Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 165: แพ้เหรอ งั้นเริ่มใหม่
ด้านเซเลนอส เซกันและริแลนท์ การต่อสู้ของพวกเขาดุเดือดจนไม่มีใครสามารถเข้าไปในระยะได้ มีทั้งทหารของสองฝ่ายที่พยายามเข้าไปใกล้ แต่ไม่มีใครคนไหนได้รอดกลับออกมาแม้แต่คนเดียว
ระยะดาบของริแลนท์ไกลจนเหลือเชื่อ ครั้งก่อนที่ปะทะกันเซกันแน่ใจว่ามันไม่ได้สร้างความเสียหายไปไกลขนาดนั้น คราวนี้ระยะดาบไม่ได้หยุดแค่เท่าที่ตาเห็น มันพุ่งผ่านสนามรบออกไป ตัดผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในทุ่งโล่ง หิน ดิน หิมะ หรือแม้แต่ภูเขา ทุกอย่างถูกตัดขาดเป็นสองท่อน
ทักษะในการประเมินของเซเลนอสบอกเขาว่าเซกันและริแลนท์ไม่ได้มีฝืมือห่างไกลกัน หากแต่ว่าฝ่ายหนึ่งนั้นแพ้ทางอีกฝ่ายหนึ่ง จุดเด่นของเซกันคือทักษะดาบ แหล่งกำเนิดพลังแห่งความมืดที่เกิดจากการดูดกลืนความเกลียดชัง และพลังฟื้นตัวในระดับเดียวกับอันเดด
แต่ทั้งหมด ไร้ผลกับริแลนท์ ทักษะดาบของเขาสร้างขึ้นเพื่อโต้ตอบเพลงดาบเอเทเซีย เขาสามารถลบพลังธาตุมืดของอีกฝ่ายได้ และยังมีพลังที่ยับยั้งการรักษาอีก นี่คือคู่ต่อสู้ที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดมาเพื่อเอาชนะเซกันโดยเฉพาะ
…ดังนั้น หน้าที่จะทำให้ความเสียเปรียบนี้ลดลงไปก็คือเรา…
เซกันและเซเลนอสเข้ากระหนาบทั้งสองข้างของริแลนท์ ทั้งสองเหมือนกับเครื่องดนตรีสองชนิดที่ต่างก็มีจังหวะและเนื้อเสียงที่แตกต่างแต่กลับลงตัวอย่างน่าประหลาดเมื่อจับมาอยู่ด้วยกัน
ดาบของเซกันมีความอ่อนโยน รวดเร็ว ซับซ้อนและทรงพลัง ดาบของเซเลนอสทั้งว่องไว พลิกแพลงและเต็มไปด้วยเล่ห์กล ในขณะที่ดาบของริแลนท์นั้นว่างเปล่า มันไม่มีอะไรเลยอยู่ในนั้นนอกจากการปฏิเสธด้วยการลบทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไป
ไม่มีฝ่ายใดยอมให้แก่กัน เซกันใช้การตวัดดาบแทง อีกฝ่ายก็เบี่ยงหลบ ริแลนท์ฟันสวน เขาก็เงยหน้าหนี เซเลนอสพยายามแทงเงาเพื่อตรึงอีกฝ่ายไว้แต่ริแลนท์ก็รู้ทัน เขาใช้ปลอกดาบสีขาวปัดชาโดว์เอจอย่างทันท่วงที
เป็นการปะทะดาบที่น่าเหลือเชื่อ ทุกวินาทีที่ผ่านไปทั้งสามคนออกดาบกันคนละมากกว่าสิบครั้ง แต่ไม่มีแม้คนเดียวเลยที่ได้แผลแม้แต่เท่ารอยแมวข่วน เป็นการโจมตีและหลบหลีกไปมาที่ผู้ชมมองแทบไม่เห็น
“เจ้าพวกนั้น ใช่คนหรือเปล่าเนี่ย” ทหารนายหนึ่งเห็นการต่อสู้เหนือมนุษย์ของทั้งสามแล้วก็รู้สึกเข่าอ่อนขึ้นมา
