Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 194: การตัดสินใจของเอ็นดริค
“วอลันเปลี่ยนเป็นชาลูชาลูเสร็จสิ้น กรุณาเลือกอาชีพจากรายการต่อไปนี้ ชาลูสเปียร์มาสเตอร์ ชาลูวอร์ริเออร์ ชาลูชาแมนและชาลูวิซาร์ด”
“ใช่จริงด้วย! ดีนะคะที่เลือกสายนี้ก่อน สายนี้น่าจะมีอาชีพเยอะกว่า มีตั้งสี่แบบแน่ะ”
“ยังไม่ได้เห็นอีกสายพันธุ์ซะหน่อย”
“อาชีพพวกนี้อาจจะมีอาชีพขั้นสูงต่อไปอีกก็ได้ งั้นต้องเลือกดี ๆ” เหมือนไม่ได้สนใจที่ไคเลอร์ขัดคอ แอมเบอร์กำลังปลื้มปริ่มกับการเปลี่ยนไปของลูกน้องเธอ
“ชาลูชาแมน น่าจะเป็นตัวที่ชุบชีวิตพวกชาลูด้วยกันได้ ส่วนชาลูวิซาร์ดก็ต้องเป็นตัวที่ยิงเวทมนตร์แน่นอน ชาลูวอร์ริเออร์อาจจะเป็นขั้นก่อนของชาลูที่ใส่ชุดเกราะ…”
“ชาแมนถ้าชุบชีวิตได้เฉพาะพวกชาลูก็ไร้ประโยชน์ ตอนนี้ความสามารถของคุณยังควบคุมซัมมอนได้แค่ตัวเดียว ที่น่าสนใจจึงเหลือแค่วอร์ริเออร์และวิซาร์ด”
“วอร์ริเออร์และวิซาร์ดงั้นเหรอ” แอมเบอร์กุมคางครุ่นคิด
“วิซาร์ดก็ไม่เลวนะ เธอใช้ปืน วอลันก็ใช้เวทมนตร์ แค่นี้ก็จัดการศัตรูจำนวนมากได้ก่อนที่จะถูกเข้าถึงตัว”
“ก็จริงนะคะ”
“งั้นก็เลือกชาลูวิซาร์ดเลยครับ”
“สเปียร์มาสเตอร์ค่ะ ยืนยันค่ะ”
“อะ… อ้าววว”
“วอลันเปลี่ยนอาชีพเป็นสเปียร์มาสเตอร์เสร็จสิ้น”
“เห็นว่ามีสเปียร์สแตบ Lv. 3 กับเบสิกสเปียร์มาสเตอร์รี Lv. 6 อยู่แล้ว ถ้าไปสายอื่นก็น่าเสียดายนี่คะ”
ไคเลอร์กุมขมับ ช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมาเขาน่าจะรู้แล้วว่าแอมเบอร์มองผิวเผินเหมือนคนหัวอ่อนไม่ค่อยเถียงหรือขัดคอใคร แต่ความจริงเธอนึกจะทำอะไรก็ทำทันทีชนิดที่ใครก็ห้ามปรามไม่ทัน
การเดินทางของทั้งคู่เกือบจะจบลงแล้ว แต่ที่ยังไม่จบเพราะพวกเขาเดินออกนอกเส้นทางไปไกลกว่าที่ตั้งใจไว้ ในสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากโบราณสถานมาก ทั้งสองได้พบกับสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ
มันคือป้อมปราการขนาดย่อม
“เฮ้ย นี่มัน… เซคเตอร์โฟร์” ไคเลอร์มึนงงที่ได้เห็น เขาแน่ใจว่าไม่ได้คิดไปเอง ป้อมนี้คือส่วนศูนย์กลางของยานที่ทุกคนเข้าใจว่ายังอยู่ในเมือง
“หมายความว่ายังไงคะ”
“ก็หมายความว่า พวกไซริลแอบแยกตัวออกมาพักใหญ่แล้วยังไงล่ะ พวกที่เหลือในศูนย์กลางก็คงเป็นพวกที่ถูกทิ้งไว้เหมือนกัน”
