Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 112: ศึกแห่งชะตากรรมบนเกาะลอยฟ้า
กราเทียได้เพียงมองการต่อสู้อยู่ห่าง ๆ มันไม่ใช่การต่อสู้ที่เธอจะสามารถเข้าไปแทรกได้เลย ในหัวของเธอกำลังทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่ผ่านเข้ามา ภาพความทรงจำเลวร้ายที่เธอก่อขึ้นกับเซกันวนเวียนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งแรกที่ทั้งสองพบกัน ตอนที่เธอรู้ว่าเขาคือเจ้าชายองค์ที่สอง
กราเทียจำไม่ได้ด้วยซ้ำเมื่อไรที่เธอหมดความเชื่อมั่นใจตัวเขา ทั้งที่เซกันพยายามพิสูจน์ตัวเองเสมอมา ทั้งที่เธอคือเพื่อนคนแรกของเขา แม้กระทั่งวันที่เธอคิดจะช่วยเขาให้พ้นจากคำสาป มันก็เกิดมาจากความคิดที่ว่าบางทีเขาอาจจะเป็นไปตามคำทำนายเข้าสักวัน
ในเวลานี้ที่กราเทียเข้าใจความจริงที่อยู่เบื้องหลังการจัดฉากครั้งใหญ่ แต่เธอก็ทำได้เพียงนั่งมองการต่อสู้อย่างไร้เรี่ยวแรง สิ่งเดียวที่เธอทำได้มีเพียงแต่สวดภาวนาขอให้เขาชนะได้
“เทราไฟร์” เลกันร่ายเวทระดับมหาเวทได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเตรียมคาถา ลูกไฟยักษ์ที่เผาเมืองทั้งเมืองตกลงมาจากฟ้าโดยมีเป้าหมายคือเซกันและเกาะลอยฟ้าทั้งเกาะ
“ไฟนอลแคแทคลิซึม” เซกันว่าพร้อมกับปล่อยคลื่นดาบออกไป พลังทำลายเปลี่ยนรูปกลายเป็นจอมปีศาจขนาดยักษ์ที่มีขนาดไม่ด้อยไปกว่าลูกไฟยักษ์
“มีทีเออร์สตอร์ม” เลกันร่ายเวทเปิดช่องมิติขึ้นกลางท้องฟ้า จากนั้นอุกกาบาตจำนวนมากก็หลุดออกมาจากช่องว่างมากมายที่เขาเปิดขึ้น
เซกันไม่เคยเห็นสะเก็ดดาวเหล่านี้ แต่เขารู้ว่าหากมันร่วงลงไปสู่โลกเบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นทะเลหรือแผ่นดิน มันไม่มีทางที่จะจบอย่างสวยงามแน่
“ไฟนอลแคแทคลิซึม” อีกครั้งที่ท่าไม้ตายของเซกันช่วยแก้ปัญหาไว้ มันดูดกลืนและทำลายอุกกาบาตทั้งหมดได้โดยไม่ปล่อยให้แม้แต่เศษเสี้ยวของมันหลุดรอดลงไปสร้างความเสียหายให้กับจามิวหรือโลกเบื้องล่าง
เลกันไม่มีท่าทีอ่อนแรงเลยแม้เขาจะกระหน่ำใช้เวทชุดใหญ่ อุกกาบาตถูกเรียกออกมาอีกหลายครั้ง เวทมนตร์ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ในระดับสูงสำแดงพลังรุนแรงในระดับที่แม้แต่ผู้พิทักษ์หอคอยสวรรค์ก็ไม่สามารถใช้ได้ รวมไปถึงการโจมตีทางกายภาพที่รุนแรงจนท้องฟ้าต้องลั่นสะเทือน
เลกันกำลังแย่งชิงพลังแห่งความเกลียดชังไป เขาแกร่งขึ้นในทุกนาทีในขณะที่เซกันกำลังสูญเสียแหล่งพลังไปทีละน้อย เซกันก็ไม่มั่นใจว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เลกันสามารถเข้าถึงพลังด้านมืดได้ดีกว่าตน แต่ข้อเท็จจริงก็คือหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เลกันจะแข็งแกร่งขึ้นในขณะที่เขาอ่อนแอลง
