Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 166: ไพ่ตายที่โซนาตาซ่อนไว้
การจำลองซ้ำรอบที่สามเริ่มขึ้น จีดัสคาดว่าเซกันกับริแลนท์มีฝีมือที่ทัดเทียมกัน แต่ที่เขาเสียเปรียบเกิดจากการแพ้ทางเท่านั้น การให้เคสเทรลไปช่วยทางด้านนั้นจึงเสียเปล่า
“ส่งเคสเทรลไปสู้กับกริมเซฟ มีประโยชน์กว่า” จีดัสเสนอ ซึ่งโซนาตาก็เห็นด้วย
“ถ้าเซกันเป็นคนเดียวที่ทัดเทียมกับพวกองครักษ์ เราควรจะส่งหมอนี่ไปสู้กับกริมเซฟที่แข็งแกร่งที่สุดสิ” รีสเลย์เองก็เสนอความเห็นด้วย
“แต่ก็ไม่มีใครสู้กับริแลนท์แล้วมีโอกาสรอดเท่ากับเขา” ซีวีพูดตามที่คิด ทุกคนเห็นจริงตามนั้น แม้แต่เวทมนตร์รักษาที่ดีที่สุดก็ยังไม่เท่าพลังฟื้นตัวของเซกัน ตราบใดที่เขาไม่ได้แผลที่ถึงฆาตในทันทีมันก็สามารถใช้วิธีการแบบเดิมเพื่อให้การฟื้นสภาพของเซกันทำงานได้
“เซกันต้องสู้กับริแลนท์ และเขาก็เริ่มชินกับการประสานงานกับเซเลนอสแล้วด้วย คู่นี้ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก”
“ท่านเออร์มุน ท่านรีสเลย์ ท่านจีดัส แล้วก็ท่านเคสเทรล รับมือกับกริมเซฟ” มิเดลเลียทวนอีกครั้ง
“ว่าแต่ แน่ใจแล้วเหรอว่าจะไม่ให้นักรบคนอื่นเข้ามาฝึกฝนกับพวกเราด้วย”
“เราคุยกันเรื่องนั้นแล้วนะ” โซนาตาเข้าใจสิ่งที่รีสเลย์อยากบอก แต่เขาคิดว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ใจจริงเขาอยากจะกันพวกที่ฝีมือยังไม่ถึงขั้นออกจากสนามรบให้หมดด้วยซ้ำ แต่มันไม่มีทางเลือกเขาต้องการกำลังรบที่ทำหน้าที่จัดการกับพวกทหารระดับล่าง
เมื่อไม่มีคำถามใดอีก การจำลองจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง โซนาตาคำนวณแล้วว่าพวกเขาจะมีโอกาสจำลองการต่อสู้ได้อีกเพียงสามครั้งเท่านั้น
การจำลองครั้งที่สาม ผลการต่อสู้แทบไม่ต่างจากครั้งก่อน ยกเว้นแค่กลุ่มของรีสเลย์ที่ถ่วงเวลากริมเซฟไว้ได้จนหมดเวลา
การจำลองครั้งที่สี่ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ซีวีรอดแต่มิเดลเลียกลับเป็นฝ่ายตายแทน และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่กลุ่มเซกันทำให้ริแลนท์เจ็บหนักได้
การจำลองครั้งที่ห้า และเป็นครั้งสุดท้าย เป็นครั้งที่สมบูรณ์แบบที่สุด ผลลัพธ์ของมันคือโครินาเลและริแลนท์ถูกสังหาร และเป็นหนแรกที่ทุกคนรอดชีวิตยกเว้นโซนาตา
“ทำให้ได้ตามนี้แหละ เวลาไม่เหลือแล้วด้วย”
“ตามนี้แหละอะไรกัน นายไม่รอดนะ” ซีวีโวยวาย
“นั่นสิ ถ้านายไม่รอด แล้วจะถ่วงเวลาไปเพื่ออะไรล่ะ”
“เรื่องนั้นฉันจัดการเอง” โซนาตาไม่มีความกังวล ขณะที่คนอื่นไม่แน่ใจว่าเขาพูดแบบนั้นอย่างส่ง ๆ หรือเปล่า
การจำลองการต่อสู้เกิดขึ้นจากข้อมูลล่าสุดที่โซนาตามี ผสมกับการคาดการณ์ล่วงหน้า รายละเอียดทั้งหลายถึงจะใกล้เคียงแค่ไหนก็ยังคงต่างจากสถานการณ์จริงที่แต่ละฝ่ายต้องพบเจอ
