Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 117: ศึกในหอคอยสวรรค์อีกรอบ
“ชิ… โชว์ออฟ”
กาเรนได้ยินเข้า เขาลอกแล่กด้วยความร้อนตัว แต่เมื่อหันไปมองเมลิสซาจึงได้รู้ว่าเธอหมายถึงชายอีกคนที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่บนฟ้า
ทั้งที่ขับหุ่นตัวใหญ่ที่แบกอาวุธมาเต็มอัตราศึก สปีดกลับมีวิธีการต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เขาเบี่ยงหลบคมเขี้ยวของมังกรซอมบี้ ตีลังกาหลบหางเดวัลยักษ์อีกตัวพร้อมกับใช้ปืนใหญ่ที่ไหล่ยิงอัดใส่ในระยะประชิด มันไม่ใช่เพียงเพราะเขามองเห็นทุกอย่างได้รอบทิศแต่สปีดทำให้ฮาร์บินเจอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาไปแล้ว
“โฮ่… หมอนั่นมันร้าย เคลื่อนไหวแบบนั้นได้ยังไง ไม่ได้ใช้แพคสำหรับช่วยบินด้วยไม่ใช่เหรอ”
“มันโชว์ออฟค่ะ พอเห็นมีคนดูหน่อยก็ได้ใจใหญ่เลย” เมลิสซาส่ายหน้า
“เอาน่าา พวกเดียวกันแท้ ๆ”
“พวกเดียวกันไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องยอมกันสินะคะ” เมลิสซาเหน็บกาเรน
“เอ่อ… เรื่องนั้นมันก็…” กาเรนนิ่งไป แต่หน้าตาแฝงความหงุดหงิด
“งั้นเหรอคะ งั้นคุณก็ไม่โกรธท่านโซนาตาแล้วสินะ” หญิงสาวกดเสียงต่ำ แต่มีรอยยิ้มเล็ก ๆ แววตาที่มองมาตอกย้ำเสี้ยนเล็ก ๆ ที่กำลังตำใจกาเรนอยู่
“มันคนละเรื่องกัน เจ้าหมอนั่นเท่านั้นที่ให้อภัยไม่ได้เด็ดข…” กาเรนไม่สามารถสลัดเรื่องที่ติดอยู่ในใจของเขาออกไปได้ “ หวา… อย่ายิงอะไรแปลก ๆ มาทางนี้เซ่”
ด้านหน้าสุดของการปะทะ เคสเทรลพุ่งทะลวงผ่านกองทัพผสมของเควนตัสและดาร์คเจสเตอร์ตัวปลิว เขาไม่สนใจมองด้วยซ้ำว่าเมฆครึ้มที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้ทำให้อันเดดได้เปรียบ ในหัวของเขาคิดแค่อยากจะอาละวาดให้เต็มที่
ครั้งที่ต้องผจญภัยไปในเนเธอร์เวิลด์ มันเป็นความรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องพบว่ามีศัตรูที่เหนือกว่าเขามากมาย ไม่ว่าจะเหล่าราชา เชอรีสที่กลายเป็นปีศาจ เจ็ดปีศาจสงคราม และยังน่าจะมีอีกมากที่เขายังไม่พบเจอ ความรู้สึกอัดอั้นในตอนนั้นทำให้เคสเทรลอยากระเบิดใส่ใครก็ตามที่กล้ามาหาเรื่องกับกลุ่มอะบีส
เอลลีวิ่งตามเจเนวีฟมาติด ๆ เจเนวีฟพยายามออกห่างแล้วแต่เธอก็ยังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งมาไม่ห่าง
“ไปช่วยตรงอื่นก็ได้นะ”
“ไม่ได้หรอกค่ะ ท่านโซนาตาเป็นห่วงคุณเหมือนน้องสาวเลยนะ ฉันต้องช่วยดูแลสิ”
คำว่า “น้องสาว” และคำว่า “ช่วยดูแล” ทำให้เจเนวีฟหัวเสียขึ้นมา เธอไม่ได้อยากเป็นน้องสาวโซนาตาและเธอก็ไม่ได้ต้องการให้คนอื่นมาคอยดูแลด้วย โดยเฉพาะคนที่ทำเพียงเพราะอยากได้คำชมจากโซนาตามันยิ่งทำให้เธอรู้สึกโมโห
