Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 118: บททดสอบของเทพเจ้า
“ผู้ที่บังอาจรุกล้ำเขตแดนของเทพจะต้องถูกลงทัณฑ์”
ฟานาเรฟพูดจบก็พุ่งกายออกมาจากความมืด เข้าโจมตีเซกันด้วยเวทมนตร์แรงดึงดูด เซกันถูกแรงที่มองไม่เห็นเหวี่ยงจนลอยกระแทกเพดาน พื้น และกำแพง แรงกระแทกทำเอาเขาถึงกับกระอักเลือด
โซนาตายืนกอดอกมองการต่อสู้นั้นโดยไม่ได้ช่วยอะไร เขาเห็นว่านี่เป็นบททดสอบที่เซกันจะต้องผ่านไปให้ได้ด้วยตัวคนเดียว
เซกันแน่ใจว่าโซนาตามีเหตุผลที่เลือกนิ่งเฉย ดูจากดวงตาที่มองการต่อสู้ โซนาตาไม่ได้คิดจะทอดทิ้งเขา หรือประสงค์ร้าย แม้เซกันไม่เคยและไม่อาจจะเข้าใจโซนาตาได้ถ่องแท้ แต่ช่วงเวลาที่ได้เดินทางด้วยกันมา โซนาตาสร้างความเชื่อมั่นให้กับเขาว่า บางครั้งเขาต้องทำให้ดีที่สุดด้วยมือตัวเองและวางใจในตัวของโซนาตาว่าจะไม่ทรยศหักหลัง โซนาตาจะเคลื่อนไหวด้วยเหตุผลของเขาและในเวลาที่สมควร
เซกันตั้งหน้าตั้งตารับมือกับฟานาเรฟอย่างเต็มที่ เขาไม่ประมาทเลยแม้แต่น้อยแต่ก็ถูกถล่มเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว
โซนาตารู้สึกเป็นห่วง แต่เขาก็ต้องห้ามตัวเองไม่ให้เข้าไปแทรกแซง การต่อสู้ครั้งนี้คือจุดพลิกผันครั้งใหญ่ของเซกัน เขาจะเติบโตขึ้นอีกหลายเท่าหลังจากนี้
“อย่าเพิ่งรีบตายซะล่ะ ข้ายังไม่ได้เอาจริงเลยนะ”
นอกจากการโจมตีด้วยเวทแรงดึงดูด ฟานาเรฟยังระดมโจมตีด้วยเวทธาตุแสงอย่างต่อเนื่อง การโจมตีถูกสาดใส่จากทุกด้าน หน้า หลัง ซ้าย ขวา หรือแม้แต่บนและล่าง ทั้งรวดเร็วและไร้ทางหนี
เวทธาตุแสงมีผลกับเซกันยิ่งกว่าที่เขาคาด โซนาตาเชื่อว่าเพราะพลังของเทพปีศาจทำให้ธาตุพื้นฐานของเซกันกลายเป็นธาตุมืดซึ่งแพ้ทางธาตุแสง
ถ้าเซกันบาดเจ็บสะสมมาก่อนหน้านี้ เขาคงไม่มีทางรับมือฟานาเรฟได้เลย เซกันเริ่มจับทิศทางเวทมนตร์ควบคุมแรงดึงดูดของฟานาเรฟได้ทีละน้อย ที่เหลือก็คือหาทางรับมือกับเวทแสงที่มาจากทุกทิศทาง
เซกันบอกตัวเองว่าเขาไม่มีทางเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง ทางรอดของเขาคือการอ่านให้ออกก่อนที่ฟานาเรฟจะโจมตี
ฟานาเรฟเร่งมือขึ้น เขายิงเวทกิกะไลท์ด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าเดิม ส่วนเซกันก็เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องพร้อมอ่านทิศทางไปด้วย
ทุกครั้งที่เซกันชินกับความเร็วฟานาเรฟก็จะยิ่งเร่งความเร็วขึ้น
“พูดเหมือนจะจัดการผู้บุกรุก แต่ตั้งใจฝึกให้ชัด ๆ เลย” โซนาตาพึมพำ หากไม่ใช่โซนาตาที่มองการเคลื่อนไหวทัน เขาคงเห็นเพียงแสงสว่างวาบกระพริบถี่ ๆ และเงาวูบไหวเพราะสายตาปกติจะไม่สามารถจับภาพได้ การต่อสู้ในตอนนี้เหนือระดับของมนุษย์มากขึ้นทุกที
ความพยายามของเซกันที่จะรับมือกับคู่ต่อสู้อย่างไม่ลดละเริ่มส่งผล เขาพัฒนาจนสามารถรับมือกับฟานาเรฟได้แล้ว แต่ความยินดีของเขาก็เกิดขึ้นได้เพียงแค่ครู่เดียว