ซีวี มิเดลเลีย และกองทัพของพามิลเลสพบกับโครินาเลที่ทิศตะวันออกของออสตาร์ มันไม่ต่างจากการจำลองการต่อสู้ ศัตรูของพวกเธอกำลังง่วนอยู่กับการส่งเชลยที่จับมาได้เข้าไปในโรงงาน
“พวกเจ้าดูไม่แปลกใจเลยนะ” โครินาเลกลายเป็นฝ่ายที่สงสัย เธอคิดว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เห็นโรงงานและมนุษย์พวกนี้ก็คงต้องตั้งคำถามว่ามันคืออะไร
“เจ้ากำลังจะสร้างแม่ทัพรุ่นใหม่ใช่ไหมล่ะ” ซีวีเหมือนจะถามแต่ก็ไม่ใช่ เธอรู้อยู่แล้วว่าโครินาเลกำลังทำอะไร
“เอาเถอะ จะรู้อะไรมาก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรได้ อีกไม่กี่ชั่วโมงพวกรุ่นใหม่ก็จะถือกำเนิดขึ้น”
“เจ้าจะไม่ได้อยู่จนถึงตอนนั้นหรอกค่ะ” มิเดลเลียพูดด้วยน้ำเสียงเย็น
ซีวีเข้าปะทะกับโครินาเล เป็นภาพเดิมซ้ำ ๆ ที่มิเดลเลียเคยเห็นมาแล้วหลายครั้ง ต่างกันที่ครั้งนี้โครินาเลตกใจกับพลังและความเร็วที่เพิ่มขึ้นจนทัดเทียมกันตน
“เวลาสั้น ๆ แค่นี้ยังแข็งแกร่งขึ้นได้อีกนะ”
“ไม่ต้องฝืนชมก็ได้นะ” ซีวียิ้ม สีหน้าของเธอผสมกันระหว่างที่มั่นใจในตัวเองและคนที่เตรียมใจมาแล้ว
มิเดลเลียเองก็ทำไม่ต่างจากที่เคยทำในการจำลองการต่อสู้ เธอร่ายเวทนำเอาอสูรอัญเชิญทั้งห้ามาช่วยเสริมกำลังให้ซีวีและป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาขัดขวาง
…พวกเรามีประสบการณ์มาแล้ว ครั้งนี้ชนะแน่นอน…
เซกันและเซเลนอสกำลังตื่นตระหนกเพราะหาริแลนท์ไม่พบ ในการจำลองก่อนหน้านี้ มีการคาดเดาจุดที่ริแลนท์จะอยู่เอาไว้หลายที่ ทุกครั้งพวกเขาจะได้รับข้อมูลเพิ่มในระหว่างเดินทางจนสามารถยืนยันตำแหน่งที่แน่ชัดได้ แต่ความเป็นจริงนั้นต่างออกไป
ริแลนท์ไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะเหมือนโครินาเล เขาไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นแม่ทัพใหญ่เหมือนกริมเซฟด้วยซ้ำ การเคลื่อนไหวของเขาเป็นอิสระไม่ยึดติดกับกฎหรือหน้าที่ใด ๆ
นอกจากเพียงเรื่องเดียว
“ถ้าหาตัวไม่เจอ ก็ไปช่วยคุณโซนาตาสู้กับแรปโซดีแทนเลยดีกว่า” เซเลนอสเสนอความคิด
“เขาเป็นองครักษ์ ถ้าพวกเราทำแบบนั้นอาจจะกระตุ้นให้เขาออกมาได้ แต่ผมห่วงว่าถ้ากริมเซฟหรือโครินาเลตามไปด้วย…”
“ก็ต้องภาวนาขอให้ทางด้านคุณมิเดลเลียกับทางด้านคุณเคสเทรลไปได้สวย เราจะได้ไม่ต้องเจอกับสองคนนั้น”
ด้านรีสเลย์ จีดัส เออร์มุน และเคสเทรลที่เพิ่งถูกพูดถึง ทั้งสี่กำลังต่อสู้กับกริมเซฟอย่างดุเดือด การฝึกในโลกแห่งจิตอาจจะไม่ได้ทำให้ร่างกายของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น แต่อย่างน้อยแต่ละคนก็มีประสาทในการตอบสนองที่ว่องไวกว่าเดิม
