Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 233: เวทมนตร์ต้องห้าม
หลังจากจบการต่อสู้ได้ เรย์กับพวกได้ดำเนินเรื่องต่อ พวกเขาแสร้งให้คนของกิงคารอนจับได้และตกอยู่ใต้พันธนาการอย่างหนาแน่น
แผนสำเร็จ พวกเขามาถึงท้องพระโรงพระราชวังอาณาจักรกิงคารอน
“พวกเจ้าน่ะรึเรย์ ลีออนและพรรคพวก” หลังจากหัวเราะอย่างเปี่ยมสุข จักรพรรดิก็เริ่มสอบสวนพวกเรย์ด้วยพระองค์เอง
“ทำไมท่านถึงทำเช่นนี้ ท่านน่าจะรู้ไม่ใช่รึว่าเราเป็นตัวแทนจากกลุ่มประเทศพันธมิตรแห่งซีน” ซิกมาตอบโต้ด้วยคำพูดที่ตระเตรียมมาแล้ว
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคือใคร และรู้ด้วยว่าต้องการอะไร แต่พวกเจ้าสิไม่ได้รู้อะไรเลย” เขายืดกายขึ้นมองพวกเรย์อย่างผู้มีชัย “เทพปีศาจคือขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ คิดว่าข้าไม่รู้รึว่าพวกเจ้าเองก็ต้องการพลังนั้นเช่นกัน”
“ปัญหาเร่งด่วนคือเรื่องของเทพปีศาจที่ควรปิดผนึก และภัยจากโอเปราที่ควรถูกจับกุมหรือกำจัด ทางพวกข้าไม่สนใจการแก่งแย่งอำนาจที่ท่านพูดถึงหรอก” เรย์ตอบอย่างฉะฉาน เขาไม่มีท่าทีหวาดกลัวหรืออ่อนข้อให้แม้แต่น้อย “ที่พวกข้าสนใจ คืออยากรู้ว่าลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือกิงคารอนอย่างข่าวลือหรือไม่
“อวดดีจริงนะ คิดว่าเป็นตัวแทนของพันธมิตรแห่งซีนแล้วข้าจะไม่กล้าแตะต้องพวกเจ้าเหรอ”
เรย์ไม่ได้ตอบด้วยคำพูด แต่สีหน้าและแววตาของเขาตอบให้แทน เครื่องพันธนาการทั้งหลายที่จองจำเขาไว้จนถึงเมื่อครู่ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย
ชาดัสไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเช่นกัน เรื่องที่พวกเรย์แกล้งถูกจับตัวคือเรื่องที่เสนาธิการของเขาคาดเดาเอาไว้แล้ว ชาดัสกดปุ่มที่บัลลังก์ จากนั้นพื้นที่พวกเรย์ยืนอยู่ก็เปิดออก ทั้งเจ็ดชีวิตที่ไม่ได้ตั้งตัวหล่นลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง
เสียงหัวเราะของชาดัสดังก้อง พวกเรย์จับความประโยคสุดท้ายของเขาได้เพียงแค่สิ่งที่รอตนอยู่นั้นคือกองทัพโกเลม ทันทีที่ช่องถูกปิดสนิทพวกเขาก็พบว่าตนเองติดอยู่ในความมืดมิดเสียแล้ว
แต่มันก็แค่อึดใจเดียว แล้วห้องทั้งห้องก็สว่างขึ้นจนแสบตา เป็นแสงสว่างขาวนวลแบบที่พวกเรย์ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ทั้งพื้น กำแพง และเพดานต่างก็ส่องแสงออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
ความสูงของห้องมากมายจนน่าประหลาดใจว่าทำไมพวกเขาทุกคนไม่มีใครได้รับบาดเจ็บร้ายแรง เรย์มองขึ้นด้านบนแล้วก็ต้องตัดใจว่าไม่มีวิธีอื่นจะกลับขึ้นไปได้นอกจากอาศัยเทอรา ไม่ก็ให้เขากลายร่างเป็นมังกรอีกครั้ง
เอี๊ยด! ครืน!!
