Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 162: สงครามในความฝัน
“บังอาจเข้ามาในความทรงจำของท่านแรปโซดีเชียวเหรอ”
โซนาตาถอนหายใจ เขามองร่างที่กำลังปรากฏขึ้นอย่างระอา “เธออีกแล้วเหรอเนี่ย”
“คราวนี้แกหนีไม่รอดแน่”
“ฉันฟังประโยคเดียวกันนี้มาเป็นร้อย ๆ ครั้งแล้ว”
“ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย” โครินาเลฉีกปากยิ้ม เธอดีดนิ้ว
กองทัพของแรปโซดีปรากฏขึ้นโดยรอบ โซนาตาตกอยู่กลางวงล้อมโดยไม่ได้ตั้งตัว
จำนวนศัตรูไม่ได้ทำให้โซนาตากังวลเท่ากับอีกสามร่างที่ปรากฏขึ้นกลางกองทัพ ทางซ้ายคือนักดาบในชุดขาว ริแลนท์ ทางขวาคืออัศวินมังกรชุดดำ กริมเซฟ และตรงกลางก็คือชายหนุ่มหน้าสวยแรปโซดี
“ไม่ใช่ตัวจริงนี่” โซนาตาหัวเราะในลำคอ
“ใช่ ทั้งหมดนี่คือกองทัพแรปโซดีที่อยู่ในความทรงจำของข้าเอง แต่แล้วยังไงล่ะ ถึงจะเป็นแค่ความทรงจำแต่พวกนี้ก็แข็งแกร่ง และสามารถฆ่าแกได้”
จากนั้นข้างกายของโซนาตาก็มีซีวีปรากฏขึ้น
“ไม่เอาน่า อย่าตกใจกับอะไรแค่นี้สิ ถ้าเธอทำได้ฉันก็ต้องทำได้เหมือนกัน”
โครินาเลเกือบจะพูดออกไปว่าก็แค่คนเพิ่มมาอีกคนเดียว แต่เธอก็ต้องกลืนคำพูดกลับ เมื่อผู้คนมากมายกำลังปรากฏตัวขึ้น เซกัน เคสเทรลและจีดัส พวกเขาคือสมาชิกกลุ่มอะบีสที่คอยสนับสนุนเขาอยู่
“รู้ใช่ไหมว่า ถ้าดึงเอาตัวตนของคนที่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกันมา…” โครินาเลพยายามขู่เขา
รีสเลย์ปรากฏตัวขึ้น ตามมาด้วยกาดิออสและเออร์มุน จากนั้นก็เป็นมิเดลเลีย อดอว์ตเต รวมไปถึงเซเลนอส โซนาตาแน่ใจว่าสายเลือดเทพทั้งหกอยู่ฝ่ายของตนอย่างแน่นอน
มันไม่ได้จบแค่นั้น เหล่าสหายจากกลุ่มอะบีสที่โครินาเลไม่เคยเห็นก็ปรากฏตัวตามมา อลินาผู้มีพลังสลับที่ อัลโตมือปืนผู้มีพลังแทรกผ่านวัตถุ กาเรนผู้ใช้พลังภาพมายา ดีวานอดีตพาลาดินศักดิ์สิทธิ์ และอีกมากมายกำลังตามมา
โครินาเลเห็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มวิตก เธอตัดสินใจเรียกพวกทหารเลวมาเสริมทัพเพิ่มเช่นกัน
ไม่ใช่แค่จำนวน และก็ไม่ใช่แค่เพียงความแข็งแกร่ง กองทัพของโซนาตามีแม้แต่พวกตัวประหลาดที่โครินาเลเองก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร มันแปลกจนเธอคิดว่าโซนาตาแหกกฎด้วยการเอาสิ่งที่ไม่มีจริงมาด้วยหรือไม่
มันมีกระทั่งหุ่นยนต์ยักษ์ที่ขับโดยสปีด นักบินเพียงคนเดียวของกลุ่มอะบีส