“มาสงสัยอะไรป่านนี้ มันชัดเจนอยู่แล้วว่าพวกนั้นระดับเทพเจ้าไปแล้ว”
“ถ้าสองคนนั้นเอาชนะไม่ได้ แล้วอย่างพวกเราจะมีปัญญาไปทำอะไรได้”
โซนาตากำลังวิ่งอยู่ในปราสาทที่เป็นส่วนหนึ่งของแรปโซดี เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจเผชิญหน้ากับตนตามลำพัง มันจึงเป็นสาเหตุที่สถานที่แห่งนี้ไม่มีทหารหรือองครักษ์เฝ้าอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
แรปโซดีต้องการท้าท้ายโซนาตา ส่วนเขาก็เต็มใจตอบรับคำท้าทายนั้น มันจึงเป็นเหตุผลให้เออร์มุนและเคสเทรลต้องคุ้มกันอยู่ภายนอกปราสาท เพื่อให้แน่ใจว่าการเผชิญหน้าของทั้งสองจะไม่มีเรื่องเกินความคาดหมายเกิดขึ้น
เบื้องหน้าของโซนาตา คือชายหนุ่มผิวแทนผมขาว ผู้มีใบหน้าคล้ายหญิงสาว ตอนนี้โซนาตาเพิ่งนึกออกว่าเขาเคยเห็นใบหน้านี้ที่ไหน มันไม่ใช่ของเด็กชายอาร์-ไนน์ซิก แต่ไปละม้ายกับอาร์-ซีโรทูมากกว่า
“ความรู้สึกที่ได้กินคนทั้งโลกเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่รู้สิ ตอนนั้นทุกอย่างมันดูพร่ามัวไปหมด” แรปโซดีแตะนิ้วเคาะที่หน้าผากตนเองสองที และก็มองโซนาตาอย่างหมายมั่น “ถ้าได้ลองอีกครั้งอาจจะชัดเจนขึ้นก็ได้นะ จะให้ดีก็เริ่มจากกินแกก่อนนี่แหละ”
โซนาตาเริ่มเปิดฉากด้วยการสาดกระสุนจากปืนปฏิสสารที่มีอานุภาพรุนแรงเข้าใส่ร่างแรปโซดี เขาไม่ได้เน้นพลังทำลายของการยิงในแต่ละครั้ง แต่เน้นไปที่ความต่อเนื่องเพื่อให้อีกฝ่ายเสียจังหวะ
แรปโซดีถูกยิงจนกลายเป็นเศษเนื้อในไม่กี่อึดใจ แต่มันก็เป็นเฉพาะร่างมนุษย์เท่าที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าที่ได้รับความเสียหาย ร่างส่วนที่เหลือของเขายังแฝงตัวอยู่ในปราสาท เมือกสีแดงที่ปกคลุมทั่วบริเวณก็พร้อมจะกลายเป็นร่างใหม่ของเขาได้เช่นกัน
แรปโซดีสามารถเลือกที่จะซ่อนตัวต่อไปในปราสาท สร้างร่างขึ้นใหม่มาให้โซนาตาทำลายทิ้ง เขามีทางเลือกที่จะไม่เผชิญหน้าแต่ถ้าทำแบบนั้นเขาเองก็ไม่สามารถเอาชนะโซนาตาได้เช่นกัน แรปโซดีเลือกใช้เส้นทางที่เสี่ยงกว่าคือการนำเอาพลังทั้งหมดมาใช้เพื่อให้ได้ร่างสุดยอด
ยังไม่ทันที่โซนาตาจะยิงจบดี ร่างใหม่ของเขาก็ปรากฏขึ้นมาแทนที่
ปราสาทมีชีวิตปริแตกเนื่องจากถูกร่างที่เหมือนรังไหมยักษ์ดันออกมาจากภายใน จากภายในรังไหมแรปโซดีปรากฏกายขึ้นอีกครั้งในร่างยักษ์หุ้มเกราะ