กำแพงด้านหนึ่งเลื่อนออก พวกเรย์เพิ่งรู้ตัวว่าผนังด้านหนึ่งที่เขาเข้าใจมาตลอดว่าเป็นแค่กำแพงที่มีแสงส่องสว่างคือประตูขนาดยักษ์ และเมื่อมีประตู ก็แสดงว่ามันมีบางอย่างอยู่อีกด้านของประตู
“มังกรอีกแล้ว?” ไกราร้องเสียงหลง
“ไม่ใช่! เดวัลกลรูปร่างมังกรต่างหาก” เรย์แก้ไขความเข้าใจผิด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความเข้าใจ จักรกลตนนี้ไม่เหมือนจักรกล มันดูคล้ายกับสิ่งมีชีวิตและยังมีรูปร่างเหมือนกับมังกร
“มังกรคำราม” เรย์เป็นคนเริ่มก่อน เขาใช้ทักษะเฉพาะของอัศวินมังกรทำให้เกิดคลื่นเสียงทำลายล้าง ที่ผ่านมาเดวัลน้อยตัวนักที่จะรอดจากการโจมตีนี้ไปได้
จักรกลรูปร่างมังกรมีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับเรกซ์ ทั่วร่างแข็งแกร่งเพราะหุ้มไปด้วยเกราะหนาซ้ำยังเคลือบซ้ำด้วยสารพิเศษที่ทำให้มันทนทานต่อเวทมนตร์ ปากและหางของมันติดตั้งอาวุธลำแสงความร้อนสูง
มันคืออาวุธสงครามดี ๆ นี่เอง
เอี๊ยด! ครืน!!
เสียงที่น่าขนลุกดังขึ้นจากรอบด้าน แสงสว่างจากด้านข้างลดลงเมื่อกำแพงซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแสงสำคัญเลื่อนหลบไป ตัวอันตรายแบบเดียวกันกำลังปรากฏตัวในทุกทาง
“หวาาา กี่ตัวกันเนี่ย” ลาโตรร้องลั่น
“ไม่ต้องนับแล้ว ทำลายมันให้หมด” เรย์ตะโกน
ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวต่อไป ชาอุลวกกลับมาตั้งคำถามกับโซนาตา
“พวกท่านเคยได้ยินเรื่องราวของเวทมนตร์ราลูโซลหรือไม่”
โซนาตาพยักหน้า เขาอ่านจนถึงบทสรุปของเรื่องราวนี้แล้ว แต่เพื่อให้ทุกคนได้ตามทัน เขาจึงอาสาเป็นผู้อธิบายเรื่องนี้ให้กับคนอื่น
“มันคือเวทมนตร์สำหรับช่วงชิง แค่กำหนดเป้าหมายว่าเป้าหมายคือคนหรือสิ่งใด ของสิ่งนั้นก็จะลอยมาจนถึงตรงหน้า”
“โอ้ เป็นเวทมนตร์ที่วิเศษไปเลยนี่” เวเนตื่นเต้นเมื่อได้ยิน มันช่างเป็นเวทมนตร์ที่สะดวกสบายดีและเหมาะกับคนขี้ลืมเสียเหลือเกิน
“แต่มันมีข้อเสียสินะครับ” เซเลนอสผู้ว่องไวกับเรื่องไม่ชอบมาพากลสัมผัสได้
“ใช่… ราลูโซลคือเวทมนตร์ที่มีจุดบกพร่อง มันจะทิ้งผลลัพธ์ที่รุนแรงเอาไว้เสมอ ยิ่งเป้าหมายของเวทคือสิ่งมีชีวิตหรือข้าวของที่ทรงอำนาจ มันก็จะยิ่งต้องใช้พลังเวทมนตร์มหาศาลในการร่าย และหลงเหลือผลลัพธ์รุนแรงทิ้งเอาไว้”
ชาอุลเบิกตากว้าง ที่ผ่านมาเขาแน่ใจว่าโซนาตาผู้นี้รอบรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แต่ชาอุลก็ไม่คิดว่าโซนาตาจะรู้จักเวทมนตร์โบราณบทนี้และข้อเสียของมันมากเสียยิ่งกว่าเขาอีก
“อย่าบอกนะว่า กิงคารอนคิดจะใช้เวทมนตร์นี้” ซีวีขอให้เธอคิดผิด
“มันเป็นเช่นนั้นครับ” ชาอุลตอบอย่างละอายใจ “ข้าและขุนนางทั้งหลายพยายามห้ามท่านพ่อแล้ว แต่ว่าท่านพ่อเชื่อทุกอย่างที่เจ้าสารเลวนั่นเป่าหู”
“เจ้าสารเลวนั่น”
“กัลลาร์ด อมาเรียสครับ เขาเคยเป็นเสนาธิการและผู้บัญชาการสูงสุดหน่วยวิทยาศาสตร์เวทของประเทศเรา”
โซนาตาได้ยินชื่อนั้นแล้วก็ขมวดคิ้ว
“ชื่อนี้มีความหมายอะไรด้วยเหรอคะ” เจเนวีฟสะกิด
“เปล่าหรอก”