“เป็นยังไงบ้าง ความเกลียดชังที่แกเคยใช้เป็นพลัง กำลังถูกเลกันผู้นี้ชิงมานะ”
“จะโค่นคุณ ผมไม่ต้องใช้พลังนั้นหรอกครับ”
“ไม่เจอกันไม่นานนี้เอง แต่ปากดีขึ้นเยอะเลยนะ”
เลกันเมื่อเห็นว่าตนได้เปรียบเขาก็ยิ่งร่ายเวทมนตร์ระดับสูงขึ้น อุกกาบาตลูกใหญ่ที่สามารถทำให้ทั้งทวีปพังพินาศได้ถูกเวทมิติเรียกมาเพิ่ม เซกันเพิ่งใช้ไฟนอลแคแทคลิซึมไปเขาจึงยังใช้มันไม่ได้อีก
แม้แต่เลกันก็ยังไม่อยากเชื่อ เซกันแก้ปัญหาด้วยการใช้แค่คลื่นดาบธรรมดา ในเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีคลื่นดาบจำนวนหลายหมื่นถูกปลดปล่อยออกไปและทำลายอุกกาบาตส่วนใหญ่ได้หมดสิ้น
“นี่มัน… ไม่ใช่การต่อสู้ของมนุษย์อีกแล้ว” กราเทียรำพึงขณะที่เธอพยายายหยุดเศษอุกกาบาตที่เล็ดรอดจากการทำลายของเซกัน
…แปลกมาก หมอนี่กำลังเสียพลังจากความเกลียดชังไป แล้วทำไมยังเหลือพลังมากขนาดนี้… เลกันรู้สึกหงุดหงิดที่ยังจัดการกับเซกันไม่ได้
“ไฟนอลแคแทคลิซึม” คราวนี้เป็นเลกันที่ใช้ท่านี้ ้เขาต้องการแสดงให้เซกันเห็นว่าไม่มีอะไรที่เซกันทำได้แล้วเขาจะทำไม่ได้
แล้วสิ่งที่ทำให้เลกันแทบจะอ้าปากค้างก็เกิดขึ้น เลกันคิดว่าเซกันจะต้องใช้ท่าเดียวกันโต้กลับมา เพราะว่าไม่มีสิ่งใดจะต้านท่าไม้ตายนี้ได้นอกจากไฟนอลแคแทคลิซึมด้วยกัน แต่เซกันกลับทะลุฝ่าเข้าไปด้วยตัวและดาบเปล่า ๆ
“บ้าไปแล้ว!!”
“ความเกลียดน่ะ ทำร้ายผมไม่ได้อีกแล้วล่ะครับ”
เซกันเข้าประชิดเลกันได้สำเร็จ แต่ดาบของเขาไปไม่ถึงคอของอีกฝ่าย มันถูกหยุดไว้ด้วยหางที่เหมือนโครงกระดูกสีดำสนิท
ฉัวะ
ความเจ็บปวดเกิดขึ้นกับเลกัน เขาถูกแทงจนทะลุอกด้วยดาบที่มองไม่เห็น คมดาบนี้ไม่ได้เกิดดาบดำของเซกันที่อยู่ตรงหน้าและถูกหยุดไว้ได้ สิ่งที่เข้าถึงตัวเลกันคือดาบอีกเล่มที่เซกันยืมมาจากเทพผู้พิทักษ์หอคอย เลกันไม่คิดว่าดาบเล่มนั้นจะมีเวทมนตร์ซ่อนอยู่ด้วย
การโจมตีนี้อธิบายพฤติกรรมประหลาดของเซกันได้ ในระหว่างการต่อสู้มีบางครั้งที่เขาเคลื่อนไหวอย่างไม่จำเป็น ทั้งหมดที่เกิด ทำเพื่ออำพรางการโจมตีด้วยดาบอีกเล่ม ดาบนี้สามารถส่งการโจมตีข้ามไปถึงอนาคตสั้น ๆ ได้
ทว่าลูกเล่นแค่นี้ไม่มีทางฆ่าเขาได้ เลกันอ่านทางออกแล้วหลังจากโดนโจมตีสำเร็จไปครั้งแรก ครั้งต่อ ๆ มา เขาหลบคมดาบอีกหลายครั้งได้ไม่ยาก และก็มีครั้งหนึ่งที่เขาจับดาบไว้ได้และบีบมันจนหักคามือ
“กลห่วย ๆ นี่ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
“แต่มันช่วยพิสูจน์สิ่งที่ผมสงสัยได้นะ”
“สงสัย…”
“ตอนนี้คุณน่าจะแย่งการเชื่อมต่อกับแหล่งพลังของดาบดำไปได้แปดในสิบส่วนแล้วใช่ไหมล่ะครับ”
“แล้วยังไง” เลกันยังไม่เข้าใจว่าทำไมเซกันถึงดูใจเย็นขนาดนี้