จีดัสหลบท่าไม้ตายลมหายใจแห่งความมืดได้โดยไม่ต้องเสียอวัยวะส่วนไหนไป รีสเลย์เรียนรู้ที่จะไม่ใช้แค่แรงปะทะตรง ๆ เออร์มุนใช้เหล่าวิญญาณและอันเดดคอยป้องกันและเป็นหูเป็นตาให้กับทุกคน ส่วนเคสเทรลก็ฉวยโอกาสเล่นงานกริมเซฟทุกครั้งที่มีช่องว่าง
“ถ้ามีแผนอะไรซุกซ่อนอยู่ก็ได้เวลาใช้มันแล้วล่ะ” รีสเลย์หันไปบอกกับหนุ่มผมเงินอย่างไม่ได้คาดหวัง
“แผนคือรอดไปให้ได้” เออร์มุนตอบให้แทน จากนั้นก็เรียกอันเดดจำนวนมากออกมาโดยมีเป้าหมายเดียวคือ ถ่วงเวลาไว้ให้ได้
โซนาตากำลังยืนเผชิญหน้ากับแรปโซดีที่นั่งประทับอยู่บนบัลลังก์ โดยไม่ต้องมีสัญญาณใด ๆ การต่อสู้ได้เริ่มขึ้นแทบจะในทันที
ทุกอย่างดำเนินตามรอยความฝันแทบจะฉากต่อฉาก เริ่มจากแรปโซดีถูกโซนาตายิงจนกระจุย ร่างที่สร้างขึ้นใหม่ของเขาทำอะไรโซนาตาไม่ได้จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้ร่างยักษ์
ร่างยักษ์หุ้มเกราะนี้เป็นสิ่งที่โซนาตาได้ข้อมูลมาตอนที่เชื่อมต่อกับโครินาเล แต่มันไม่ใช่ข้อมูลสุดท้ายที่เขาได้มาเพราะร่างที่เห็นในฝันมีแค่เกราะกับตะบองเท่านั้น
นอกจากเกราะที่หนาขึ้นจนการโจมตีทั่วไปไม่สามารถระคายผิว ร่างใหม่ยังมีถึงหกแขนที่มาพร้อมอาวุธครบมือ ตะบอง หอก ดาบ เคียว กริช และไม้เท้า มันเป็นการโจมตีต่อเนื่องแบบที่โซนาตาไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้พบ
โซนาตาเองก็ไม่คิดว่าแรปโซดีจะวิวัฒนาการได้อีกในระยะเวลาสั้น ๆ แค่นี้ แต่มันก็ยังไม่เกินกว่าที่เขาคาดหมายไว้ อาวุธที่เขาเตรียมมายังใช้ได้
โซนาตาถูกบีบให้วิ่งวนไปรอบ ๆ การโจมตีของเขาแทบจะไร้ผล ปืนปฏิสสารทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการทำลายเพียงเกราะชั้นนอก เพียงแค่ชั่วพริบตาเกราะที่เสียหายก็จะฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิม ส่วนอาวุธทั้งหกของแรปโซดีก็ทำให้เขาไม่สามารถเข้าใกล้ได้ เป็นสภาพที่ไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องด่วนฟันธงไปว่ามันไม่มีโอกาสชนะ
พื้นดินขนาดเท่ากับเมืองทั้งเมืองถูกยกลอยสูงขึ้นโดยต้นไม้ประหลาดที่เป็นส่วนหนึ่งของแรปโซดี มันกลายเป็นเวทีการต่อสู้ขนาดยักษ์กลางเวหา พื้นดินบิดรูปม้วนเข้าใส่โซนาตาราวกับคลื่นยักษ์ ส่วนร่างของแรปโซดีก็ดำผุดดำว่ายอยู่ในก้อนดินที่ถูกย้อมด้วยเมือกสีแดง
ราวกับการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เป็นพยานในการต่อสู้ครั้งนี้ต่างก็หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ บางคนทรุดลงไปนั่งกับพื้นอย่างสิ้นหวัง บางคนก็แทบจะขาดใจตายไปด้วยความหวาดกลัว และอีกไม่น้อยที่ถูกเมือกสีแดงกินเข้าไปโดยที่ไม่มีโอกาสรู้ตัวด้วยซ้ำ