“พวกนี้หนีออกมา… โดยไม่ได้บอกคุณ หรือคุณฟิลิเซียเนี่ยนะ”
“ก็คงเพราะรู้ว่าผมกับฟิลิเซียเลือกช่วยคนนั่นแหละ”
ไคเลอร์ดูเจ็บแค้น เขาเม้มริมฝีปากแน่น มือก็กำแน่นเช่นกัน เล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนแอมเบอร์เห็นเลือดซึม ไคเลอร์ไม่ได้โกรธที่ตนเองหรือฟิลิเซียถูกทิ้งไว้ ทั้งแน่ใจว่าตนเองและฟิลิเซียต่างก็ยังเอาตัวรอดได้ แต่นึกภาพของผู้คนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เขาสงสัยว่าไซริลทำได้อย่างไร คนพวกนั้นไม่กี่วันก่อนหน้านี้ยังเป็นคนที่พวกเขาต้องดูแลปกป้องอยู่เลย
“จะหนีออกมาทั้งที ทำไมไม่ออกจากเกาะไปเลย”
“เดาว่าเพราะโดรนเก็บข้อมูลถูกทำลายไปหมด พวกนี้ไม่รู้ว่าข้างนอกสถานการณ์ดีหรือแย่กว่าตรงนี้ จนกว่าจะแน่ใจว่าข้างนอกปลอดภัยกว่า พวกเขาก็เลยยังรอคอยอยู่”
“คงจะคิดว่าถ้าไม่ต้องปกป้องคนแล้ว อย่างชาลูก็คงไม่มีปัญหาด้วยมั้งคะ”
แอมเบอร์เดาดูบ้าง ข้อมูลล่าสุดที่ได้มาจากหลายแหล่ง โลกภายนอกกำลังเกิดมหาสงครามใหญ่ ระหว่างพวกชาลูที่พวกไซริลประเมินแล้วว่ายังรับมือได้ กับสงครามที่น่าจะวุ่นวายมากกว่าไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า มันทำให้พวกเขายังตัดสินใจรอคอยต่อไป และถ้าหากวันหนึ่งปัญหาของชาลูมันใหญ่เกินกว่าจะรับมือได้ พวกเขาก็แค่ย้ายยานหนีไป
ไคเลอร์และแอมเบอร์ทำได้เพียงแค่มองและจากไปอย่างเงียบ ๆ พวกเขาบอกตัวเองว่าอย่างน้อยเรื่องมันก็จบลงโดยที่ไม่ต้องต่อสู้เพราะความคิดที่แตกต่าง แล้วก็หวังว่ามันจะจบลงแค่นี้จริง ๆ
วันที่สิบสี่…
ไคเลอร์และแอมเบอร์มารวมกลุ่มกับโซลิเนในเช้าวันนี้ ในขณะที่ทุกคนฮือฮากับพลังใหม่ของแอมเบอร์ ทางฝ่ายของเธอเองก็ตื่นตาตื่นใจกับฐานทัพใหม่ที่แตกต่างจากที่เธอคิดไว้อย่างสิ้นเชิง
ตอนเธอได้ยินว่ามันอยู่ใต้ดินของโบราณสถาน แอมเบอร์คิดไปแล้วว่ามันคงเต็มไปด้วยซากโทรม ๆ ที่อับชื้น มืดมิดอึมครึม และต่อให้ได้รับการยืนยันว่ามันมีเนื้อที่กว้างพอเธอก็เข้าใจว่ามันคงกว้างระดับถ้ำใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่พอมาถึงทุกอย่างก็ต่างจากที่คิดไว้มาก