มันมีขนาดเทียบไม่ได้กับเทพปีศาจหรืออาโร ร่างของแรปโซดีมีความสูงแค่ราวสามสิบเมตรเท่านั้น แต่มันไม่ได้ดูอันตรายน้อยกว่าเลย
แรปโซดีร่างยักษ์สร้างตะบองขึ้นมาจากกระดูกและกล้ามเนื้อ จากนั้นก็หวดใส่โซนาตาด้วยความเร็วปานฟ้าผ่า ร่างใหญ่โตไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัว มันเร็วจนโซนาตาเกือบหลบไม่ทัน
“บอกว่าจะกินไม่ใช่เหรอ นี่มาถึงก็ทุบเอา ๆ”
“พวกหัวแข็งแบบแก ทุบให้น่วมก่อนน่าจะกินง่ายกว่า”
ตะบองของแรปโซดีรุนแรงไม่ด้อยไปกว่าการโจมตีของกริมเซฟ โซนาตาแน่ใจว่าหากพลาดถูกมันเข้าสักครั้ง หากไม่เจ็บหนักก็ต้องถึงฆาต
ปืนลั่นออกไปอีกหลายครั้ง โซนาตายิงเฉพาะเมื่อเขาแน่ใจว่ามันจะถูกเป้าหมาย แต่กระนั้นเกือบครึ่งหนึ่งของวิถีกระสุน แรปโซดีก็มองการโจมตีออกและใช้ตะบองปัดป้องไว้ได้ ยิ่งต่อสู้นานไปโซนาตาก็ยิ่งพบว่าตนเองเสียเปรียบ
“จะจัดการข้าไม่ใช่เหรอ อย่ามัวแต่หนีสิ”
…เข้าใกล้ไม่ได้เลยแฮะ…
ด้านของจีดัสและรีสเลย์ สองสหายงัดทุกยุทธวิธีมาใช้ ทั้งอุบาย ทั้งพละกำลัง ทั้งหน่วยรบมังกรของรีสเลย์ มันได้ผลอยู่บ้างในช่วงแรก แต่ความพยายามทั้งหมดก็ไร้ค่าเมื่อกริมเซฟกลายร่างเป็นมังกรดำ
มังกรยักษ์คำรามเพียงครั้งเดียวทหารจำนวนมากก็สูญเสียการได้ยินไปตลอดกาล ลมจากปีกสีดำทมิฬไม่เพียงแค่พัดพาร่างของทหารและเครื่องกลสงครามกระจัดกระจายไปทั่ว มันยังคร่าชีวิตของทหารผู้โชคร้ายไปอีกมากมาย หางที่เต็มไปด้วยเกล็ดที่คมกริบนั้นเหมือนแส้ที่ติดใบมีด บางครั้งกริมเซฟเพียงแค่หมุนตัวไปมามันก็ทำให้เกิดเหยื่อเคราะห์ร้ายขึ้นได้แล้ว
เหนืออื่นใดคือลมหายใจสีดำที่มองผิวเผินแล้วเหมือนกับหมอกสีดำ มันคือยมทูตที่พรากชีวิตของผู้คนไปเป็นอันดับหนึ่ง ทุกครั้งที่กริมเซฟใช้ท่านี้ ทุกอย่างที่อยู่ในวิถีการโจมตีจะถูกกวาดออกไปจนเหลือแค่เพียงผืนดินว่างเปล่า
รีสเลย์ตกใจร้องเสียงหลง เขาเพิ่งเห็นว่าการโจมตีของกริมเซฟไม่ได้กวาดเอาแค่พวกทหารไปเท่านั้น แต่มันยังเอาแขนข้างซ้ายของจีดัสไปด้วย
“เป็นอะไรมากไหม”
“สบายดี” จีดัสตอบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโต คาถารักษาระดับล่างไม่สามารถช่วยให้อวัยวะที่เสียไปกลับมาได้
“มันจะไปสบายดีได้ยังไง” รีสเลย์ถามเองตอบเองเสร็จสรรพ แขนขาดไปข้างอย่างน้อยที่สุดจีดัสก็ใช้ธนูคู่ใจของเขาไม่ได้แล้ว
