Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 111: ร่างปีศาจของเลกัน
เป็นครั้งแรกที่เซกันใช้ท่านี้หลังจากที่เขาแอบซุ่มฝึกฝนมานาน มันคือเทคนิคเดียวกับคลื่นดาบรูปหมาป่าของทอลโดแต่เป็นการปลดปล่อยความเกลียดชังที่ถูกสะสมออกมาแทน
มัจจุราชสีดำที่เปรียบได้ดังอวตารของเทพปีศาจฮาร์เบลโจมตีเทรอสด้วยอุ้งมือยักษ์ เทรอสไม่ได้ถอยหนี เขาตอบโต้ด้วยวงแหวนโคโรนาอย่างเต็มกำลัง
ทั้งสองอย่างปะทะกัน แต่ร่างสีดำทมิฬไม่แม้แต่จะสะเทือน เปลวสุริยะที่ร้อนจนสามารถละลายได้ทุกสิ่งถูกลบหายไปด้วยพลังที่เหนือกว่า จากนั้นคลื่นระเบิดสีดำก็ขยายจนกินไปรอบบริเวณ
เสี้ยววินาทีหนึ่ง เทรอสคิดว่าแม้แต่เทพอย่างเขาก็คงจะจบสิ้นอายุขัยในวันนี้ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น ระเบิดสีดำของเซกันเว้นช่องว่างเล็ก ๆ ไว้ให้เขา โรรัน โอทิส และฟานาเรฟ ในขณะที่มันทำลายอย่างอื่นในหอคอยจนพินาศ
“เกือบไปแล้ว” เทรอสถอนหายใจเมื่อพบว่าพรรคพวกของเขายังอยู่ดีแม้ว่าแต่ละคนจะเจ็บหนักจนลุกไม่ขึ้นก็ตาม
เซกันเหม่อมองขึ้นไปบนซากหอคอยที่แม้จะครึ่งล่างจะถูกทำลายไปแล้วแต่ก็ไม่ร่วงลงมา ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าที่แห่งนี้คงไม่ใช่หอคอยสวรรค์ของจริงแต่เป็นเวทมนตร์เกี่ยวกับมิติ
“ผ่านไหมครับ” เซกันถามด้วยสีหน้าซื่อ ๆ
“ทำขนาดนี้ ถ้ายังไม่ให้ผ่านอีกก็ไม่ไหวแล้วล่ะ” เทรอสตอบ
“ผมจะหยุดเลกันให้ได้”
“ข้าแน่ใจว่าเจ้าจะทำได้” เทรอสวาดมือไปมากลางอากาศแล้ววงเวทปรากฏขึ้นใต้เท้าของเซกัน “ฝากโลกนี้ด้วย”
เซกันพยักหน้าขอบคุณเป็นครั้งสุดท้าย แสงสว่างเกิดขึ้นรอบกายของเขาและสิ่งเดียวที่เคยเกิดกับเลกันและกราเทียก่อนหน้านี้ก็เกิดกับเขาเช่นกัน เซกันรู้สึกตัวอีกครั้งเขาก็มาอยู่กลางเกาะลอยฟ้าแล้ว
เซกันยังมึนงงกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ก่อนที่เขาจะได้เดินสำรวจเพื่อหาคำตอบ เทรอสก็ได้ใช้เวทมนตร์ติดต่อมาหาเพื่อบอกเล่าสถานการณ์ว่าเขากำลังจะเผชิญกับสิ่งใด
“ที่นี่คือเกาะลอยฟ้า เลกันกับกราเทียพบเตาหลอมดาบแล้ว”
“ใช่ ทั้งคู่กำลังพยายามหลอมดาบ แต่มันไม่มีทางสำเร็จหรอก ดาบถูกสร้างมาเพื่อกักวิญญาณของเทพปีศาจ มันจึงต้องใช้วัตถุที่ไม่สามารถทำลายได้ ถ้าไม่ใช่ตัวเทพแห่งช่างเอง ต่อให้มีเตาหลอมก็ไม่มีประโยชน์”
“โล่งอกไปที แบบนั้นก็ไม่น่าจะต้องกังวล”
“ถ้ามันจบลงแค่นั้นได้ก็คงดี” เทรอสพูดทิ้งท้ายไว้ เขาเองก็ภาวนาขอให้เรื่องมันจบลงแค่ตรงนี้ แต่ทำคำนายที่เขารู้มามันไม่ได้เป็นแบบนั้น เรื่องนี้จะไม่มีทางจบลงอย่างสวยงาม
ตอนนั้นเซกันยังไม่เข้าใจความหมายที่เทรอสพยายามบอกใบ้ เขาเพียงแค่ตรงดิ่งไปยังวิหารที่เลกันและกราเทียกำลังหลอมดาบอยู่
“เซกัน!” กราเทียร้องเรียกชื่อเขา ด้านหลังของเธอคือเลกันที่กำลังพยายามใส่พลังเวทลงไปในเตาหลอม ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เทรอสว่าไว้ แม้จะได้รับความร้อนมากขนาดไหนมันก็ยังไม่ถูกหลอมละลาย