“วันนี้มีผู้บุกรุกมากมายจริง”
โซนาตารู้จักเธอ ลักษณะที่หนังสือบรรยายนั้นตรงกับหญิงสาวที่ปรากฏตัวขึ้นราวกับคนเขียนได้เคยเห็นเธอมาก่อน หญิงสาวในเครื่องแต่งกายรุ่มร่ามที่เข้ามาในจังหวะนี้ คือโรรา หนึ่งในสี่ผู้พิทักษ์หอคอยสวรรค์แห่งนี้
“พวกนั้นขึ้นไปแล้วเหรอ” ฟานาเรฟถามผู้มาใหม่
“ไม่รู้สิ… ว่าแต่ยังจัดการเจ้าหนูนี่ไม่ได้อีกเหรอ”
“ก็เพราะเจ้ามาขัดจังหวะนี่แหละ”
“งั้นต่อไปตาข้าแล้วกัน”
“อย่ามาตัดสินเอาเองสิ” ฟานาเรฟพยายามห้ามแต่ไม่ทันแล้ว
“ข้าโรรา” ผู้มาใหม่แนะนำตัวพร้อมกับโจมตีเซกันด้วยเวทลูกบอลไฟอย่างต่อเนื่อง
ต่างจากฟานาเรฟ จุดเด่นของโรราคือความต่อเนื่อง เธอคือสายเลือดของเทพเจ้า เรื่องปริมาณของเวทมนตร์จึงไม่ใช่ปัญหา ลูกบอลไฟที่มีขนาดราวสองคนโอบถูกยิงออกมาอย่างต่อเนื่องจนแทบจะกลายเป็นเส้นเดียว
ฟานาเรฟมองการต่อสู้ของเซกันและโรราอย่างใจเย็น เขาไม่ได้เข้าไปแทรกอย่างที่เซกันกังวลไว้
“อะไรกัน อะไรกันคะ มาสนุกกันสองคนไม่ชวนข้าเลย” หญิงอีกรายปรากฏตัวขึ้น เซกันแน่ใจว่าเธอคือหนึ่งในเทพผู้ดูแลหอคอยนี้เช่นกัน
“อย่ามาแทรกนะโอซิส”
อีกฝ่ายไม่สนใจคำห้ามปราม เธอผสมโรงด้วยการกระโดดเข้าไปประชิดเซกัน
โซนาตาต้องกลั้นขำเอาไว้ เขารู้สึกว่าเหตุการณ์ในหอคอยเหมือนกับในนิยายชนิดที่เรียกว่าคำพูดเหมือนกันคำต่อคำเลยทีเดียว โรราและโอทิสทำเป็นไม่สนใจเขาและเริ่มการรุมกินโต๊ะเซกันต่อไป
วิชาของโอทิสคือดาบเวท หรือจะเรียกว่าเวทที่ก่อตัวเป็นรูปดาบก็ว่าได้ ข้างหนึ่งเธอใช้เวทเพลิงร้อนแรงราวไฟนรก ส่วนอีกข้างก็เป็นเวทแสงที่หลอมละลายได้ทุกอย่าง
“มันก็เวทมนตร์ที่ทำให้เกิดความร้อนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
“อะไรกัน อะไรกันยะ เหมือนกันที่ไหน ดาบไฟกับดาบแสงนะ หัดดูให้ดีสิ” โอทิสหันมาแย้ง เธอไม่สามารถปล่อยให้มันผ่านหูไปได้
“ก็ต่างกันแหละ แต่ก็วิธีที่เธอใช้มันก็แทบไม่ต่างกันเลย”
“ฆ่าเจ้านี่ก่อนได้ไหม”
“อย่าไปยุ่งกับเขา ลืมบทบาทของพวกเราแล้วเหรอ” ฟานาเรฟออกปากห้ามแล้วยังเหล่โซนาตาให้สงบปากสงบคำซะบ้าง
โอทิสมีความต้านทานไฟระดับสูง เธอไม่ได้รับผลกระทบจากเพลิงของโรราเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้ามเธอดูมีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อได้ฟาดฟันดาบอยู่ท่ามกลางกองไฟ “อะไรกัน อะไรกัน ไม่เห็นจะเก่งอย่างที่คิดเลย” โอทิสหันมาระบายความโกรธกับเซกันแทน เป็นอีกหนึ่งประโยคที่เหมือนกับนิยายซะจนโซนาตาสงสัยว่าคนแต่งแอบมาได้ยินเรื่องแบบนี้ได้ยังไงนะ
โรราหงุดหงิดที่ทุกอย่างผิดแผนไป เธอโดนโอทิสแย่งเหยื่อ แถมคำทำนายก็เริ่มเพี้ยนไปทีละนิดจากการปรากฏตัวของคนที่ไม่น่าจะมีอยู่ แม้ว่าพวกเธอจะรู้ว่าเขาต้องมีอยู่ ถึงกระนั้น พอมองไปทางหางตา เห็นโซนาตาเธอก็ยิ่งหงุดหงิด เธอจ้องที่เซกัน บอกกับตัวเองว่าต้องรีบเผด็จศึกให้ได้