“ไม่มีใครรู้ว่ากัลลาร์ดรู้จักเวทมนตร์ที่สูญหายไปแล้วได้ยังไง เขาทำการทดลองลับ ๆ เกี่ยวกับเวทนี้จนสามารถเกลี้ยกล่อมเสด็จพ่อให้เห็นดีเห็นงามด้วย จนเลยเถิดไปถึงขั้นสร้างวิงก์ออฟโดมิเนชัน เรือเหาะขนาดยักษ์ที่ติดตั้งเวทราลูโซลเอาไว้”
“มีเรือเหาะด้วย” เวเนป้องปาก
“ตกใจทำไม มิเนอร์วาก็ยานบินไม่ใช่เหรอ” อัลโตขัดคอ
“เหมือนกันที่ไหน เรือเหาะมันบินด้วยพลังเวทไม่ใช่เหรอ แถมยังเป็นเรือเหาะยักษ์ด้วยนะ”
“มิเนอร์วาก็ใหญ่ไม่ใช่เหรอ”
โซนาตาไม่ได้สนใจคู่สามีภรรยาที่กำลังถกเถียงกัน เขาขอให้ชาอุลเล่าเรื่องต่อจากจุดที่ค้างไว้
บนเรือเหาะวิงก์ออฟโดมิเนชัน เรือหลวงแห่งกิงคารอน มหาเวทในตำนานถูกร่ายขึ้นโดยมีเป้าหมายไปที่ดินแดนของพวกเขาเอง วงเวทสีแดงปรากฏขึ้นและขยายขนาดออกไปราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
“ถ้าเป็นเช่นนี้อีกไม่นาน เราคงจะสามารถร่ายราลูโซลจนปกคลุมทั้งทวีปได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” กัลลาร์ดว่าพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ทำขนาดนี้แล้ว ข้าหวังจะหาลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ได้จริงนะ…” จักรพรรดิชาดัสเป็นกังวล สำหรับเขามันเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่
“ข้าพระองค์ขอเอาหัวเป็นประกัน ก่อนอาทิตย์ตกเย็นในวันนี้ ลูกแก้ววารีจะต้องมาอยู่ในมือพระองค์อย่างแน่นอน”
เรย์และผองเพื่อนเพิ่งกลับขึ้นมาจากห้องลับใต้ดิน เส้นทางที่พวกเขาพบนำทางทั้งกลุ่มออกมาห่างจากตำแหน่งของราชวังไกลพอสมควร
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะหยุดพักเอาแรงสักครู่ก่อนที่จะย้อนกลับไปเอาเรื่องกับจักรพรรดิชาดัสอีกครั้ง แต่แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นมากะทันหันหยุดพวกเขาไว้
“แผ่นดินไหวเรอะ” ลาโตรร้อง
“นี่มัน… หรือว่าจะเป็นราลูโซล” จูเดสปาเล่าเรื่องของมหาเวทที่หน่วยข่าวกรองของพามิลเลสสืบได้มา
“แค่ลูกแก้วลูกเดียว ต้องทำกับอาณาจักรตัวเองขนาดนี้เลยเหรอ” เรย์ไม่อยากเชื่อเรื่องเล่านี้ สำหรับเขาราชาคือผู้ที่ต้องปกป้องประเทศและความสุขของประชาชน แล้วราชาแบบไหนกันที่กล้าทำเรื่องที่อาจทำลายประเทศของตัวเองแบบนั้นได้
“ใครว่าลูกเดียว ข่าวลือคือกิงคารอนมีลูกแก้วนภาอยู่ในมือแล้ว เมื่อพวกเขาได้ลูกแก้ววารีมาอยู่ในมือ คิดว่าเป้าหมายต่อไปคือที่ใด”
“อัลกราด” ซิกมากัดฟันกรอด “ไม่สิ เจ้าพวกนั้นอาจจะไม่รู้ว่าพวกเราเก็บลูกแก้วอีกสี่ลูกไว้ที่นั่น เป้าหมายต่อไปของราลูโซลอาจจะต้องครอบคลุมให้ได้มากกว่านั้น เช่นโลกทั้งโลก”
เรย์มองเมืองทั้งเมืองที่กำลังแตกเป็นเสี่ยงด้วยความรู้สึกสับสนในใจ เขามองเห็นภาพของบ้านเกิด ภาพของหมู่บ้านสตาร์โรว์ที่ถูกโอบล้อมด้วยผืนป่าขนาดยักษ์ หมู่บ้านที่แม้แต่คนจืดชืดแบบเขายังเคยมองว่าน่าเบื่อ หากสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกทั้งโลก แม้แต่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่สงบสุขอย่างสตาร์โรว์ก็คงหนีไม่พ้นชะตากรรมแบบเดียวกัน มันอาจจะหายวับไปกับตา
“ไปหยุดกันเถอะ” เรย์บอกกับเพื่อน ๆ