พื้นบางส่วนเป็นกระเบื้องโบราณที่น่าจะมีอายุหลายร้อยหรือหลายพันปี แต่บางส่วนกลับเป็นพื้นดินที่ไม่ต่างจากด้านนอก นอกเหนือจากนั้นมันยังมีดอกไม้และต้นหญ้าขึ้นอยู่ทั่ว
เธอไม่รู้ว่ามันคือดอกไม้แบบไหนและทำไมถึงได้มาขึ้นอยู่ในที่มืด ๆ แบบนี้ และความประหลาดใจก็ถาโถมใส่อีกครั้งเมื่อเห็นว่าโบราณนี้นี้มีชั้นที่ลึกลงไปอีก แถมชั้นที่ว่าดันสว่างไสวกว่าชั้นบนด้วย
“เฮ้ย” ไคเลอร์หลุดอุทานออกมา เขาเคยเห็นพืชต่างดาวแปลก ๆ มาไม่น้อย แต่ก็ไม่ทันได้เตรียมใจว่าจะได้พบกับมอสเรืองแสงที่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ในชั้นล่าง
“อย่าเพิ่งตกใจไป เดี๋ยวยิ่งลงลึกกว่านี้ก็ยิ่งมีเยอะ” โซลิเนอวดฐานใหม่อย่างนึกสนุก
ไม่ใช่แค่ธรรมชาติที่แปลกประหลาด งานส่วนอื่นก็คืบหน้าเร็วจนน่ากลัว พวกโซลิเนเพิ่งจะมาถึงก่อนหน้าไคเลอร์ได้ไม่กี่ชั่วโมงแต่พวกเขาก็จัดการงานไปได้ไกลแล้ว ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณเทคโนโลยีของฟอลลอนคอร์เปอร์เรชันที่ลงทุนขนมาแบบจัดเต็ม และอีกส่วนก็ต้องนับว่าเป็นผลงานมาจากแรงงานชั้นยอดอีกหลายพันชีวิต
“ก่อนอื่นเลยก็พวกสาธารณูธโภคพื้นฐาน โชคดีที่หลายอย่างที่เอามาจากฟอลลอนทาวเวอร์ยังใช้งานได้ดี แล้วตอนนี้เราก็กำลังสร้างที่พักให้กับทุกคนด้วย”
โซลิเนพาไคเลอร์เดินดูรอบ ๆ ของชั้นบนและชั้นกลาง ทางเข้าออกของโบราณสถานมีสองด้าน ทางหลักคือทางที่พวกเขาเข้ามา ส่วนอีกทางเป็นเส้นทางเล็ก ๆ ที่โซลิเนออกคำสั่งให้ซ่อนเอาไว้จากการมองเห็นภายนอก
มีสิ่งที่รูปร่างคล้ายอาคารขนาดเล็กปรากฏให้เห็นทั่วไปในชั้นบนสุดที่มืดกว่า แทนที่จะเรียกว่าเป็นอาคารบ้านเรือน พื้นที่ส่วนนี้น่าจะเหมาะเรียกว่าที่ซุกหัวนอนมากกว่าเพราะมันยังไม่มีเครื่องเรือนหรือเครื่องใช้ครบถ้วน
ชั้นกลางที่เพดานมีระดับความสูงต่ำกว่าชั้นบนและมีแสงสว่างจากพวกมอสเรืองแสง ถูกซอยย่อยออกเป็นห้องเล็กห้องน้อยและถนนหนทาง เพราะความสว่างตลอดเวลาพวกเขาจึงตัดสินใจใช้ที่นี่เป็นที่ทำงานมากกว่าจะเป็นที่พักผ่อน แอมเบอร์พบว่าที่นี่นอกจากพืชที่เหมือนกับหญ้าที่เติบโตในที่มืดมันยังมีพืชบางชนิดที่สามารถกินได้ด้วย แม้รสชาติจะไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม
มอสเรืองแสง พืชที่ไม่ใช้แสง สารพัดแมลง สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก พวกมันเหล่านี้คือระบบนิเวศสำคัญของชั้นบนและชั้นกลางนั่นเอง
