Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 232: การต้อนรับที่กิงคารอน
เสียงกระแทกดังสนั่นไม่ใช่แค่เสียงของดาบปะทะกับโล่ แต่มันคือเสียงของร่างสองร่างที่จมหายเข้าไปในตัวเรือ แรงปะทะที่ราวกับดาวตกกระแทกใส่ทำให้หนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาวถึงกับทะลุผ่านเรือไปจนถึงท้องทะเลด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
“ลาโตร! รีนา!” เรย์และไกราผลัดกันตะโกนเรียกชื่อเพื่อน ขณะที่พวกลูกเรือก็แตกตื่นตกใจแทบสิ้นสติเมื่อพบว่าเรือของพวกเขามีรูเบ้อเริ่มทะลุลงไปถึงท้องเรือ
“เรี่ยวแรงอะไรแบบนี้” แอนทิสตาพึมพำ
“ไม่ใช่เรี่ยวแรง,,, แต่เป็นน้ำหนัก” จูเดสปาแก้ให้
“หมายถึงเวทมนตร์ควบคุมแรงดึงดูดงั้นเหรอคะ”
“อืมมม” จูเดสปาตอบแบบไม่เต็มเสียง เวทมนตร์สายแรงดึงดูดเป็นเวทมนตร์ระดับสูง แม้แต่ในพามิลเลสที่ถูกยกย่องว่าเป็นอาณาจักรเวทมนตร์ก็ยังมีผู้ที่เรียนรู้เวทมนตร์นี้ได้ไม่มาก
“พวกเจ้าแข็งแกร่งจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าปล่อยไปมากกว่านี้คงจะกลายเป็นภัยต่อท่านโอเปราเข้าสักวัน”
ถึงจุดนี้ซิกมาสัมผัสจิตสังหารแท้จริงได้เป็นครั้งแรก เขาฝากแอนทิสตาเรื่องของลาโตรและรีนาที่จมหายไป ส่วนตนเองก็ตัดสินใจว่าจะไม่รอดูท่าทีอีกต่อไปแล้ว
จอมดาบเฒ่าเข้าร่วมการต่อสู้ด้วย คราวนี้สถานการณ์พลิกกลับในทันที เดิมทีแค่ต้องรับมือกับเรย์กับไกราก็เป็นงานที่หนักหนาแล้ว พอมีจอมดาบอีกคนเข้ามาแทรก แค่ไม่กี่กระบวนท่า คอของมีทีเออร์ไนท์เกือบจะหลุดออกจากบ่า
“ก็เหมือนกันนั่นแหละ เจ้ามันตัวอันตราย คงจะปล่อยให้หนีไปไม่ได้หรอก” พอเป็นคำพูดของคนจริงจังแบบซิกมา แม้แต่เรย์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องยังรู้สึกขนลุกไปด้วย
มีทีเออร์ไนท์ถูกไล่ต้อนจนเกือบจนมุม ชาโดว์ที่คอยเฝ้าดูมาตลอดจนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนท่าทีในทันที พวกมันไม่รอคำสั่งของมีทีเออร์ไนท์อีกแล้ว แต่ละตัวกระโจนขึ้นควีนอลิเซียและเริ่มอาละวาด พวกมันไม่ได้เล็งแค่พวกเรย์เท่านั้น แต่ยังโจมตีทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะลูกเรือหรือตัวเรือเองก็ตาม
“อย่าให้มันพังเรือได้ ไล่พวกมันออกไป” จูเดสปาตะโกนออกคำสั่ง เขาเองก็เริ่มร่ายเวทแล้ว
มีทีเออร์ไนท์อาศัยพริบตาที่ความสนใจถูกดึงไปถอยฉาก เขากลับไปที่เรือสีดำและปล่อยให้ชาโดว์ทำหน้าที่ไปส่วนตนเองก็เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีเพื่อจบสิ้นทุกอย่าง
ท้องฟ้าถูกแหวกออก เทหวัตถุก้อนโตถูกดึงออกมาจากช่องที่เปิดขึ้นด้วยเวทมนตร์ควบคุมแรงดึงดูด สิ่งเดียวกันนี้คือมหาเวทที่กลุ่มอะบีสเคยลิ้มลองกันมาแล้วในสงครามกับโอเปรา มันคือเวทมนตร์เรียกดาวตก!