พวกเขาไม่อยากยอมรับ แต่พวกเขาทำทุกสิ่งที่สามารถทำได้แล้ว อีกไม่นานใครคนใดคนหนึ่งจะตาย และคนที่เหลือก็จะตายตามไป
ด้านมิเดลเลียและซีวี พวกเธอเกือบจะจัดการกับโครินาเลได้แล้ว มันเป็นความประมาทเพียงชั่วเสี้ยววินาที ซีวีตั้งใจเข้าไปซ้ำโครินาเลที่กำลังเสียหลัก เธอไม่รู้ว่ามันคือกับดัก
“อย่าเข้าไปค่ะ” มิเดลเลียอ่านออกและร้องห้ามปราม แต่มันช้าไปแค่ก้าวเดียว
กร๊อบบ
คอของหญิงสาวถูกบิดจนผิดรูป เธอใช้มือทั้งสองข้างต้านเอาไว้แล้วแต่มันก็ช่วยได้แค่ไม่ให้หัวของเธอหลุดออกจากร่าง
…ยังไม่ตาย ต้องรีบรักษา… มิเดลเลียไม่ห่วงความปลอดภัยของตัวเอง เธอพุ่งเข้าไปในระยะโดยไม่กลัวที่จะถูกเล่นงานไปด้วย
มิเดลเลียร่ายเวทเทราฮีล ด้วยคาถารักษาระดับนี้อย่าว่าแค่คอหัก ต่อให้เจ็บสาหัสกว่านั้นก็สามารถหายเป็นปลิดทิ้งได้ในพริบตา ปัญหาคือโครินาเลก็ไม่ยอมให้เธอทำได้สำเร็จ
ร่างของซีวีถูกดูดหายเข้าไปในโพรงที่พื้น ทุกคนต่างก็ตกใจที่อยู่ ๆ ก็มีโพรงแบบนั้นปรากฏขึ้น เมื่อสังเกตให้ดีพวกเขาก็ได้คำตอบ โพรงนั้นเกิดขึ้นจากเมือกสีแดงของแรปโซดี
“ไม่ทันแล้ว ซีวีกำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นสารอาหารให้ท่านแรปโซดี แล้วเธอเองก็จะเป็นรายต่อไป”
มิเดลเลียไม่คิดที่จะรอดกลับไป ไม่ใช่ว่าเธอไม่รักชีวิต แต่เพราะว่าข้างหลังยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ไม่มีพลังแม้แต่จะป้องกันตัวเอง เธอโชคดีกว่าคนเหล่านั้นเพราะมีสายเลือดของเทพไหลเวียนอยู่ในร่าง มันจึงเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องตอบสนองต่อความคาดหวังของทุกคน
“ชีพสังเวย แดทโทเนท” สิ้นคำนักบวชที่ต่อสู้เคียงข้างเธอก็ล้มลงไป เธอใช้ชีวิตของพวกเขาเป็นเครื่องสังเวยในการโจมตีใส่โครินาเล
เป็นกลยุทธ์เดิมแต่ก็ยังใช้ได้ผลเป็นอย่างดี มิเดลเลียไม่ได้สนว่าร่างกายของเธอก็กำลังจะพังไปด้วย ขอแค่ลากโครินาเลไปลงนรกด้วยกัน ต่อให้ต้องสละมากกว่านี้เธอก็เต็มใจ
…ขอโทษนะคะทุกคน ที่ต้องดึงทุกคนไปด้วยกับข้า… มิเดลเลียแอบเหลือบมองไปยังพวกนักบวชมากมายที่ยืนสนับสนุนอยู่ แต่ละคนพยักหน้าให้เพื่อจะสื่อว่าพวกเขาล้วนแต่ฝากชีวิตไว้ในมือเธอแล้ว
รีสเลย์นั่งชันเข่าหมดอาลัยตายอยาก เขาไม่เหลือเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นสู้อีก หน้าอกของเขามีรูโบ๋ขนาดที่สามารถเอากำปั้นใส่เข้าไปได้อย่างสบาย แขนข้างหนึ่งประคองศีรษะของจีดัสเอาไว้ มันเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายของเพื่อนที่เหลืออยู่
