และมือสังหารที่เขาคัดมาแล้วอีกร่วมห้าร้อยชีวิต
การแย่งดาบคือภารกิจอันดับหนึ่ง แต่เลกันก็ยังเผื่อถึงความเป็นไปได้อื่นด้วย มือสังหารที่เตรียมเอาไว้ไม่ได้มีไว้ใช้กับเซกันอย่างเดียว แต่เขาตั้งใจจะใช้พวกนี้จัดการกับกราเทียและพวกด้วย
จุดอ่อนของเซกันคือจิตใจที่เปราะบาง หากเขาพบว่าคนที่เขาห่วงใยถูกสังหารต่อหน้า แม้แต่เซกันเองก็ต้องอ่อนแอลง และตอนนั้นมันจะเป็นโอกาสให้เขาใช้เวทมนตร์เปลี่ยนเซกันกลายเป็น “วัตถุดิบ” อีกครั้ง
…โชคดีเหลือเกินที่ข้าศึกษาข้อมูลงานวิจัยของท่านพ่อทั้งหมดแล้ว คราวนี้ข้าเตรียมการไว้เป็นอย่างดี มันจะไม่มีทางพลาดเหมือนคราวก่อน…
ทอลโดรู้สึกแปลก ไม่ใช่เพราะสัมผัสได้ว่าเซกันกำลังมุ่งตรงมา แต่เขารู้สึกถึงจิตสังหารที่พุ่งมาที่ตนและพรรคพวก ที่สำคัญกว่านั้น เขาก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตากับมือสังหารที่เลกันรวบรวมมา บางส่วนพวกเขาคือทหารรับจ้าง บางส่วนคือคนของเคออสที่ยังติดตามเลกันมาตั้งแต่ตอนนั้น และบางส่วนเขาแน่ใจว่าเคยเป็นสมาชิกของเฟท