“ทำไมกัน” เลกันตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด
เลกันคิดว่าเขาอาจจะพลาดบางอย่างไป เขาถึงกับทดลองนำดาบคู่มือของตนใส่เข้าไปในเตาดู แล้วผลก็คือดาบที่ทำจากโลหะชั้นสูงถูกหลอมจนกลายเป็นโลหะเหลวในอึดใจเดียว ข้อมูลที่บาริกันให้ไว้ไม่ผิดพลาด เตาหลอมนี้ไม่ใช่ของสามัญทั่วไป
แต่มันกลับไร้ผลกับดาบดำ ไม่ว่าจะทิ้งไว้นานแค่ไหน มันก็ไม่ร้อนขึ้นเลยสักนิด ราวกับว่าตัวดาบได้ดูดกลืนความร้อนทั้งหมดเข้าไปจนหมดสิ้น
“ตาแก่งี่เง่าพลาดหรือเนี่ย” เลกันโทษว่าทั้งหมดคือความผิดของอดีตราชา เขาไม่ยอมรับว่าตนเองก็พลาดที่เชื่อข้อมูลผิดพลาดโดยไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อน
“มันหลอมไม่ได้หรอกครับ และควรจะดีใจด้วยที่ทำไม่ได้ มีวิญญาณของเทพปีศาจผนึกอยู่ในตัวดาบ ถ้าทำลายมันได้ ก็เหมือนกับปลดผนึกเทพปีศาจ”
กราเทียฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าควรจะเชื่อฝ่ายไหนมากกว่ากัน ใจของเธอยังอยากเชื่อว่าการทำลายดาบจะเป็นการทำลายคำสาปของเซกัน ซึ่งจะเป็นทางช่วยเขาไม่ให้ต้องเป็นไปตามทำคำนาย แต่อีกใจเธอก็คิดว่ามันมีเหตุผลที่เชื่อได้เช่นกันว่าการทำลายดาบจะเป็นการปลดปล่อยปีศาจออกมา
“คิดว่าเลกันผู้นี้จะโง่ถึงขนาดไม่รู้เหรอว่าการทำลายดาบคือการปลดปล่อยเทพปีศาจ” เลกันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเลือดเย็น
“ท่านเลกัน…”
“ท่านพี่ ท่าน รู้อยู่แล้ว แต่ยังคิดจะทำลายดาบอีกเหรอ”
“เทพปีศาจถูกปลดปล่อยและโลกถูกทำลาย โดยสามัญสำนึกแล้วคงมีแต่คนบ้านี่แหละที่คิดจะทำ” เลกันแสยะยิ้มหยัน ๆ ที่พูดมานั้นเป็นการประชดประชัน
“งั้นทำไมกัน ข้าไม่เข้าใจ” กราเทียตกใจจนแขนขาไร้เรี่ยวแรง ผงะออกห่างเลกัน เธอไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเรื่องแบบนี้จากปากของชายที่เธอเชื่อมั่น
“พวกเจ้าอาจจะไม่รู้ความจริงนี้ แต่โลกนี้น่ะไม่ได้มีแค่ทวีปเอเทเซียหรอกนะ ต่อให้รวบรวมเอเทเซียเป็นปึกแผ่นได้ แต่สุดท้ายเราก็ยังเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ ที่เอาชนะไม่ได้แม้แต่เรวาเรนท์”
“ท่านเลกัน” กราเทียเรียกชื่อเขาซ้ำ ราวกับพยายามจะถามตัวเองว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นผู้ชายคนเดียวกับที่เธอรู้จักมาตั้งแต่เล็กและยังเป็นคนเดียวกับคู่หมั้นของเธอจริงหรือไม่ เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะวางแผนทำเรื่องชั่วร้ายอย่างการปลดปล่อยเทพปีศาจเอาไว้
“…ความฝันที่จะได้ทั้งโลกมาไว้ในมือนั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้าเทพปีศาจถูกปลดปล่อย และเลกันผู้นี้เป็นคนเดียวในโลกที่มีพลังของมันล่ะก็…”