มินอาและเอลลีผู้ที่อยู่ระหว่างการฝึกฝนตนเป็นไซเลนเซอร์
มนุษย์กลายพันธุ์และไซบอร์กหลายรุ่นหลายแบบ
สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการผสานเซลล์เข้ากับนาโนแมชชีน
มีแม้กระทั่งพวกเพี้ยน ๆ ที่ใส่ชุดเกราะสีสันแสบตา เด็กสาวชุดเขียวที่เหมือนซุปเปอร์ฮีโร
“ไอ้บ้านี่ คิดจะล้อข้าเล่นใช่ไหม” โครินาเลตะคอก เธอใช้พลังเพื่อตรวจหาสิ่งแปลกปลอมที่โซนาตานำมา แต่ก็ไม่พบ พวกมันมีอยู่จริง และโซนาตาแน่ใจว่าทุกคนคือคนที่พร้อมเป็นกำลังให้เขาด้วย
“ขอโทษนะ ไม่ได้มีกติกาว่าจะต้องเอาพรรคพวกที่มีอยู่ในตอนนี้มาใช่ไหมล่ะ พวกนี้ส่วนใหญ่คือเพื่อนที่หลงอยู่ในช่วงเวลาอื่นน่ะ”
“ตลกไปแล้ว จะบอกว่าของแบบนี้มีอยู่จริงเหรอ” โครินาเลชี้ไปที่หุ่นยนต์ที่ทั่วร่างมีแต่หน้าปัดนาฬิกา
“เจ้านั่นชื่อโครโนมิเตอร์ เป็นนาฬิกาปลุกของฉันเอง ตอนนี้น่าจะอยู่ในเซคเตอร์ไฟว์มั้ง”
“เอากระทั่งนาฬิกาปลุกมาช่วยสู้…”
“อย่าดูถูกเจ้านั่นเชียวนะ ถึงจะกระจอกแต่มันหยุดเวลาได้สั้น ๆ เชียวนะ”
“เอ๋!! ที่ว่ากระจอกนี่เจ้านายหมายถึงผมเรอะ” โครโนมิเตอร์ชี้ที่ตัวเอง น่าตลกตรงที่นี่เป็นแค่ความทรงจำเท่านั้นแต่บุคลิกของหุ่นติ๊งต๊องนี่เหมือนตัวจริงเป๊ะ
โครินาเลยังลังเลที่จะเชื่อ เธอชี้ไปที่ผู้หญิงในชุดรัดรูปสีเขียว มีแว่นใสสีเดียวกันและยังมีเครื่องประดับเป็นผลไม้บางอย่าง “แล้วยัยนั่นล่ะ อย่าบอกนะว่าแค่คนเพี้ยน ๆ แต่งชุดประหลาด”
“เสียมารยาท!! ชุดคอสตูมของฉันประหลาดตรงไหน” ไม่ต้องให้โซนาตาอธิบาย อีกฝ่ายพูดออกมาเองโต้ “ฉันคือเลมอนเลดี มีปัญหาอะไรหรือไง”
“ไม่จริงน่า… ชุดนั่น อุปกรณ์ที่ใช้ มันของหลอกเด็กชัด ๆ แต่พลังของเด็กคนนี้เป็นของจริง นั่นมันมากกว่าหรือพอ ๆ กับพวกสายเลือดเทพเลยไม่ใช่เหรอ”
โซนาตาแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ “ไงล่ะ รู้สึกถึงพลังใช่ไหม ก็บอกแล้วว่าพวกนี้มีตัวตนอยู่จริง แค่ฉันยังตามหาตัวไม่เจอเท่านั้นแหละ”
…เข้าใจแล้วที่ท่านแรปโซดีบอกว่าหมอนี่เป็นตัวอันตราย…
…โซนาตาคนนี้มาจากโลกที่มีวิทยาการสูง และเขาก็มีพรรคพวกมากกว่าที่เราคิดไว้ ภาพที่เห็นตอนนี้มันคืออนาคตที่เขารวบรวมกองทัพที่กระจัดกระจายไปกลับคืนมาแล้ว…
…ไม่สิ กองทัพตรงนี้มันแค่ส่วนเดียวเท่านั้น หมอนี่มีไทม์แมชชีน ยิ่งข้ามเวลาเขาก็ยิ่งได้พรรคพวกเพิ่ม ถ้าเธอรอนานกว่านี้ ตัวประหลาดที่แข็งแกร่งกว่านี้ต้องเพิ่มขึ้นมาอีกแน่ จะปล่อยไว้ไม่ได้…