“เพื่อท่านโอเปรา จงตายเสียเถอะ” สิ้นเสียงตะโกน หายนะก็ร่วงลงมาจากฟากฟ้าโดยมีเป้าหมายที่เรือควีนอลิเซียที่กลายเป็นเป้านิ่ง
ในวินาทีนั้นเรือก็ถูกยกตัวขึ้น มันเป็นฝีมือของเรย์ที่กลายร่างเป็นมังกรนั่นเอง เขาใช้กรงเล็บทั้งสี่คว้าเรือเอาไว้แน่น ปีกทั้งคู่ก็กระพือด้วยความเร็วสูงเพื่อยกเรือทั้งลำให้พ้นจากวิกฤติ
อุกกาบาตเฉียดลำเรือไปแค่เส้นยาแดงผ่าแปด แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดของหายนะที่ต้องเผชิญ ทันทีที่หินขนาดยักษ์ตกลงบนผิวน้ำทะเล แรงระเบิดก็เกิดขึ้น
คลื่นขนาดยักษ์ไม่ได้มีผลกับเรย์และเรือที่เขายกขึ้นหนีเท่านั้น มันส่งผลถึงเรือของมีทีเออร์ไนท์ที่อยู่ไม่ห่างออกไปด้วย
มีทีเออร์ไนท์ร่ายเวทขึ้นเพื่อต่อต้าน มันทำให้เรือที่ประกอบขึ้นจากชาโดว์ไม่ถูกทำลายในพริบตาที่ถูกแรงกระแทก แต่ทั้งเรือและตัวเขาถูกพัดปลิวหายไป
สิ่งที่มีทีเออร์ไนท์ไม่ได้เห็นคือ เรือควีนอลิเซียยังไม่ได้ถูกทำลายไป
ในช่วงวินาทีแห่งความเป็นตายก่อนหน้านี้ ทันทีที่เทอราช่วยลาโตรและรีนากลับขึ้นเรือได้สำเร็จ มันได้รับคำสั่งใหม่ มันช่วยเรย์ยกเรือหนีด้วยความเร็วสูงสุด ขณะเดียวกันจูเดสปาก็ร่ายเวทเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันเรือเอาไว้
ในเสี้ยววินาทีที่จูเดสปาร่ายกำแพงเวท รีนาที่ขึ้นเรือมาแล้วก็ลงมือทำแบบเดียวกัน เวทมนตร์กำแพงสองชั้นจากสองสุดยอดนักเวทช่วยหยุดความเสียหายส่วนใหญ่เอาไว้ได้จนหมด
อย่างไรก็ตาม แม้เรือจะรอดพ้นจากการถูกทำลาย แต่ไม่พ้นได้รับความเสียหายหนัก รีนาจึงใช้เวทมนตร์สร้างภูเขาน้ำแข็งกลางทะเล เพื่อให้พวกเขาได้นำเรือขึ้นไปซ่อมแซมบนนั้น
เนื่องจากลูกเรือจำนวนไม่น้อยคือสุดยอดช่างฝีมือซึ่งแต่ละอาณาจักรให้ยืมตัวมา การซ่อมแซมชั่วคราวจึงคืบหน้าอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุด พวกเรย์ได้ออกเดินทางต่อไปจนถึงทวีปกิงคารอน แม้เวลาจะคลาดไปจากกำหนดการเดิมมากทีเดียว
อาณาจักรกิงคารอนแตกต่างจากที่พวกเรย์จินตนาการเอาไว้มาก พวกเขาคาดหวังว่าจะได้เห็นผู้คนใช้ชีวิตร่วมกับเครื่องจักรเวท เพราะมีคำร่ำลือหนาหูว่าในอาณาจักรแห่งนี้ไม่ว่าจะที่แห่งหนใดก็เต็มไปด้วยวิทยาการระดับสูงที่ปรับเข้ากับชีวิตประจำวัน