เซกันแทบจะฟังต่อไม่ไหว เขาเองก็อธิบายความรู้สึกตนเองไม่ถูก มันเป็นทั้งความรู้สึกผิดหวัง โกรธ และเศร้าในคราวเดียวกัน เขาผิดหวังที่ตนยังแอบหวังให้พี่ชายรู้สึกนึกว่ากำลังทำอะไรอยู่ โกรธที่เลกันเพียงเพราะต้องการอำนาจก็สามารถเอาโลกทั้งโลกไปสังเวยได้หน้าตาเฉย และรู้สึกเศร้าใจที่คนเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกอิจฉามาโดยตลอด
ตั้งแต่เล็ก เซกันไม่เคยได้รับความรักอย่างที่เด็กคนหนึ่งควรจะได้รับ เขามักจะเฝ้ามองเลกันผู้เป็นลูกรักและที่รักของทุกคนด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ว่าจะทำอะไรเลกันก็จะได้รับคำชมเชย ไม่ว่าจะทำอะไรผิดเขาก็จะได้รับการให้อภัย
และแม้จะไม่ต้องพยายามใด ๆ เลกันก็ได้หัวใจของผู้หญิงคนเดียวในโลกที่เขาอยากให้หันมามอง
ทั้งที่ได้รับความรักมากมายขนาดนั้น ชายคนนี้กลับมีแต่ความคิดที่จะทำลายทุกอย่างเพียงเพื่อสิ่งไร้สาระที่เรียกว่า “อำนาจ”
สำหรับเซกันแล้ว การได้เห็นคน ๆ นี้ที่ไม่รู้ค่าของสิ่งที่ได้มาทั้งหมด และพร้อมจะสลัดมันทิ้งไป เป็นเรื่องน่าเศร้าสลด
“ท่านล้อเล่นใช่ไหม” กราเทียยังไม่ยอมรับความจริง “เรื่องที่ท่านพูดมันราวกับคำพูดของชายต้องสาปเลย”
เลกันได้ยินก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ “จริงสิ เจ้ายังไม่รู้เรื่องนั้นเลยนี่นา”
“พอเถอะครับ ไม่ต้องเล่าอะไรอีกแล้ว” เซกันเข้าไปแทรก
“ทำไมล่ะ ข้ากำลังจะช่วยแก้ความเข้าใจผิดให้เลยนะ”
“ความเข้าใจผิด?”
“พอเถอะครับ” เซกันขึ้นเสียงใส่ ซึ่งได้ผลตรงกันข้าม มันยิ่งทำให้เลกันอยากเล่ามากขึ้น
“ไม่อยากให้ยัยนี่ผิดหวังไปยิ่งกว่านี้ จนถึงขั้นยอมถูกมองเป็นชายต้องสาปแทนข้า เจ้านี่มันบ้าจนเกินเยียวยาแล้ว”
“ชายต้องสาป? รับแทน?” กราเทียอยู่ในความสับสน
แล้วเลกันก็เล่าทุกอย่างออกมาจนหมดเปลือก เริ่มตั้งแต่วันที่บาริกันค้นพบดาบ ทำคำนาย และวิชาเล่นแร่แปรธาตุ แผนการสลับผู้ต้องสาปและวีรบุรุษ แผนร้ายของเควนตัสและเป้าหมายสูงสุดในการแย่งชิงพลังของเซกันที่สุดท้ายทุกอย่างเกือบจะมาอยู่ในมือของเลกันแล้ว
กราเทียขยับถอยหลังออกห่างจากเลกัน มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมากับหูทั้งหมด
“ถ้าท่านพ่อไม่ใช้คาถาผิดพลาดในวันนั้น ถ้าแผนสำรองอย่างการหลอมดาบนี้สำเร็จ ข้าก็คงไม่ต้องเลือกใช้วิธีสุดท้ายที่หลีกเลี่ยงมาตลอด” เลกันมองดาบในมือ และตวัดสายตามองมายังเซกันด้วยสายตารังเกียจระคนชิงชัง
“วิธีสุดท้าย” เซกันรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาด เขานึกถึงคำพูดเทรอสขึ้นมาทันที เลกันยังไม่จนตรอกแต่เขายังเหลือไพ่ตายไว้อยู่
ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้ลงมือ เซกันตัดสินใจใช้ความเร็วชิงดาบคืนจากเตาหลอม และเขาก็ทำสำเร็จอย่างง่ายดายโดยที่เลกันไม่ได้พยายามขัดขวางเลยด้วยซ้ำ
“เอาคืนไปเถอะ ข้าหมดธุระกับดาบนั่นแล้ว”
เซกันและกราเทียถอยกรูดออกมาตั้งหลัก ทั้งคู่แน่ใจว่าเลกันไม่ได้โกหก มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับดาบดำอีกแล้ว เพราะวินาทีต่อมาเลกันก็นำของสิ่งหนึ่งออกมาแสดงให้เห็น