ขณะที่เซกันมั่นใจว่าตนกำลังกลับมาถือไพ่เหนือกว่า เสียงที่ทำให้เขาเกือบสิ้นหวังก็ดังขึ้น ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายได้มาถึงแล้ว
“เสียงดังเอะอะขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดเลยนะ”
“โอซิสน่ะสิ ทำอะไรไม่ระวังเลย”
“อะไรกัน อะไรกัน คนที่ทำเสียงดังสุดมันเจ้านะโรรา” โอซิสโวยวาย
“เลิกเถียงกันได้แล้ว” ฟานาเรฟปรามทั้งคู่
เทรอสคือชื่อเขา เขาคือหัวหน้าของผู้พิทักษ์ทั้งสี่ ลักษณะของเทรอสก็เช่นกัน เหมือนกับที่โซนาตาเคยอ่านมา เขาแต่งกายภูมิฐาน บุคลิกเยือกเย็นสุขุมแต่ก็ส่งกระแสพลังให้รู้สึกถึงแรงกดดันที่น่ากลัว ดวงตาทั้งคู่ปิดอยู่ตลอดเวลาขณะที่เขายังไม่ได้เอาจริง
“ชายผู้นี้สินะ….” เทรอสยิ้มเล็กน้อย “ยินดีที่ได้พบ ขออภัยด้วยที่เสียมารยาท ข้าคือเทรอสหนึ่งในสี่ผู้ดูแลที่นี่”
“เซกัน เอเทเซียครับ” เซกันตอบอย่างฉะฉาน น่าแปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกอายที่จะพูดชื่อของตัวเองต่อหน้าคน ๆ นี้
เทรอสยิ้มขณะสำรวจเซกันตั้งแต่หัวจรดเท้า แน่นอนว่าเป็นการมองสำรวจทั้งที่ยังไม่ได้ลืมตา
“ได้โปรดเปิดทางให้เถอะครับ”
“จะรีบไปไหนหรือ”
“นั่นสินะ…” เซกันเกาหัวตัวเอง เขาแค่รู้สึกว่าควรจะรีบแต่ไม่รู้จะรีบไปทำไม
“เตาหลอมของช่างในตำนานอยู่ในที่นี่จริงหรือเปล่า” โซนาตาเป็นฝ่ายถามแทน
“มันอยู่ที่จามิว เกาะลอยฟ้าที่ถูกเชื่อมกับที่นี่” เทรอสตอบ “อีกไม่นาน เลกันกับคนที่เหลือก็คงจะหาทางขึ้นไปที่นั่นได้”
“ท่านพี่… ราชาเลกันก็เข้ามาที่นี่งั้นเหรอเนี่ย” เซกันพูดกับตัวเอง
“เขาตั้งใจให้ผู้หญิงที่ชื่อกราเทียขโมยดาบเจ้าและนำมาหลอมที่นี่ แต่แผนของเขาผิดพลาด ดาบของเจ้าก็เลยยังอยู่ที่ตรงนั้นยังไงล่ะ” เทรอสชี้ไปที่ดาบดำ
“แต่เวลาก็อาจจะไม่มีแล้วจริง ๆ ก็ได้ ถ้าเลกันสิ้นหวังในแผนหลอมดาบ เขาจะหันไปใช้วิธีที่อันตรายขึ้นและทั้งโลกอาจจะตกอยู่ในอันตราย” ฟานาเรฟอธิบายเพิ่ม
“ไม่เข้าใจอีกล่ะสิ ไม่ต้องเข้าใจซะทุกเรื่องก็ได้” โรราแวดเสียงใส่
“อะไรกัน อะไรกัน หมอนี่น่ะเหรอที่ถูกกำหนดมาให้ปราบชายต้องสาป ซื่อบื้อแบบนี้จะไหวเหรอ” โอทิสก็ร่วมจิกกัดตามไปด้วย
โซนาตาที่แค่เป็นผู้ชมต้องพยายามกลั้นขำแบบสุด ๆ ตอนอ่านนั้นเขาได้จินตนาการสีหน้าของโอทิสไว้ แต่พอมาเห็นของจริง เธอตอนทำเสียงจิก ๆ ไส่เซกันช่างดูน่าขันกว่าเดิม และสีหน้าเหวอ ๆ ของเซกันอีก เซกันอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจิกใส่ เพราะอีกฝ่ายซื่อ ๆ ก็คงแค่ยอมรับว่าตัวเองซื่อบื้อไปจริง ๆ
“แบบนี้นี่เอง…” เซกันเริ่มปะติดปะต่อทุกอย่างได้ ทั้งเรื่องเป้าหมายของเลกัน เรื่องที่เทพเหล่านี้รู้ว่าคำทำนายที่บาริกันมีเป็นคำทำนายที่ถูกบิดเบือนไปแล้ว
“ในเมื่อพวกท่านรู้ งั้นก็ได้โปรดเปิดทาง….”