เอลลีพยายามอย่างมากที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ เธอใช้เวลาฝึกฝนไปหลายพันชั่วโมงในเครื่องสร้างโลกเสมือนจริง จนในที่สุดอนาเธอร์มีของเธอก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
ยิ่งกว่าอีริธผู้เป็นเจ้าของความสามารถ เอลลีในตอนนี้สามารถสร้างร่างแยกของตัวเองได้ถึงสี่ร่าง เพียงแต่มันต้องแลกกับข้อเสียที่แต่ละร่างจะมีเวลาคงสภาพอยู่เพียงแค่ร่างละไม่กี่วินาที
“อนาเธอร์มี” เอลลีตะโกน
ร่างแรกคือเอลลีในชุดเชียร์ลีดเดอร์ เธอคือเอลลีไฮสคูล ร่างที่โตที่สุด มีความยืดหยุ่นสูง เธอมาพร้อมกับโทรโข่งแล้วอุปกรณ์เชียร์ที่ดูแล้วไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่
ร่างที่สองก็เป็นร่างที่โซนาตาและมินอาเคยเห็นไปแล้ว เอลลีมิดเดิลสคูล ร่างนี้คือเธอสมัยที่ตั้งเป้าอยากเป็นนักกีฬา อาวุธหลักคือไม้เบสบอล กำลังแขนและกำลังจากเอวที่ไม่ธรรมดา
ร่างที่สามคือเอลลีเอเลเมนทารีสคูล ร่างสมัยประถมที่มีส่วนสูงแค่ครึ่งเดียวของร่างไฮสคูล
และร่างสุดท้าย เอลลีคินเดอร์การ์เทน…
โครม
ร่างวัยอนุบาลถูกอันเดดตัวหนึ่งวิ่งเฉียวไป เธอเจ็บและจุกจนร้องไม่ออก ร่างเล็ก ๆ ลงไปนั่งกุมท้องอยู่เพียงครู่เดียวก็เลือนหายไป
“เอ้าาา” เจเนวีฟหลุดร้องออกมา
ร่างวัยประถมของเอลลีก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน วินาทีต่อมาเธอถูกทหารของเควนตัสถีบจนตัวลอยและหายวับไปในอากาศโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด
“ไร้ประโยชน์จริง ๆ เลย” เจเนวีฟส่ายหน้า เธอมองร่างแยกอีกสองร่างที่กำลังเลือนหายไปตามกันไปเพราะหมดเวลา นี่ถ้าเอลลีไม่ฝืนดึงหลายร่างมาใช้พร้อมกันมันคงไม่ออกมาแบบนี้
…ไม่สิ ถึงจะใช้ทีละร่างก็คงไม่มีประโยชน์นั่นแหละ…
การต่อสู้แทบจะรู้ผลในทันทีที่เคสเทรลเข้าประชิดตัวเควนตัสได้ เขาเปลี่ยนพาลาดินฝีมือดีของเควนตัสให้กลายเป็นฝุ่นผงคนต่อคน ไม่มีใครหยุดเขาได้แม้แต่คนเดียว
ดาร์คเจสเตอร์รอจังหวะที่เคสเทรลอาละวาดจนเปิดช่องว่าง เคียวยักษ์ของเจ้าตัวตลกชุดดำเล็งไปที่คอจากมุมอับที่เคสเทรลไม่มีทางมองเห็น แต่การโจมตีนี้ไปไม่ถึง เพราะหัวของดาร์คเจสเตอร์ได้หลุดกระเด็นออกจากร่างก่อน
คนที่ออกมาช่วยก็คืออลินา เธอสลับตัวเองกับทหารเควนตัสที่อยู่ใกล้ที่สุด จากนั้นก็คว้าดาบที่ตกอยู่แถวนั้นฟันคอดาร์คเจสเตอร์ขาดในดาบเดียว
“อ๊ากกกกกกก เจ็บ ๆ ๆ ๆ ทำอะไรของแกฟะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หัวที่หลุดไปยังสามารถร้องโวยวายได้อย่างน่าขนลุก
“พวกแกเป็นใครกัน” เควนตัสตะโกนถาม
“จุดจบของพวกแกยังไงล่ะ” อลินาฉีกยิ้ม