ส่วนชั้นล่างสุด มีสิ่งที่ทำให้โซลิเนถึงกับอ้าปากค้างมาแล้ว ทะเลใต้ดินที่นอกจากเต็มไปด้วยปลาที่อาศัยอยู่ในความมืด ปลาและสัตว์น้ำจากข้างนอกก็มีหลงเข้ามาอยู่ในนี้อยู่ไม่น้อย
“ทะเลในความมืดนี่แหละ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราย้ายมาปักหลักที่นี่”
แอมเบอร์กำลังมองคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังใช้อุปกรณ์ย้อนยุคอย่างแหในการจับปลา ในขณะที่ด้านข้างของเขามีหุ่นยนต์ที่กำลังจับปลาด้วยวิธีการล่อปลาด้วยคลื่นเสียง เป็นภาพที่ดูไม่เข้ากันเลยสักนิด แต่เพื่อหาเลี้ยงปากท้องของคนหลายพันคน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการแบบไหนพวกเขาก็ไม่เกี่ยง
“เสบียงของเราร่อยหลอลงทุกวัน เครื่องผลิตอาหารเองก็มีขีดกำจัด เลยต้องมาจับปลาเพิ่มนี่แหละครับ แถวนี้ปลาชุกชุมจนน่าตกใจเลย” ไมสเตอร์ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนออกมาอธิบายเพิ่ม
“หวังว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาให้ได้นะ” ไคเลอร์เปรยขึ้น
ไคเลอร์มองดูทะลสีดำด้วยความกังวลใจ เขากำลังนึกภาพว่าถ้ากลุ่มอื่นรู้ว่ามีแหล่งอาหารแบบนี้อยู่ใกล้ ๆ มันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาหรือเปล่านะ
ด้านกลุ่มของเอ็นดริคสงครามระหว่างกลุ่มของเขาและชาลูดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ ฝ่ายมนุษย์งัดเอาทุกอย่างที่มีออกมาตอบโต้ ไม่ว่าจะกับดักมากมายที่ถูกวางเอาไว้ หุ่นรบของจักรวรรดิที่ถูกเก็บกู้มาดัดแปลง การโจมตีทั้งระยะใกล้และไกล
พวกชาลูล้มตายมากมายจนไม่ว่าจะเหลียวมองไปทางไหนก็มีแต่ซากศพของพวกมันให้เห็น กลุ่มของเอ็นดริคต้านทานการโจมตีได้ดีที่สุดแล้ว ปัญหาคืออีกฝ่ายมีจำนวนที่ราวกับไร้ที่สิ้นสุด
ตัวหนึ่งล้มลง อีกสิบตัววิ่งกรูเข้ามา เส้นทางที่ถูกบีบให้แคบลงช่วยให้ฝ่ายมนุษย์ได้เปรียบขึ้น แต่มันก็เป็นแบบนั้นอยู่ได้ไม่นาน
ไคชาลูสายพันธุ์ใหม่ที่ตอนนั้นกลุ่มเอ็นดริคยังไม่ได้ตั้งชื่อ ไต่มาตามอาคารสูงที่ชาลูทั่วไปยากจะผ่านเข้าไปได้ บางส่วนหาทางระบายน้ำพบและทะลวงการป้องกันขึ้นมา