มันคือหลอดแก้วที่มีขนาดเล็กที่ใหญ่กว่านิ้วชี้ของเลกันเล็กน้อย ภายในตัวหลอดแก้วมีวัตถุสีชมพูลอยอยู่ในของเหลวใส เมื่อเพ่งให้ดีก็จะพบว่ามันมีรูปร่างคล้ายกับทารกในครรภ์ของมารดา
“มันคือฮามังคิวลัส” เลกันตอบด้วยใบหน้าที่แฝงด้วยความคิดชั่วร้าย
“คิดจะทำอะไร” เซกันรู้สึกอึดอัดกับคำนี้ นั่นก็เพราะบาริกันเคยบอกว่าเขาเองก็เป็นฮามังคิวลัสเช่นกัน
“เจ้าสิ่งนี้ก็เหมือนกับพี่น้องของแกนั่นแหละเซกัน ก่อนที่ท่านพ่อจะสร้างแกขึ้นมา ท่านได้ทำการทดลองสร้างฮามังคิวลัสเพื่อให้มันเชื่อมต่อกับพลังจากดาบดำและหลังจากการทดลองหลายต่อหลายครั้ง ก็เกิดเจ้าสิ่งที่อยู่ในมือข้า และแกนี่แหละ”
“เชื่อมต่อกับดาบดำได้เหมือนเซกันงั้นเหรอ” กราเทียรู้สึกสังหรณ์ในสิ่งที่เลวร้าย ขณะที่กำลังจะบอกให้เซกันแย่งหลอดแก้วมา เธอก็พบว่าเลกันร่ายคาถาไปแล้วตั้งแต่ครู่ก่อน
เซกันรู้จักคาถาบทนี้เพราะตนเองเคยถูกเล่นงานมาแล้ว แต่เดิมมันยังทำอะไรเขาไม่ได้ เซกันในตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาไม่มีทางถูกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบอย่างแน่นอน
แต่เป้าหมายหลักของคาถาเลกันไม่ใช่การฆ่า เขาแค่ต้องการเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่จะรั้งเซกันไว้ได้ และใช้มันซ้ำอีกครั้งกับฮามังคิวลัสในหลอดแก้ว
เป็นทางเลือกที่เลกันไม่อยากทำ บาริกันเคยเตือนเขาเอาไว้ว่าวิธีนี้คือวิธีต้องห้าม เขากำลังหลอมรวมตัวเองเข้ากับฮามังคิวลัสที่เติบโตขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์ มันกำลังจะเปลี่ยนเลกันให้กลายเป็นปีศาจ
“หยุดเถอะ” กราเทียตะโกนทั้งน้ำตา เธอกระโจนเข้าใส่เลกัน ดาบถูกเงื้อขึ้นแต่กราเทียไม่สามารถหักใจฟันลงมาได้ ถึงรูปร่างของเขากำลังเปลี่ยนไป แต่เขาก็ยังเป็นเลกันชายที่ตนรักหมดหัวใจ
เซกันเองก็ตะโกนจนสุดเสียงให้อีกฝ่ายพอได้แล้ว เขาเห็นน้ำตาของกราเทียแล้วเจ็บปวดเองแทบขาดใจ และยังรู้สึกถึงความบีบคั้นแน่นในอกด้วยความเศร้ากับอีกครั้งที่เขาต้องทนเห็นเลกันทิ้งขว้างสิ่งสำคัญที่เซกันโหยหา พ่อแม่ คนรัก ผู้คนที่เชื่อในตัวเอง และสุดท้ายก็ยังลามไปถึงความเป็นมนุษย์
…ตั้งแต่ตอนที่รู้ความจริงว่าตนคือฮามังคิวลัส เซกันเริ่มปรารถนาอยากเป็นมนุษย์ที่แท้จริงมาตลอด
ตอนนี้ เขาถามตัวเองว่าทำไมเลกันที่มีสิ่งนั้นอยู่แล้วถึงกล้าทิ้งขว้างมันไปอย่างไม่ไยดี…
…เพราะข้าต่างจากสวะอย่างพวกแกยังไงล่ะ ข้าคือผู้ที่เกิดมาเพื่อปกครองโลกนี้… เสียงของเลกันดังขึ้นในห้วงความคิด
เซกันไม่ได้คิดไปเอง เขาได้ยินเสียงเลกันอย่างแจ่มจัดผ่านพลังที่เชื่อมต่อกับดาบ บัดนี้เลกันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังเดียวกับเขาแล้ว
…ข้ารู้สึกได้ ความเกลียดชังนี้…