“น่าสมเพชจริง ข้าคิดว่าเจ้าจะทำอะไรได้มากกว่านี้” เสียงแรปโซดีดังมาจากทุกทิศทาง โซนาตาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันมาจากร่างขนาดยักษ์ ต้นไม้ที่มีอยู่ทั่ว หรือว่าแมลงที่กำลังบินอยู่ข้าง ๆ หูของเขา
“การลงทัณฑ์ของเอนน์ผู้สถิตอยู่ในโลกหลังความตาย” โซนาตาพยายามไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เขากระโดดไปมาท่ามกลางพื้นดินและท้องฟ้าที่ถูกพลิกกลับเป็นตลบ ๆ ปากก็พึมพำเสียงเบา
“ว่าไงนะ” เสียงยังก้องมาจากทั่วทุกทิศ
“เวทมนตร์ของเมกิอาพระแม่แห่งเหล่าอสูรอัญเชิญทั้งปวง” โซนาตาพูดต่ออย่างรวดเร็ว เมื่อครู่เขาเกือบถูกรากไม้ยักษ์ตวัดใส่ หากหลบไม่ทันก็คงได้หัวขาดกระจุย
แรปโซดีเพิ่งฉุกใจนึกขึ้นได้ เขาเคยได้ยินประโยคที่โซนาตาพึมพำผ่านความทรงจำของผู้คนที่ตนดูดกลืนมา มันคือคาถาสำหรับร่ายมหาเวท
“โทษะของฟิโลมินาผู้มีอำนาจเหนือปรภพ ขอให้มาเป็นพลังให้ข้า”
ตอนนั้นเองที่แรปโซดีเพิ่งเห็นแสงของลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์สว่างวาบขึ้นจากภายในเสื้อคลุมของโซนาตา เขาซ่อนมันเอาไว้มาก่อน
โซนาตาแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย เขาเอ่ยชื่อคาถา “เอ็กโซดัส”
“คาถาผนึกเทพปีศาจ คิดว่าคาถาแบบนั้นจะใช้ได้ผลกับข้างั้นเหรอ”
สิ้นประโยค ร่างของแรปโซดีก็เริ่มกระบวนการกลายเป็นหิน แต่เขาก็คิดวิธีแก้ไขได้ทันที ด้วยการเร่งสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทนของเก่าที่เสียไป
“ก่อนหน้านี้รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงพยายามจะมองเข้าไปในความทรงจำของแก”
แรปโซดีเชื่อว่าเหตุผลมันชัดเจนอยู่แล้ว โซนาตาต้องการมองหาจุดอ่อนของตน แต่เขาแน่ใจว่าจุดอ่อนที่ว่ามันไม่เคยมีมาก่อน
“ฉันอยากรู้ว่าแกมาที่โลกนี้ได้ยังไง น่าเสียดายที่หาไม่เจอเลย แกพยายามซ่อนความทรงจำตรงนั้นเอาไว้ แล้วเหตุผลก็คือเพราะมันคือจุดอ่อนของแกยังไงล่ะ”
“เพ้อเจ้อ” แรปโซดีทะลวงร่างยักษ์ออกมา วิธีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนด้วยความเร็วสูงนั้นใช้ไม่ได้ผล เขาจึงต้องยอมสละเลือดเนื้อบางส่วนไปแทน
“แกน่ะ ไม่ได้มาโลกนี้ด้วยพลังของตัวเอง มีอะไรบางอย่างดึงแกมา ดังนั้นถ้าใช้เอ็กโซดัสส่งแกกลับไปล่ะก็แกจะไม่มีทางกลับมาที่โลกนี้ได้อีก”
“อ๊ากกกก” ร่างใหม่ที่ตัดขาดจากร่างเดิมก็มีสภาพไม่ต่างกัน มันกำลังจะกลายเป็นไปหินด้วย
“แล้วอย่าคิดนะว่าแกจะได้กลับมาเมื่อผนึกเสื่อมลง แกไม่เหมือนกับเทพปีศาจ ต่อให้ร่างที่เป็นหินถูกทำลายจนหมดมันก็ไม่ได้ไปกระตุ้นอะไร ไม่มีสาวกเทพปีศาจโผล่มาช่วยแก แกไม่มีการตื่นจากผนึกชั่วคราว ทันทีที่แกกลายเป็นหินจนสมบูรณ์ นั่นคือเวลาที่แกจะต้องตาย”
“…” อีกฝายกลายเป็นหินไปแล้ว
“ฉันยังพูดไม่จบเลย…”
“…” ไร้เสียงโต้ตอบ
“เอาเถอะ…”