“แย่งไปได้ถึงแปดส่วน แต่แผลของคุณไม่หายไปในทันที แล้วก่อนหน้านี้คุณก็ใช้แต่เวทมนตร์ที่มัน… ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย”
“นี่แกกำลังล้อข้าเล่นงั้นเรอะ” เลกันคิดว่าสิ่งที่เซกันพูดเลื่อนลอยไร้เหตุผล การฟื้นตัวของเขาอาจจะด้อยกว่าเซกันที่แผลหายได้ในพริบตา แต่เวทมนตร์ของเขานั้นไม่ใช่ มันคือเวทมนตร์ระดับสูงที่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนในเอเทเซียใช้ได้
กราเทียฟังแล้ว เธอเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เวทมนตร์บางสายถูกแบ่งออกเป็นระดับขั้น ขั้นต้น เมกะ และกิกะ กิกะเป็นขั้นสูงที่มีแต่จอมเวทระดับสูงเท่านั้นที่จะใช้ได้ การที่เลกันใช้ได้ถึงขั้น “เทรา” ที่สูงยิ่งกว่ากิกะ มันคือหลักฐานว่าเขามีพลังเวทมหาศาลแค่ไหน อะไรคือสาเหตุที่เซกันบอกว่าเวทของเลกันไม่ได้น่ากลัว
“ถ้าเทียบกับพลังความเกลียดที่ผมได้รับมาตลอดชีวิตและนำมันมาใช้ พลังของคุณที่ใช้อยู่ตอนนี้มันเบากว่ามาก”
“นึกว่าจะพูดอะไร ที่แท้ก็แค่คำพูดลอย ๆ โง่เง่า”
“ผมจะแสดงให้ดูเอง” เซกันเปิดฉากรุก
เลกันไม่ปล่อยให้เซกันพุ่งเข้ามาถึงตัวง่าย ๆ เขาร่ายเวทระดับเทราอีกหลายครั้ง ลูกไฟ คลื่นความเย็น สายฟ้า พายุ ความมืด และผืนดินที่เคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต ทุกอย่างพุ่งเข้าสะกัดเซกันจากทุกทิศ แต่การโจมตีที่ทำลายทั้งเมืองได้กลับถูกปัดทิ้งจนหมด
…ทำไมกัน เจ้านี่เสียพลังไปจนเกือบหมดแล้ว แต่นี่มันแข็งแกร่งกว่าเดิมอีก…
ดาบแรกฟันเฉียดไหล่ของเลกันไป มันแรงจนทำให้ทั้งเกาะเอียงกระเท่เร่ ดาบสอง สาม สี่ ตามมาอย่างรวดเร็ว เลกันปัดป้องทั้งหมดด้วยหางของเขา
ฉัวะ
หางที่เหมือนโครงกระดูกของสัตว์เลื้อยคลานขาดสะบั้น แต่เลกันไม่มีเวลาไปสนใจเพราะเขาสลัดเซกันออกไปไม่ได้
…เจ้าเซกัน…
เลกันยกแขนขึ้นเพื่อปกป้องศีรษะเอาไว้ ส่วนร่างที่แข็งปานเหล็กกล้าไม่สามารถต้านทานคมดาบที่แกร่งที่สุดในโลกนี้ แผลมากมายปรากฏขึ้นจนทั่วทั้งร่าง
…นี่ข้าอ่อนแอกว่ามันงั้นเหรอ เลกันผู้นี้เนี่ยนะ…
ก่อนที่ร่างจะถูกตัดเป็นชิ้น ๆ เลกันร่ายเวทอีกบทหนึ่งได้ทัน เขาแน่ใจว่าจุดอ่อนของเซกันยังไม่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะแข็งแกร่งขนาดไหน จุดอ่อนนี้ก็ยังเป็นจุดอ่อนถึงฆาตไม่เปลี่ยนแปลง
เวทมนตร์ของเลกันเปิดช่องมิติขึ้นทั่วเกาะลอยฟ้า มันแตกต่างจากครั้งที่เขาดึกเอาอุกกาบาตออกมาโจมตี ครั้งนี้มีสิ่งอื่นที่ออกมาจากช่องว่างมิติ
“พวกนี้…” กราเทียตกใจแทบสิ้นสติ เธอไม่เคยเห็นเดวัลแบบนั้นมาก่อน
แต่เซกันเคยเห็นพวกมันมาแล้ว พวกมันคือเดวัลดัดแปลงที่เลกันนำมาปล่อยในอัลกราดนั่นเอง เดวัลพวกนี้แข็งแกร่งกว่าเดวัลทั่วไปมากและมันยังโจมตีทุกคนอย่างไม่เลือกหน้า