อีกไม่น้อยที่ใช้วิธีบ้าบออย่างการดีดตัวโดยใช้เครื่องยิงที่ขโมยมาจากชาวโอรินอส พวกมันส่วนใหญ่จะตายในทันทีที่ตกลงสู่พื้น แต่ก็มีบางตัวที่โชคดีรอดไปได้
ชาลูอาจจะบ้าคลั่งและไม่รักตัวกลัวตาย เมื่อพวกมันล้มตายไปมากขนาดนี้มันก็เป็นจังหวะที่พวกชาแมนได้ออกโรง พวกเจ้าเล่ห์เหล่านี้จะรอคอยอยู่ในแนวหลัง พวกมันใช้เวทมนตร์เฉพาะตัวคืนชีวิตให้กับพวกเดียวกันเอง ศพที่ยังพออยู่ในสภาพที่ดีจะคืนชีพกลับมาอย่างสมบูรณ์ แต่บางส่วนก็จะมีสภาพไม่ต่างจากซอมบีในหนังสยองขวัญ
ไม่ว่าจะแบบไหนก็นับเป็นคราวซวยของเหล่ามนุษย์ พวกเขาต้องทุ่มสุดแรงเพื่อต้านทานการบุกจึงไม่ง่ายเลยที่จะจัดการกับศพไปด้วย มันคือหายนะ
ในช่วงระหว่างพักยกของคืนวันที่สิบสี่ ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจึงปรากฏ
“สามพันห้าร้อยหกสิบหกคนครับ” มือขวาของเอ็นดริครายงาน เขาตัดรายชื่อคนเจ็บหนักและคนสาบสูญทั้งหมดเป็นคนที่ตายไปแล้ว
“เหลือแค่หมื่นสองกว่า ๆ” เอ็นดริครู้สึกประหลาดใจที่เหลือมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้ ดูจากจำนวนศพที่เหลืออยู่และที่ถูกชาลูลักไปเป็นอาหาร เขาคิดว่าจะตายไปเกือบครึ่งแล้วด้วยซ้ำ
“โชคดีที่พวกมันหยุดมือไป อาจจะเพราะมันได้… อาหารเพียงพอแล้ว” อดีตหัวหน้าชุมชนแห่งหนึ่งพูดอย่างอึดอัดใจ
“ต้องเตรียมการรับมือ พวกมันต้องบุกเข้ามาอีกแน่” เอ็นดริคกำลังเค้นความคิดว่าจะมีวิธีการใดให้โต้กลับ หนึ่งในนั้นคือการมองหาที่มั่นใหม่ที่ได้เปรียบชัยภูมิยิ่งกว่านี้
“จริงสิ เกิดเรื่องของพวกชาลูขึ้นก่อน ผมเลยยังไม่ได้รายงานเรื่องนั้นให้คุณทราบ” มือขวายื่นอุปกรณ์บางอย่างให้ มันฉายภาพโฮโลแกรมของสถานที่แห่งหนึ่ง
“อะไรเนี่ย เมืองงั้นเหรอ”
“โบราณสถานเทลิกครับ แต่ก็ใช่แหละ ตอนนี้กลุ่มโซลิเนย้ายไปที่นั่นและมันก็กำลังกลายเป็นเมือง”
เอ็นดริคไล่ดูภาพถ่ายที่คนของเขาที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มของโซลิเนส่งมาให้ เขาเห็นอาคารบ้านเรือนที่ถูกใช้เป็นที่พัก สิ่งอำนายความสะดวกหลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกย้ายจากฟอลลอนทาวเวอร์ไปใช้กับที่นั่นแทน ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจนัก แม้แต่ภาพของชั้นกลางที่มีแสงสว่าง จนกระทั่ง…
“แม่น้ำใต้ดิน...”