…คุณต้องหยุดนะ รู้ไหมว่าคุณกำลังจะกลายเป็นอะไร… เซกันตอบทางจิตไป เขาเห็นร่างของเลกันขยายขนาดขึ้น กล้ามเนื้อและผิวถูกแทนที่ด้วยกายของปีศาจ ไม่มีเค้าเดิมของราชาหนุ่มผู้ที่ทุกคนยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ
…แกอยู่กับความเกลียดแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ… เลกันไม่ได้สนใจเสียงเตือน เขาสนุกกับพลังใหม่ที่ได้มาและเต็มใจรับมันโดยไร้การต่อต้าน
…ถ้าคุณไม่หยุด คุณเองก็ต้องอยู่กับพลังนี้ไปตลอดเหมือนกัน…
…ถ้ามันแลกกับพลังขนาดนี้ จะถูกชิงชังจากคนทั้งโลกก็ช่างมัน เดิมทีข้ามันอ่อนหัดเองที่อยากได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้ปราบมารร้ายและรวบรวมประเทศจนเป็นหนึ่ง แต่ของพวกนั้นมันช่างเล็กกระจ้อยร่อยเมื่อเทียบกับพลังของเทพปีศาจ…
เซกันแน่ใจว่าเขาไม่สามารถหยุดกระบวนการกลายร่างได้ เขาคว้าตัวกราเทียไว้และกระโจนหนีออกจากวิหาร เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะวินาทีต่อมาการกลายร่างก็สมบูรณ์พร้อมกับการระเบิดพลัง
บรึ้มมมมม
จามิวสั่นสะเทือนไปทั้งเกาะจนเซกันหวั่นใจว่ามันจะร่วงลงไปสู่ทะเลข้างล่างหรือเปล่า แต่การระเบิดเมื่อครู่เป็นแค่การโหมโรงเท่านั้น ตรงกลางหลุมที่เคยเป็นวิหารเก่ามีร่างใหม่ของเลกันยืนจังก้าอยู่และพร้อมแล้วสำหรับการต่อสู้ที่จะทำให้ระเบิดเมื่อครู่กลายเป็นแค่ของเล่น
เลกันตัวใหญ่ขึ้นจนสูงเกินสามเมตร ร่างกายอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อสีดำ กลางหน้าผากมีดวงตาดวงใหญ่ปรากฏขึ้น ด้านหลังของเขามีปีกสีดำถึงสองคู่ เซกันจ้องร่างนั้นโดยไม่กล้ากระพริบตา
ตู้มมมม
เลกันหายไปและโผล่มาตรงหน้าพร้อมกับกำปั้นที่เหวี่ยงเข้าใส่ เซกันเกือบมองไม่เห็นการโจมตีแต่เขาก็ยังใช้มือซ้ายรับหมัดไว้ทันก่อนที่จะถึงใบหน้า
เซกันตกใจเพราะเขาเพิ่งเห็นว่าเลกันมีหางยาวที่มีปลายเหมือนเข็มพิษ ในวินาทีที่ทันเห็น เขาปัดมันด้วยมือเปล่าเข้าโดยไม่รู้ว่ามันจะทำให้มือซ้ายของเขาละลายในชั่วพริบตา
“โอ้ หางของข้าอันตรายนะ ระวังอย่าให้โดยหัวซะล่ะ”
เลกันต้องการทดสอบพลังของตนจึงรอให้มือซ้ายของเซกันกลับมาเป็นปกติ ในพริบตาที่มือกลับมา ทั้งคู่ก็เข้าปะทะกันอีกครั้ง เร็วยิ่งกว่าโอทิส ต่อเนื่องยิ่งกว่าโรรา และการควบคุมคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าฟานาเรฟ เซกันพบว่าเลกันคือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเคยพบมา
อาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าคู่ต่อสู้ทั้งหมดที่ผ่านมารวมกันเสียด้วยซ้ำ
ถ้าเป็นเซกันก่อนขึ้นหอคอยสวรรค์ การต่อสู้นี้คงจะจบลงอย่างรวดเร็วด้วยความพ่ายแพ้ของเขา ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณการทดสอบของสี่ผู้พิทักษ์ที่ช่วยผลักดันให้เขามาจนถึงจุดที่ประมือกับจอมปีศาจอย่างเลกันได้อย่างสูสี
…เลกันแข็งแกร่งจนเหลือเชื่อ แต่เขาก็ยังมีโอกาสชนะ…