เหตุการณ์กลับมาคล้ายกับที่ควรจะเป็นมากขึ้น หรืออย่างน้อยพวกโซนาตาก็คิดแบบนั้น การโจมตีที่น่ากลัวของกลุ่มอะบีส ทำให้กองทัพของเควนตัสต้องหนีหัวซุกหัวซุนอย่างไร้ทางเลือก กองทัพที่ได้รับการหนุนจากเรวาเรนท์พ่ายแพ้หมดรูปโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูของพวกเขาคือใคร
สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนกับประวัติศาสตร์คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเมือง นักฆ่าทั้งห้าร้อยถูกจัดการโดยที่โซนาตาและเซกันได้รับบาดเจ็บกันไปเพียงคนละเล็กคนละน้อย เซกันไม่ได้รับพิษปรสิตและนานาคำสาปอย่างที่นิยายว่าเอาไว้ และผลของมันก็คือ กราเทีย ทอลโด และอรันโดไม่สามารถจัดการกับเซกันได้
“ข้ากับอรันโดจะเปิดโอกาสให้เอง เจ้าทำตามแผนได้ใช่ไหม”
“แน่นอน” กราเทียตอบทั้งที่ความจริงเธอไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด
เลกันก็คิดแบบนั้น เขาคิดว่ากราเทียและพวกหมดโอกาสแย่งดาบไปแล้ว เขาตัดสินใจว่ามันถึงเวลาเสียทีที่จะใช้ไพ่ตายอีกใบ
เลกันส่งสัญญาณให้กับเทมเมอร์ที่ซ่อนตัวอยู่ทั่วเมือง จากนั้นเดวัลที่เตรียมไว้ก็ถูกปล่อยจากผนึก เลกันไม่รู้ว่าแม้แต่เรื่องนี้โซนาตาก็รู้อยู่แล้ว
“พวกนี้…” กราเทียตกใจแทบสิ้นสติ เธอไม่เคยเห็นเดวัลแบบนั้นมาก่อน
“ทำไมเดวัลมาโผล่กลางเมืองได้ หรือว่า…” ทอลโดเพิ่งรู้ตัวว่าพวกตนถูกเลกันหักหลัง
“เห็นหอคอยตรงนั้นไหม” โซนาตาชี้ไปทางหอคอยสวรรค์ “ที่นั่นน่าจะปลอดภัยนะ”
กราเทีย ทอลโด และอรันโดมองหน้ากันไปมา อรันโดช่วยยืนยันว่าที่โซนาตาพูดเป็นเรื่องจริง หอคอยสวรรค์เป็นอาณาเขตของเทพ เดวัลส่วนใหญ่จะรู้โดยสัญชาตญาณว่าพวกมันไม่ควรจะเข้าใกล้
“งั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ รีบไปกันเถอะ”
…อย่างน้อยก็พาทั้งเซกันทั้งดาบเข้าไปในหอคอยได้ ก็ถือว่าสำเร็จไปขั้นนึงแล้วล่ะ… กราเทียคิดแบบนั้น
เดวัลจำนวนมากเข้ามาขวางทางทั้งห้า แต่ละตัวเป็นเดวัลที่ดุร้ายและแข็งแกร่งชนิดที่ว่าพวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ทอลโดรอดจากการถูกสิงโตที่มีขนเหมือนตัวเม่นขย้ำเพราะได้เซกันช่วยจัดการกับเดวัลตัวนั้นได้ก่อน อรันโดก็เกือบสิ้นชื่อเพราะกรดเข้มข้นที่เดวัลงูพ่นผ่านหน้าไปในระยะเผาขน เพิ่งจะออกวิ่งกันได้ไม่กี่ก้าวนอกจากโซนาตาและเซกันพวกเขาทุกคนล้วนเฉียดความตายกันไปแล้วคนละหลายรอบ
ทอลโดและอรันโดตั้งใจใช้ชีวิตของพวกเขาเพื่อเปิดทางให้ แต่พวกเขาต้องเปลี่ยนใจเพราะเห็นการโจมตีประสานของผู้ใช้ดาบดำทั้งสอง
…อย่างที่คาดไว้เลย ถ้าเซกันตอนนั้นไม่เจ็บหนัก เขาไม่ต้องให้ใครช่วยเปิดทางให้หรอก… โซนาตาคิด