เพื่อไม่ให้กราเทียตกเป็นเหยื่อของเดวัลคลุ้มคลั่ง เซกันจึงจำใจต้องทิ้งโอกาสเผด็จศึกเลกัน เขากระโจนเข้าไปกลางวงพร้อมกับจัดการพวกมันไปหลายสิบตัว
“ไม่ต้องมาช่วยข้า” กราเทียตอบ “เจ้าต้องหยุดเลกันให้ได้ อย่ามาเสียเวลาตรงนี้”
“แต่ว่าคุณจะตายนะครับ”
“ชีวิตของข้าไม่มีค่าอะไรหรอก” กราเทียตะโกน “ข้าทำแต่เรื่องเลวร้ายกับเจ้า จะตายตอนนี้ก็สมควรแล้ว”
“อย่าพูดแบบนั้น”
“ไปซะ! ทอลโด ชินา อรันโด ทุกคนตายหมดแล้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาข้าก็ทำทุกอย่างพังหมด พอแล้วล่ะ ตัวข้าเองก็คงถึงเวลาแล้วเช่นกัน” กราเทียพูดด้วยริมฝีปากสั่น แต่ในน้ำเสียงของเธอแฝงการตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เธอพร้อมจะทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่แทนที่จะเป็นตัวถ่วงของเซกัน
“ไม่ใช่ทุกคนที่ตายหมด คุณยังมีท่านพ่อ มีผู้คนในเรฟลินตัน ไม่สิ มีเพื่อนพ้องมากมายอยู่ในเอเทเซียนะ”
“พอแล้ว” กราเทียปิดหูตัวเอง และเริ่มหลั่งน้ำตา เธอปล่อยให้ตนเองร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ ในหัวของเธอมีแต่ความผิดพลาดที่เคยทำมา โกรธตัวเองที่ดื้อรั้นออกมาจากอัลกราด โกรธที่ทรยศความไว้ใจเซกันครั้งแล้วครั้งเล่า โกรธที่ไม่สามารถหยุดทอลโดได้จนทำให้ชินาต้องตายไป เธอเชื่อว่าทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของเลกันหรอก คนที่สมควรถูกประนามที่สุดคือตัวเธอเอง
…ถ้าเรารู้ว่าเลกันจะต้องกลายเป็นปีศาจร้ายแบบนี้ เราคงจะไม่ทำทุกอย่างเพื่อช่วยเขา…
…แต่กับเซกันที่คอยช่วยเหลือเรามาตลอด ทำไมเราถึงไม่เคยพยายามช่วยเหลือเขาเท่า ๆ กันเลยล่ะ…
“มันยังไม่จบหรอกครับ มาช่วยกันหยุดเขากันเถอะ” เซกันพยายามรั้งกราเทียให้เห็นความหวัง
“ข้ามันไร้กำลัง”
“ไม่จริงหรอกครับ ไม่มีใครในโลกที่ไร้กำลัง ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองทำได้ทั้งนั้น” เขายิ้มให้กำลังใจ
เลกันไม่ได้ปล่อยให้พวกเดวัลอาละวาดตามมีตามเกิด เขารู้ว่าเซกันในตอนนี้สามารถจัดการกับพวกมันทั้งหมดได้ไม่ยาก คิดได้แบบนั้นเลกันจึงแบ่งพลังส่วนหนึ่งของตนให้กับเดวัล กระตุ้นให้พวกมันกลายร่าง
เดวัลเมื่อได้รับส่วนแบ่งของพลังไปก็โตขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ สีสันทั่วร่างเปลี่ยนไป บางตัวถึงขั้นมีแขนขา กรงเล็บ หรือแม้แต่หัวงอกออกมาเพิ่ม ไม่ว่าจะตัวไหนก็ดูแปลกพิกลจนไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตบนโลก
“แย่ล่ะสิ” เซกันไม่อยากให้กราเทียตื่นกลัวแต่เขาก็เผลอหลุดปากออกไป
“ข้า… ไม่สิ พวกเราไม่รอดแน่” กราเทียหน้าซีดลงกว่าเดิม
กราเทียและเซกันยืนหันหลังชนกััน เธอตั้งสติ แต่ร่ายเวทเสริมพลังระดับสูงให้กับทั้งสองได้เพียงเวทเดียว เดวัลก็เข้ามาโจมตีขัดขวาง