“เรื่องนั้นกับเรื่องนี้มันคนละเรื่องกัน” เทรอสยิ้มกริ่ม “จะขึ้นไปข้างบน เจ้าต้องผ่านบททดสอบของพวกเราให้ได้”
สิ้นประโยค เทรอสก็ลืมตาขึ้น!
โซนาตาเลิกขำและมองดูเซกันด้วยความเป็นห่วง เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะเป็นผู้ชมและสนุกไปกับเรื่องราว เขามาที่นี่เพื่อรับเซกันไปเป็นพวก แม้เขารู้ว่าปลายทางของเซกันในเหตุการณ์นี้ เขาจะผ่านไปได้ด้วยตัวเอง แต่พอเห็นท่าทางทุรนทุรายในกองเพลิงมันก็ช่วยไม่ได้ที่เขาจะรู้สึกกังวล
มันเป็นเพลิงที่รุนแรงที่สุดที่เซกันเคยพบพาน เขารู้สึกราวกับถูกจับโยนใส่ดวงอาทิตย์ รอบกายไม่เหลือสิ่งใดนอกจากเปลวเพลิงที่ร้อนจนเกินกว่าที่เขาจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด
ร่างกายของเซกันไหม้เกรียมอย่างรวดเร็ว โซนาตาห้ามตัวเองไว้ไม่อยู่เขาตะโกนออกไป
“พอได้แล้ว!”
เซกันยังไม่ตาย แต่ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าเขาปลอดภัยดี ในร่างที่ไหม้เป็นตอตะโกนั้นยังมีบางส่วนของเขาที่ยังไม่ถูกทำลายไป เขากำลังจะฟื้นกลับมาราวกับนกอมตะที่คืนชีพขึ้นมาจากเถ้าถ่าน
ผิวหนังที่ไหม้เกรียมหลุดร่อนออกทีละชิ้น ๆ มันคือการก้าวข้ามผ่านความเป็นตายครั้งที่รุนแรงที่สุดของเซกัน เขารู้สึกตัวอีกครั้งเบื้องหน้าก็มีเสื้อผ้าและชุดเกราะชุดใหม่วางอยู่แล้ว
“ใช้ของพวกนี้แทนก็แล้วกัน” เทรอสส่งยิ้มให้
“นี่มันอะไรกันครับ”
“สภาพเดิมของเจ้าไม่มีทางชนะพวกเราได้ พวกเราก็เลยให้ยืมของพวกนี้ยังไงล่ะ” โรราตอบ “ก็ไม่อยากจะขัดหรอกนะ แต่ว่าทำไมมีแต่เสื้อกับเกราะ แล้วดาบล่ะ” โซนาตาแทรก
“อะไรกัน อะไรกัน ดาบดำไม่ได้ถูกเทรอสทำลายไปด้วยซะหน่อย” โอทิสแย้ง ดวงตาของเธอแฝงความฉงนในการกล่าวทักของโซนาตา
“มันต้องมีดาบที่สามารถโจมตี… เอ่อ งั้นก็ช่างมันเถอะ” โซนาตาไม่พูดออกไป เขาคิดถึงดาบอีกเล่มที่มีส่วนสำคัญในการปราบเลกัน
…ไม่เป็นไรหรอกมั้ง ก็มีเราอยู่ช่วยทั้งคน เซกันอยู่กับเราก็น่าจะพอจัดการกับเลกันแล้ว…