“มันคือทะเลใต้ดินครับ… แน่นอนว่ามีสัตว์น้ำด้วย”
กลุ่มเอ็นดริคเคยมีความคิดว่าอยากย้ายไปอยู่ใกล้ทะเลหรือแม่น้ำเช่นกัน หากมีฐานทัพอยู่ใกล้แหล่งอาหารปัญหาเรื่องเสบียงที่เป็นปัญหาใหญ่สุดก็จะหมดไปในทันที แต่พวกเขาล้มเลิกความคิดนี้ในตอนที่รู้ว่ามันเสี่ยงแค่ไหน
ชาลูจับจองแม่น้ำทุกสายไว้แล้ว พวกมันกินทุกอย่างที่จับได้จนสัตว์แทบทุกชนิดในดินแดนนี้เกือบสูญพันธุ์ มีหรือที่สิ่งมีชีวิตที่หิวกระหายตลอดเวลาแบบพวกมันจะไม่รู้ว่าแม่น้ำคือแหล่งอาหารสำคัญ
ที่ยังเหลือก็คงมีแต่ทะเล ไม่รู้เหตุใดแต่ชาลูไม่ได้ให้ความสนใจกับทะเลนัก มันคือแหล่งทรัพยากรที่แทบไม่ได้ถูกชาลูแตะต้อง แต่เมื่อจินตนาการว่าต้องทิ้งเมืองที่เหมือนเป็นป้อมปราการและไปตั้งรกรากอยู่ในที่เปิดโล่งใกล้ทะเลแล้ว ใครล่ะจะกล้า
ทะเลใต้ดินนี่ต่างออกไป ถ้าเป็นสถานที่แบบนี้พวกเขาก็ไม่ต้องเสี่ยงอยู่ในพื้นที่เปิด
“ดูดีนะ แต่ไปอยู่ที่แบบนั้นจะไม่กลายเป็นเหมือนขังตัวเองเอาไว้เหรอ ถ้าถูกพวกชาลูปิดทางออกไว้นี่ก็หมดทางหนีเลย” เอ็นดริคประเมิน
“ได้ยินมาว่ามันมีทางเข้าออกสองทางครับ ทางนึงถูกซ่อนเอาไว้ ถ้าจำเป็นก็คงอพยพหนีออกมาได้”
“พวกนั้นยังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกมาเป็นระยะ น่าจะยังไม่ตัดใจเรื่องที่เซคเตอร์อื่นอาจจะมาช่วย บางทีพวกเขาอาจจะสนใจแค่เอาตัวรอดให้ได้จนกว่าจะถึงเวลานั้น”
“งี่เง่าน่ะ สิบสี่วันแล้วนะ… ถ้าจะมีใครมาช่วยป่านนี้คงติดต่อมาบ้างแล้ว” ชายกลางคนผู้เป็นหัวหน้าใหญ่สบถ “เซคเตอร์อื่นคงไม่รอดหรอก หรือต่อให้รอดพวกมันก็คงเหมือนไซริลนั่นแหละ พวกเราจะเป็นจะตายยังไงมันก็ไม่สน”
“ข่าวร้ายคือ…” มือขวาเอ่ยต่อ “ข่าวเกี่ยวกับเมืองใหม่ของโซลิเนกระจายไปในกลุ่มเราแล้วครับ ทุกคนตื่นเต้นกันมาก”
“ว่าไงนะ เจ้าพวกนั้นคิดจะย้ายไปอยู่กับยายหนูอ่อนโลกนั่นเหรอ”
“ถ้ามองสถานการณ์ย่ำแย่ในตอนนี้ ผมคิดว่าผมเข้าใจ…”
ยังไม่ทันที่ลูกน้องคนนั้นจะพูดจบ เอ็นดริคก็เหวี่ยงกำปั้นออก ลูกน้องผู้เคราะห์ร้ายล้มคว่ำไปในทันที และก่อนที่คนอื่นจะห้ามปรามได้ทัน รองเท้าของเอ็นดริคก็ถูกเหวี่ยงเสยปลายคางซ้ำเข้าไปอีก
เอ็นดริครู้อยู่แก่ใจ คนมากมายที่ถูกรวบรวมมาต่างก็มาเพียงเพราะหวาดกลัวในอำนาจของเขา และตอนนี้ความหวาดกลัวของชาลูมีเหนือกว่า เขากำลังคุมคนเหล่านั้นไม่อยู่
“ฉันไม่มีทางไปขอความช่วยเหลือจากยายเด็กอมมือ” หัวหน้าใหญ่คำรามอย่างเกรี้ยวกราด ทุกคนเผลอเว้นระยะห่างออกมาเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกลูกหลงเมื่อไหร่