เรื่องราวบางส่วนที่เคยได้ยินมา เช่น เรื่องพลังงานที่ถูกส่งไปตามบ้านเรือนผ่านทางเส้นโลหะที่ถูกฝังไว้ใต้ดิน หรือบ้านเรือนทุกหลังสว่างไสวด้วยอุปกรณ์สร้างแสงแม้ว่าจะเป็นยามค่ำคืน รวมไปถึงไม่มีใครจำเป็นต้องเดินออกจากบ้านเพื่อไปตักน้ำในบ่อเพราะระบบการจัดการน้ำที่ทำให้น้ำทั้งหมดนั้นถูกส่งตรงไปถึงบ้านได้ทุกหลัง
นอกจากเรื่องราวเหล่านี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่พวกเรย์มองว่ามันค่อนข้างเหลือเชื่อ พวกเขาหวังว่าจะได้พิสูจน์สิ่งนั้นกับตาของตนเองเมื่อได้มาถึงดินแดนแห่งนี้ แต่ว่า…
“อะไรเนี่ย ท้องฟ้าสีดำ ฝุ่นควันเต็มไปหมดเลย ที่นี่มีสงครามเหรอคะ”
“หรือว่าจะพวกชาโดว์” เรย์ถามขึ้นมาลอย ๆ
“ก็ไม่น่าจะมีฝีมือใครได้อีก” ลาโตรยักไหล่ “สงสัยเราจะมาช้าไปแฮะ”
“ตรงนี้มีตัวอะไรก็ไม่รู้” ไกราโบกมือเรียกพวกเรย์ให้มาดูจักรกลตัวหนึ่งที่พังอยู่ เจ้าเด็กผมแดงเข้าใจว่ามันคือเดวัลที่เขาไม่รู้จัก
ไม่ว่าจะตะแคงดูอย่างไร สิ่งนี้ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ร่างของมันทำขึ้นจากโลหะ ส่วนหัวมีกล้องที่ทำหน้าที่แทนดวงตา มือทั้งสองข้างมีลักษณะเหมือนคีมหนีบ นอกจากนั้นลำตัวของมันยังมีของเหลวสีดำไหลซึมออกมาเหมือนเลือด
“บลัดออฟซีน... มันคือเลือดของแผ่นดินที่ถูกสูบขึ้นมาใช้” จูเดสปาเฉลยที่มาของของเหลวสีดำนั้น
“สูบสิ่งนั้นขึ้นมาใช้งั้นเหรอ” เรย์หน้าซีด ในบ้านเมืองของเขาเรื่องแบบนี้เป็นการกระทำต้องห้าม แต่สำหรับกิงคารอนเรื่องแบบนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดอะไร
“เรื่องบลัดออฟซีนน่ะไว้ก่อนเถอะ สภาพประเทศเป็นแบบนี้การขอเข้าเฝ้าคงวุ่นวายกว่าเดิมแน่”
การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก กิงคารอนมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายที่แล้งแห้ง สิ่งมีชีวิตที่พบเจอในแถบนี้หากไม่ใช่สัตว์มีพิษอย่างงู หรือแมงป่อง ก็จะเป็นพวกเดวัลที่โผล่มาให้เห็นอยู่เป็นระยะ
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เจอหมู่บ้านเลยระหว่างทาง พวกเรย์เจอสถานที่ที่น่าจะเคยเป็นหมู่บ้านอยู่หลายครั้ง แต่บัดนี้มันไม่เหลือสภาพเดิมแล้ว ทุกที่เต็มไปด้วยซากศพของมนุษย์ เศษซากของเครื่องจักร และร่องรอยการทำลายล้าง