รีสเลย์พยายามเอื้อมมือไปหยิบหอกที่หล่นอยู่ข้างตัว แต่แขนของเขามันไม่ทำตามคำสั่ง ไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
เขาหวนนึกถึงภาพของหญิงอันเป็นที่รักทั้งสอง หญิงสาวคนแรกมีทารกตัวน้อยในอ้อมอก เธอยิ้มให้กับเขาอย่างอ่อนโยน รีสเลย์นึกถึงภาพของผู้คนอีกมากมายที่จากไปแล้วและกำลังจะจากไป อลิเวียน้องภรรยาที่มักจะโมโหใส่เขาอย่างไม่มีสาเหตุ จีดัสที่เคยเป็นทั้งคนที่เขาอยากฆ่าที่สุดแต่ก็กลับกลายมาเป็นเพื่อนรัก
…นี่มันจบลงแล้วจริง ๆ สินะ ข้า ไม่สิ มนุษย์ทั้งโลกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้…
โซนาตารู้สึกได้ ดวงไฟแห่งชีวิตของผู้คนกำลังดับมอดลง ซีวี มิเดลเลีย รีสเลย์ จีดัส เซกันและเซเลนอส หรือแม้แต่เออร์มุนและเคสเทรลที่สู้อยู่ไม่ห่างออกไป พวกเขากำลังอ่อนแรงลงและจะพ่ายแพ้ในที่สุด
โลกทั้งโลกกำลังจะจบสิ้น ความพยายามทั้งหลายต่างก็ไร้ค่า โซนาตาทำดีที่สุดแล้วแต่นี่คือชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยงได้ เช่นเดียวกับโลกเดิมที่ถูกแรปโซดีดูดกลืนจนเหลือเพียงเขาเป็นคนสุดท้าย
ภาพของโซนาตาซ้อนกับอาร์-ซีโรทู มนุษย์เพียงคนเดียวในโลกเก่าที่แรปโซดีรัก โซนาตายังคงต่อสู้ต่อไปแม้จะไม่เหลือความหวังแล้ว เขากำลังจะกลายเป็นมนุษย์ หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นก็คือสิ่งมีชีวิตอย่างสุดท้ายที่เหลืออยู่
“ทำได้ดีแล้วล่ะแต่มันได้เวลาแล้ว ยอมให้ข้ากินซะเถอะ”
แล้วทุกอย่างก็จบสิ้น…
“โอเค มาเริ่มใหม่เถอะ” โซนาตาบอกกับทุกคน
เหล่าสายเลือดเทพทั้งหก รวมทั้งเซกันและเคสเทรลลืมตาขึ้นในห้องโล่ง ๆ ที่มีเพียงความมืดมิด ซีวีเป็นคนแรกที่เข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเธอเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน
“เอ๋!! เมื่อกี้ ฝันงั้นเหรอ”
“อะไรกันทุกคนลืมไปหมดแล้วสินะ” โซนาตาถอนหายใจ ดูเหมือนว่าจะมีแค่เขากับจีดัสที่กำลังนั่งกลั้นขำอยู่เท่านั้นที่จำได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“เดี๋ยวนะ สงครามเมื่อกี้” รีสเลย์เพิ่งนึกออก เพื่อให้การจำลองการต่อสู้สุดท้ายสมจริงที่สุด โซนาตาจึงตั้งเงื่อนไขไว้ไม่ให้ทุกคนรู้ตัวว่ามันคือการจำลอง แต่ตัวเขาเองและจีดัสก็ดันรู้ตัวก่อนคนอื่น