มีแค่ชายคนเดียวที่ยังยืนอยู่ เขาคือมือขวาของเอ็นดริค ชายผู้ถูกเรียกว่าเป็นอันดับสองของกลุ่มตั้งแต่สมัยที่เอ็นดริคยังเป็นมาเฟียชื่อกระฉ่อน
“ผมคิดว่าเราควรใช้วิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสครับ”
เอ็นดริคมองใส่ตาขวาง เขายังโกรธเลือดขึ้นหน้าแต่ก็เห็นได้ว่ายอมหยุดฟังลูกน้องคนสำคัญ
“ฝ่ายนั้นมีฐานทัพ มีทรัพยากร และทางนั้นก็ออกตัวตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากให้ทุกคนมาร่วมมือกัน ถ้าพวกเราอพยพไปที่นั่น โซลิเนคงไม่ปฏิเสธแน่นอน”
“ฉันรู้ว่ายายนั่นไม่ปฏิเสธหรอก แต่ขืนทำแบบนั้น ไอ้พวกที่ไม่ใช่คนของแก๊งเราตั้งแต่แรกมีหวังได้ย้ายไปถือหางยายนั่นหมด”
“จะเป็นแบบนั้นแน่เหรอครับ” ลูกน้องคนสนิทแสยะยิ้ม
“ยายโซลิเนไม่ได้มีความสามารถอะไรเลย ใครก็ดูออกว่าเธอก็แค่ถูกลูเธอร์ ฟอลลอนควบคุม เธอสวย มีคนรักมากมาย แต่มันก็แค่นั้น ลูเธอร์ใช้เธอเพราะรู้ว่าคนจะไม่ยอมรับถ้าเขาเป็นหัวหน้า”
“นายกำลังจะบอกว่าถ้ารวมกลุ่มกัน ฉันน่าจะแย่งตำแหน่งหัวหน้ามาได้สินะ”
“คุณทำได้แน่นอน คุณคือหัวหน้าแก๊งค์มาเฟียอันดับหนึ่ง ก่อนหน้านี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเรารวบรวมคนมาได้มากกว่าหลายเท่าตัว ยายเด็กโง่ที่เป็นแค่หุ่นเชิดของลูเธอร์มีหรือจะมาชนะคนอย่างเอ็นดริค ชิลด์ได้”
“จริงอย่างที่คุณคิมว่า ในเมื่อไม่มีจักรวรรดิที่นี่ คนที่จะมีอำนาจมากกว่าคุณเอ็นดริคก็ไม่มีหรอก”
เอ็นดริคเริ่มใจเย็นลง พอลองคิดตามที่คิมพูดเขาก็เห็นด้วยตามนั้น ลูเธอร์ ฟอลลอนมีชื่อเสียงที่เลวร้ายยิ่งกว่าเขาอีก เขาเป็นคนเก่งแต่ทุกคนรู้จักเขาในฐานะนายทุนผู้ละโมบ มันคือเหตุผลที่เขาต้องดันโซลิเนขึ้นมา แต่เด็กคนนั้นไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย
“ที่ต้องระวังก็มีแค่เรื่องเดียว…” มือขวาหัวหมอว่าต่อ
“ไซเลนเซอร์สินะ” เอ็นดริครู้ว่าเขาจะพูดอะไร เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เขากังวล ฟิลิเซียกับไคเลอร์ที่อยู่ข้างโซลิเนนั้นเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่กว่า
“ครับ เราต้องทำให้สองคนย้ายข้างให้ได้ หรือไม่ก็ให้คน ๆ นั้นจัดการซะ”
รอยยิ้มที่เลือนหายไปในช่วงหลายวันมานี้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เอ็นดริคนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีไพ่ตายอยู่อีกหนึ่งใบ และไพ่ใบนั้นอาจจะช่วยให้เขาชนะกลุ่มโซลิเนได้
วันที่สิบสี่จบลง กลุ่มเอ็นดริคเตรียมการสำหรับการอพยพในวันรุ่งขึ้น
ผู้รอดชีวิตในกลุ่มเอ็นดริค 12,163 คน