เมื่อโครินาเลดีดนิ้ว มันก็เป็นสัญญาณให้กับทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกัน ฝ่ายโครินาเลได้เปรียบด้านจำนวนเพราะเธอมีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนที่เคยถูกแรปโซดีกินเข้าไป
โซนาตาเองก็ดีดนิ้ว ทหารราวครึ่งหนึ่งของโครินาเลหายไปในทันที มันทำให้เธอต้องส่งเสียงด้วยความขัดใจจากในลำคอ
“มาทักว่าคนอื่นโกง แต่ตัวเองโกงเองเฉยเลยนะ พวกที่เธอเรียกมาบางส่วนถูกฆ่าไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ”
“เงียบไปเถอะ แค่จำนวนของพาโลเกียที่กำลังเพิ่มขึ้น พวกแกก็ไม่มีทางเอาชนะได้แล้ว”
ถึงจะพูดด้วยความรู้สึกอยากเอาชนะ แต่คำพูดของโครินาเลก็เป็นสิ่งที่น่าห่วงจริง จำนวนของพาโลเกียที่เธอสร้างขึ้นงั้นเหรอ นี่มันหมายความว่าในโลกแห่งความจริงสถานการณ์มันย่ำแย่ขนาดไหน
แต่เฉพาะในโลกแห่งจิตนี้ โซนาตากำลังได้เปรียบ ฝ่ายตรงกันข้ามมีเพียงแค่โครินาเล กริมเซฟ ริแลนท์ และแรปโซดีเท่านั้นที่เป็นตัวปัญหา พวกทหารเลวถึงจะเก่งกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่มันก็เทียบไม่ได้กับขุมกำลังฝ่ายเขา
ดีวานใช้เพลิงสีขาวและดำของเขาจัดการทหารแรปโซดีกว่าครึ่งพันในการโจมตีครั้งเดียว เวเนใช้เวทมนตร์ของเธอสะกดการเคลื่อนไหวแรปโซดีเอาไว้ เจเนวีฟใช้พลังของแวมไพร์สะกดให้ทหารแรปโซดีฆ่ากันเอง
ทหารทั้งหมดของโซนาตา ถ้าไม่เป็นหน่วยทหารกลายพันธุ์ที่ขยายร่างได้ ก็มักจะเป็นมนุษย์หรือไซบอร์กที่ใช้อาวุธล้ำสมัย บางคนใช้ปืนกลอัตโนมัติ บางคนก็ใช้ปืนเลเซอร์ หรือปืนยิงจรวด
กลุ่มทหารพลังจิตเองก็สร้างความเสียหายให้กองทัพของแรปโซดีอย่างร้ายแรง พวกเขาสามารถใช้พลังจิตโจมตีจากระยะไกล เทเลพอร์ตตนเองพร้อมกับจู่โจมหรือหลบหนีผสมไปกับทักษะการใช้อาวุธปืนอันยอดเยี่ยม
ทหารมากมายอาจจะพึ่งพาไม่ได้แต่โครินาเลยังเชื่อว่าฝ่ายเธอได้เปรียบอยู่ ตราบใดที่สามองครักษ์ยังไม่ถูกโค่นสงครามนี้มันก็ยังไม่จบสิ้น
แล้วศัตรูรายหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า
หญิงสาวผู้นี้แต่งกายด้วยชุดรัดรูปสีเขียวอ่อนสลับเขียวเข้มที่เน้นส่วนโค้งส่วนเว้า หน้ากากเล็ก ๆ คาดปิดไว้เฉพาะดวงตาไม่สามารถปิดบังโครงหน้าที่งดงามของเธอได้ ลักษณะการแต่งตัวของศัตรูรายนี้ชวนให้นึกถึงเด็กสาวที่เรียกตนเองว่าเลมอนเลดี