“ไม่มีทหารของอีกฝ่าย… มีแค่ทหารของกิงคารอนและพวกชาวบ้าน และก็ไม่เหมือนสู้กันเองด้วย” ซิกมาบอกกับพวกเรย์
“อีกฝ่ายไม่มีกำลังทหารงั้นเหรอ” เรย์ลองนึกภาพตาม กลุ่มคนที่ทำแบบนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งทหารเลวก็มีแต่พวกเซฟิล แต่หลังจากเสียสมาชิกไปพวกนั้นก็น่าจะตัดใจเรื่องลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรให้พวกเขามาหาเรื่องกับกิงคารอน
“เจ้าพวกชาโดว์ตายแล้ว มันจะสลายไป นี่ ชัดเจนแล้วล่ะมั้งว่าเป็นพวกมัน” คำตอบของรีนาเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้แก่ใจดี
ครืน
เสียงเครื่องจักรที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ พวกเรย์ได้ยินเสียงแบบนี้ครั้งแรก พวกเขาทุกคนต่างก็อยู่ในสภาพที่พร้อมรบทุกเมื่อ ในใจยังหวังว่าเครื่องจักรที่มาปรากฏตัวจะมีหน้าที่เพียงแค่จัดการกับชาโดว์เท่านั้น
แต่มันก็เป็นอย่างที่กังวล เมื่อเจ้าครื่องจักรประหลาดบินได้ด้วยใบพัดเจอหน้าพวกเรย์เข้า มันสาดกระสุนเข้าใส่ในทันที
โดยไร้คำเตือน และไม่มีคำว่าปรานี กระสุนดินปืนถูกกระหน่ำยิงมาจากทุกทิศทุกทาง ที่น่าเหลือเชื่อก็คือไม่มีใครบาดเจ็บหรือล้มตายจากการโจมตีที่ป่าเถื่อนนี้ พวกเรย์รับมือกับมันได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรย์ เขามองเห็นทุกการโจมตีอย่างแจ่มชัด ดาบแห่งเรย์สะบัดออกไป ไม่เพียงแค่หยุดลูกกระสุนหัวตะกั่วไว้ก่อนที่มันจะเจาะร่างของเขาหรือเพื่อน เขายังส่งมันบินกลับไปยังเหล่าจักรกลผู้เป็นต้นเหตุได้ด้วย
ตัวแล้วตัวเล่าร่วงกราวลงมาราวกับนกที่ถูกเด็ดปีก ตัวที่ไม่ถูกกระสุนสะท้อนกลับถูกเวทมนตร์บ้าง อาวุธอื่นบ้าง ล้วนพังพินาศหมดในเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ
ไม่เพียงแค่ตัวที่มีใบพัด เครื่องจักรอีกหลากหลายชนิดทยอยกันออกมาโจมตีอย่างไม่หยุดไม่หย่อน ไกราใช้กรงเล็บเหล็กฉีกพวกมันออกเป็นชิ้น ๆ ราวกับฉีกกระดาษ กระโดดจากตัวหนึ่งไปคว้าอีกตัวที่อยู่กลางอากาศและทำแบบเดียวกัน
ซิกมาควงดาบคู่ไปรอบ ๆ อย่างคล่องแคล่วชนิดที่มองไม่ออกเลยว่ามันคือการเคลื่อนไหวของชายอายุขึ้นเลขเจ็ดไปแล้ว ดาบสีแดงและสีน้ำเงินกวัดแกว่งไปมาราวกับการร่ายรำ ทุกครั้งที่เคลื่อนผ่านจักรกลตัวไหน มันจะตามมาด้วยการระเบิดของจักรกลตัวนั้นในภายหลัง