ภายในหอคอยสวรรค์ เลกันอาศัยจังหวะชุลมุนชิงเข้ามารอในหอคอยก่อนหน้านั้น เขารออยู่ในนั้นพักใหญ่จนเห็นกราเทียตามเข้ามา แต่ที่เขาคาดไม่ถึงก็คือทั้ง ทอลโด อรันโด เซกัน และแบล็กเฟนเซอร์ปริศนาก็ตามกันเข้ามาด้วย
“บ้าจริง…” เลกันสบถเบา ๆ เขาตัดสินใจซ่อนตัวและรอดูสถานการณ์ไปก่อน
เมื่อแน่ใจแล้วว่าพวกเดวัลจะไม่สามารถตามเข้ามาได้อีก กราเทียและพวกก็หันดาบเข้าใส่เซกันอีกครั้ง
“ไม่ใช่ว่าพวกคุณเข้าใจแล้วเหรอครับว่าผมไม่ใช่ศัตรู” เซกันพยายามวิงวอน
“พวกเรารู้แล้วว่าเลกันไว้ใจไม่ได้ แต่เรื่องแผนหลอมดาบยังไม่เปลี่ยนไปหรอก” ทอลโดตรงไปตรงมา
“ทอลโด!” กราเทียเรียกชื่อเขาเสียงดัง เพราะเขากำลังเปิดเผยแผนการของพวกตน และมันอาจจะทำให้เรื่องยากขึ้นก็ได้ในการจะแย่งดาบมาในตอนทีเผลอ
“ไม่จำเป็นต้องปิดบังต่อไปแล้ว” อรันโดก็เอาด้วย “พวกเราอยากหลอมดาบเพื่อทำลายคำสาปของเจ้าน่ะ”
“เรื่องแบบนั้น…” เซกันไม่รู้จะอธิบายยังไงว่าคนในคำสาปที่ว่าจริง ๆ มันหมายถึงเลกันต่างหาก
“ที่หอคอยสวรรค์นี้มีเตาหลอมของลูนาร์ ถ้าเป็นเตาของช่างที่ตีดาบขึ้นมา มันก็มีโอกาสทำลายได้” กราเทียเข้าใจว่าเซกันกำลังเริ่มสับสนเธอเลยยิ่งชักจูงให้เขาคล้อยตาม
“ไม่มีหลักฐานซะหน่อย ว่าทำลายดาบได้แล้วจะทำลายคำสาปได้…” โซนาตาแทรก
“แต่… มันเป็นวิธีเดียวที่อาจหยุดคำสาปได้โดยที่ไม่ต้องมีใครตาย พวกเราต้องลองทุกอย่างที่เป็นไปได้” กราเทียพูดไม่เต็มปากเต็มคำ
“ขอโทษนะครับ ดาบนี้สำคัญต่อผมมาก ไม่ว่ายังไงผมก็คงให้คุณทำลายมันไม่ได้หรอกครับ”
ก่อนที่การต่อสู้ระหว่างพวกเขาที่คุยกันอยู่จะเริ่มขึ้น โซนาตาและเซกันสัมผัสแรงกดดันที่ไม่ได้มาจากพวกกราเทียได้ ทั้งคู่กระโดดถอยหนีแสงที่พุ่งลงมากลางวง
“ผู้พิทักษ์” โซนาตาพึมพำ เขาและเซกันพบว่ากราเทีย ทอลโด และอรันโดไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น ทุกคนหายไปไหน” เซกันมองไปรอบ ๆ อย่างสับสน
“ไม่ใช่ทุกคนที่หายไป เราสองคนต่างหากที่ถูกย้ายมาที่นี่” โซนาตาไขความกระจ่างให้เซกัน เขามองไปรอบ ๆ กระตือรือร้นจะได้เห็นผู้พิทักษ์ที่ยังไม่เผยตัวออกมา
“ยินดีต้อนรับสู่หอคอยสวรรค์” เสียงหนึ่งดังกังวาลขึ้นท่ามกลางความมืด
“คุณ…. ไม่สิ ท่านคือเทพเจ้าที่ปกป้องหอคอยสินะครับ” เซกันถามออกไป
“ฟานาเรฟ ข้าคือข้ารับผู้ต่ำต้อยคนหนึ่งเท่านั้น”
“พวกสายเลือดเทพสินะ น่าสนใจจริง ๆ” โซนาตาดวงตาเป็นประกาย รู้สึกคันไม้คันมืออยากจับอีกฝ่ายมาทำการทดลองตะหงิด ๆ
“ส่วนเจ้า… โซนาตา ดิอาลโน อีกหนึ่งชายในคำทำนายของท่านดานิกา”
“ฉันก็อยู่ในคำทำนายด้วยเหรอ”
“แน่นอน” ฟานาเรฟยิ้มอย่างมีเลศนัย ทั้งคู่ต่างรู้กันว่าโซนาตาเป็นใครมาจากไหน โซนาตาไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากเพราะคำทำนายที่พวกเฮอร์มิตมียังกล่าวถึง “ผู้มาจากท้องฟ้า” เอาไว้ด้วย