“พวกตัวประหลาดอีกแล้วเรอะ”
“เมลอนเอ็มเพรส” สาวสวยผู้นั้นแนะนำตัว
…ชื่อก็ประหลาด…
โครินาเลคิดว่าเธอไม่มีเวลามายุ่งกับศัตรูพิลึกแบบนี้ เธอตั้งใจจะกำจัดอีกฝ่ายทิ้งโดยเร็ว เธอเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและไปโผล่ด้านหลังเมลอนเอ็มเพรสและพยายามจะจับคออีกฝ่ายบิดทิ้ง
แต่มันไม่ง่ายอย่างที่หวัง อีกฝ่ายรวดเร็วไม่ได้ต่างกัน มันทำให้โครินาเลคว้าได้เพียงอากาศที่ว่างเปล่า
จากนั้นก็เป็นการต่อสู้แลกหมัดกัน กำปั้นของเมลอนเอ็มเพรสทำให้โครินาเลประหลาดใจ ทั้งรวดเร็วและหนักหน่วง นอกจากนั้นมันยังมีหนามงอกออกมาเต็มไปหมดด้วย
“หนามเนี่ยนะ”
มันจะไม่น่ากลัวเลยถ้าอีกฝ่ายไม่ได้มีพลังโจมตีขนาดนี้ และยิ่งน่ากลัวเข้าไปอีกเมื่อโครินาเลพบว่าเมลอนเอ็มเพรสสามารถปล่อยสารพิษออกมาได้ด้วย
“พลังของฉันคือผลไม้ ไม่ว่าจะผลไม้แบบไหนฉันก็ดึงพลังออกมาใช้ได้ทั้งนั้น”
“ผลไม้บ้าบออะไร ของแบบนั้น…”
ผลไม้หลายชนิดมีสารพิษรุนแรง หนึ่งในนั้นที่โครินาเลเพิ่งได้รับไปคือไซยาไนด์จากเมล็ดแอปปริคอต
“พิษแค่นี้ทำอะไรไซเลนเซอร์ไม่ได้หรอก”
แต่ยังไม่ทันขาดคำดี โครินาเลก็ถูกถลุงไปอีกหมัด พิษอีกชนิดถูกฉีดเข้าไปในร่างของเธอ
ไฮโปไกลซินเป็นสารพิษที่ยับยั้งการผลิตกลูโคสในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ พบได้ในผลแอคกีและผลไม้ในตระกูลเดียวกับลิ้นจี่
“เคยได้ยินมาว่าไซเลนเซอร์สามารถต้านพิษและเชื้อโรคได้ทุกชนิด แต่ว่าการได้รับสารพิษเข้าไปหลายชนิดพร้อมกันดูเหมือนว่าจะไม่ได้ไร้ผลสินะ”
จากนั้นเมลอนเอ็มเพรสก็กระหน่ำหมัดใส่โครินาเลไม่ยั้ง ทุกหมัดเต็มไปด้วยพิษที่ได้มาจากสารพัดผลไม้และมันยังมีปริมาณที่เข้มข้นกว่าที่ใครคนหนึ่งจะบังเอิญได้รับมันโดยธรรมชาติ
แต่สารพิษที่ว่ามาก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ไล่ต้อนโครินาเลได้
สิ่งที่น่ากลัวของเมลอนเอ็มเพรสคือพลังอันเด็ดขาด เธอแข็งแกร่งราวกับซุปเปอร์ฮีโรชั้นนำที่หลุดมาจากหนังสือการ์ตูน พลังหมัดที่เทียบชั้นได้กับกริมเซฟ การเคลื่อนไหวในอากาศได้อิสระเหมือนเวทมนตร์ของซีวีซ้ำยังมีความเร็วเหนือมนุษย์ในระดับไม่ด้อยกว่ากัน ประสาทสัมผัสระดับเทพที่ทำให้เธอไร้จุดบอดในระหว่างต่อสู้ ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติของเมลอนเอ็มเพรส