เรย์ถูกเครื่องจักรที่เหมือนแมงป่องยักษ์โจมตี เขามองเห็นมันอย่างแจ่มชัดจึงกระโดดถอยหลังลอยไปอยู่เหนือมัน พอกายตกลงมา เขาใช้มือซ้ายกดมันกระแทกพื้น เรี่ยวแรงมหาศาลของเขาทำให้มันถูกทำลายหมดสภาพโดยไม่จำเป็นต้องลงมือซ้ำ
ในตอนแรกเรย์รู้สึกผิดหวังกับจักรกลพวกนี้ เขาคาดหวังว่าพวกมันจะแข็งแกร่งกว่านี้
“พูดอะไรออกมา เจ้าพวกนี้น่ะไม่กระจอกหรอกนะ” ซิกมาพูดจากใจจริง เขาไม่ใช่คนที่จะชมใครอย่างมั่วซั่ว จักรกลของกิงคารอนมีประสิทธิภาพสูงเทียบเคียงได้กับเดวัลชั้นกลางไปจนถึงชั้นสูง ที่พวกเรย์รับมือกับพวกมันได้อย่างสบาย ไม่ใช่เพราะพวกมันอ่อนแอ แต่พวกเขาแข็งแกร่งเกินไปต่างหาก
คนที่กำลังตกที่นั่งลำบากในตอนนี้มีอยู่แค่สองคน หนึ่งคือลาโตรผู้ไม่ได้ตระหนักว่าโดนเพื่อน ๆ ทิ้งห่างด้านฝีมือออกไปไกลลิบลับ ในหัวของเขาคิดเองได้แค่ว่าโดนเรย์แซงหน้าออกไปอีกหน่อย แล้วเข้าใจไปเองว่าด้วยอัจฉริภาพของตนสุดท้ายก็คงจะไล่ตามได้ในที่สุด เขาจึงไม่เดือดร้อนกับสถานการณ์ในตอนนี้เลย
ที่กำลังหน้าซีดเป็นไก่ต้มคือจูเดสปา เขาจำเป็นต้องทุ่มสุดฝีมือเพื่อล้มเจ้าพวกจักรกลเหล่านี้ และแม้จะสาดเวทออกไปแบบไม่ยั้ง จำนวนที่ทำลายได้ก็เทียบไม่ได้กับคนอื่น เรย์ที่จัดเป็นอีกระดับฝีมือแล้วไม่ต้องเทียบกัน ไกราหรือแอนทิสตาก็ล้วนทำผลงานได้มากกว่าเขาเท่าตัว
จูเดสปาเต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ ด้วยกำลังที่มีและชาติตระกูลที่สูงส่งมันทำให้เขาไต่เต้าขึ้นมาจนกลายเป็นคนสำคัญของประเทศได้ทั้งที่ยังมีอายุน้อย
แต่ความภาคภูมิที่มีพังทลายลงแล้ว เขากลับด้อยกว่าพวกเรย์ พวกคนที่เขาเคยมองว่าเป็นอีกชนชั้น เป็นมนุษย์ที่ไม่คู่ควรแม้แต่จะไปสนทนาด้วย
กระนั้น ผู้ที่เหยียบย่ำความภูมิใจของเขามากสุดไม่ใช่เรย์ แต่เป็นเด็กสาวที่เดิมทีเขาไม่สนใจแม้แต่จะจำชื่อเธอ เด็กสาวผิวสองสีที่ไม่มีใครรู้หัวนอนปลายเท้า เธอคนนั้นที่เรย์เจอเข้าระหว่างการเดินทางและตัดสินใจพาเธอมาด้วย
“เทราธันเดอร์” เด็กสาวคนที่เขาดูแคลนเอ่ยชื่อคาถา
“บะ… บ้าน่ะ” จูเดสปาลืมตัวเผลอร้องลั่น
…ข้าต้องตาฝาดไปแน่ เวทมนตร์ระดับเทราเนี่ยนะ ผู้หญิงแบบนี้…