ทุกการโจมตีของเดวัลไม่ว่าจะตัวใดก็รุนแรงมากพอที่จะสังหารกราเทียได้ในครั้งเดียว เธอจึงไม่สามารถหวังพึ่งคาถารักษาได้เลย วิธีการตอบโต้ของเธอจึงเหลือเพียงแค่เลี่ยงการปะทะและใช้เวทมนตร์เสริมพลังให้เซกันไปด้วย
การเชื่อมต่อกับดาบถูกเลกันแย่งไปอย่างสมบูรณ์ เซกันจึงไม่เหลือพลังเวทอีก เขาไม่สามารถร่ายคาถาใด ๆ ได้รวมไปถึงการใช้ไม้ตายที่ต้องอาศัยพลังเวทอย่างไฟนอลแคแทคลิซึมแต่เขาก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ดาบในมือเหวี่ยงสะบัดอย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งที่ฟันออกไป มันหมายถึงชีวิตของเดวัลที่ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมได้
เลกันถอยทิ้งระยะห่างออกมาด้วยเวทมนตร์ลอยตัว เขาตั้งใจจะทุ่มพลังทั้งหมดให้กับการโจมตีครั้งสุดท้าย เลกันแน่ใจว่าเวทมนตร์จะสามารถฆ่าเซกันพร้อมกับทำลายจามิวจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
“คราวนี้จะรอดไปได้ยังไง แสดงให้ดูหน่อยเถอะ” เลกันหัวเราะลั่น
ในขณะที่กำลังเอ่ยชื่อเวทมนตร์ ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงในฉับพลัน เซกัน กราเทีย เหล่าเดวัล เกาะจามิวรวมถึงท้องฟ้าทั้งหมดถูกกลืนหายไปในความมืด ทุกอย่างเหลือแค่เพียงเลกันกับความเวิ้งว้างสีดำไร้จุดสิ้นสุด
มันกลายเป็นเขาเองที่ต้องตื่นตระหนก ความมืดที่ย้อมทุกอย่างเอาไว้ไม่ได้เกิดขึ้นจากมหาเวทที่ตนใช้ มันเป็นการแทรกแซงจากผู้อื่น
ในความมืด เลกันมองเห็นบางอย่างจากที่ห่างไกลออกไป สิ่งนั้นกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาด้วยความเร็วสูง
“เด็ก… เด็กที่ไหนกัน ความมืดนี่เป็นฝีมือเจ้างั้นเหรอ”
เขาเป็นเด็กผู้ชายวัยไม่น่าเกินห้าหรือหกขวบ เนื้อตัวมอมแมมสกปรก ผมเฝ้ากระเซอะกระเซิง ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เหมือนเด็กจรจัดทั่วไป และเลกันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรู้สึกหวาดกลัวเด็กคนนี้
“หยุดเถอะ” เด็กชายเปิดปากเป็นครั้งแรก
เลกันเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน มันเป็นเสียงที่เขาได้ยินระหว่างการเชื่อมต่อกับดาบดำ
“แกคือจิตวิญญาณของดาบ… เทพปีศาจฮาร์เบล”
“ใช่ แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด” เด็กชายอธิบาย “ผมเกิดจากดาบที่มีวิญญาณของเทพปีศาจ แต่ผมได้ตัวตนขึ้นมาระหว่างที่เฝ้ามองคน ๆ นั้นเติบโตขึ้น”
“ข้าไม่เข้าใจ… เกิดจากเซกัน แต่แกก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของเทพปีศาจ แล้วมีเหตุผลอะไรต้องมาขัดขวางข้าด้วย”
เด็กชายได้ฟังก็เอียงคอสงสัย “ทำไมถึงคิดว่าผมไม่ควรหยุดคุณล่ะ”