“ไม่ใช่เวลามาทำเป็นตลกนะคะ” ซีวีหันไปดุใส่จีดัสแก้เขิน “พวกเราแพ้ยับเยินเลย”
“ใช่แล้ว” รีสเลย์ยังหน้าแดงเมื่อนึกว่าเขาทำอะไรไปบ้างตอนที่คิดว่าจะตาย “ระหว่างที่กำลังฝึกอยู่นี่ พวกข้างนอกก็กำลังรบกันอยู่ ป่านนี้มันอาจจะกินทั้งโลกไปแล้วก็ได้”
“รีบไปตอนนี้ค่าก็ไม่ต่างกันหรอก พวกเราชนะสามองครักษ์ได้แค่คนเดียวเท่านั้น” จีดัสหันไปมองทางซีวีและมิเดลเลีย มีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่เอาชนะได้แต่มันก็แลกกับชีวิตของทั้งคู่
“ฉันมั่นใจว่าแรปโซดีอยากสู้กับฉันตามลำพัง แต่มันไม่มีอะไรยืนยันว่าถ้ามันกำลังจะแพ้ พวกองครักษ์จะไม่เข้ามายุ่ง อย่างน้อยก่อนที่ฉันจะล้มมันได้ พวกนายแต่ละกลุ่มห้ามตายเด็ดขาด”
“ใครจะไปอยากถูกฆ่าฟะ” รีสเลย์บ่นอุบอิบ
โซนาตาไม่สนใจคำบ่นของรีสเลย์ แม้ว่าเวลาในโลกความฝันจะทำให้พวกเขามีเวลามากกว่าข้างนอก แต่ทุกอย่างก็กำลังงวดเข้ามาใกล้ เพื่อให้โอกาสชนะเพิ่มขึ้นแม้อีกเพียงน้อยนิด พวกเขาก็ต้องฝึกจนกว่าจะถึงที่สุด
แล้วการต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เหมือนกับนรกก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง คราวนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเออร์มุนถูกส่งไปช่วยทางรีสเลย์กับจีดัส ส่วนเคสเทรลก็ไปเสริมกำลังให้ทางเซกันและเซเลนอส
ทั้งที่ของเดิมก็พ่ายแพ้หมดรูป แต่โซนาตาแอบปรับความแข็งแกร่งของพวกแรปโซดีขึ้นอีกนิด เขาต้องการให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรที่เกินกว่าความคาดหมายเกิดขึ้นในศึกจริง
ด้านเซกัน เซเลนอส และเคสเทรลเป็นกลุ่มแรกที่จบการต่อสู้ได้ ริแลนท์ถูกสังหารหลังจากการต่อสู้เริ่มไปได้ไม่กี่นาที แต่มันได้ผลลัพธ์ที่โซนาตาไม่พอใจเพราะว่ามันต้องแลกกับชีวิตของเซเลนอสและเคสเทรล
ด้านซีวีและมิเดลเลีย หลังจากใช้เวลาอยู่นานพวกเธอก็จัดการโครินาเลสำเร็จเช่นกัน แตกต่างจากคราวก่อนแม้ว่าคราวนี้ซีวีจะไม่รอด แต่มิเดลเลียกลับรอดมาได้อย่างฉิวเฉียด
ที่น่าเศร้าที่สุดคือ กลุ่มของรีสเลย์ จีดัสและเออร์มุน การที่มีเนโครแมนเซอร์ในตำนานมาช่วยไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์เลย ทั้งสามถูกฆ่าโดยที่สร้างบาดแผลให้กริมเซฟเพียงเล็กน้อย