Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 240: ชายสติเพื่องกับชายสติเพื่อง
“ว้าว! ไอ้นี่ได้ผลกว่าเวทไฟอีกแฮะ”
“เข้าท่าดีนี่ งั้นเดี๋ยวข้าจะตรึงมันไว้ให้นิ่ง ๆ นะ”
“ช่วยได้มากเลยล่ะ”
“เอาเวทมนตร์เฮอร์มิตไปชิมหน่อยไหม สแตนด์สติล” เวเนร่ายคาถาโปรด เวทมนตร์นี้จะหยุดการเคลื่อนไหวของตัวเธอและศัตรูลงพร้อมกัน
ไอโอตาพยายามดื้นรนให้หลุดจากพันธนาการ ด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลและระดับพลังเวทที่เหนือกว่าเดวัลทั่วไป หากเป็นสมัยก่อนเวเนอาจจะหยุดการเคลื่อนไหวมันได้ไม่สมบูรณ์ หรือต่อให้ทำได้มันก็คงมีผลในระยะเวลาสั้น ๆ
เธอแข็งแกร่งขึ้นจากแต่ก่อนมาก ไอโอตายากจะหลุดออกจากสภาพนั้น ร่างถูกตรึงไว้นิ่งราวกับรูปปั้น กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่อให้ถูกแล่เป็นชิ้น ๆ ทั้งเป็น มันก็ไม่สามารถดิ้นรนอะไรได้แม้แต่น้อย
อัลโตผู้เป็นสามีของเธอ ยืนประกบเวเนอยู่ไม่ห่าง ในเวลาเช่นนี้ชาโดว์ตัวอื่นต้องพยายามทำร้ายเธอเพื่อช่วยไอโอตา แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อมีชายผู้นี้อยู่เคียงข้าง ชาโดว์ตัวหนึ่งพุ่งเข้าชนทั้งคู่แต่มันกลับทะลุร่างของทั้งสองไปราวกับเป็นอากาศธาตุ
“นึกถึงตอนที่ใช้แว่นขยายเผามดทั้งเป็นเลย” โซนาตาเข้ามายืนข้างซีวี เขายื่นมือออกไปและทำสิ่งเดียวกัน เลเซอร์จากมือของเขาพุ่งเข้าใส่ร่างที่กำลังโดนตรึง พวกเขาช่วยกันย่างสดศัตรูที่ไม่มีทางขัดขืน
ในที่สุดไอโอตาก็ถึงวาระสุดท้าย การจบชีวิตของมันทำให้พิษที่พวกเรย์ถูกเข้าไปโดยไม่รู้ตัวเสื่อมลง กำลังวังชาที่เคยลดหายไปอย่างเป็นปริศนากำลังคืนกลับมาทีละน้อย
“นี่พวกเราโดนพิษมาตลอดเลยเหรอ” เรย์กำและแบมือสลับกันเพื่อขับไล่ความปวดเกร็ง เขาเข้าใจว่าอาการชาที่เกิดขึ้นมาจากการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง และความหนาวเย็นจากสภาพแวดล้อม แต่ดูเหมือนว่ามันไม่ใช่แค่นั้น
“หา พิษอะไร ข้าไม่เห็นรู้สึกเลยนะ” รีนาเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับผล และเป็นคนเดียวที่ดูไม่อ่อนแรงลงเลยแม้แต่น้อย
“พิษนี่เอง ข้าถึงได้แสดงพลังออกมาได้ไม่เต็มที่” ลาโตรได้ข้ออ้างใหม่ที่เขายังจัดการกับชาโดว์ไม่ได้สักตัว
เมื่อปราศจากผู้นำ แม้พวกที่เหลือจะเป็นชาโดว์ที่เหนือกว่าชาโดว์ทั่วไป การกวาดล้างมันก็ไม่ได้เป็นปัญหาเกินรับมือ โดยเฉพาะเมื่อพวกเรย์กลับมาอยู่ในสภาพก่อนถูกพิษอีกครั้ง
ซิกมาเล็งจัดการชาโดว์ที่คอยแย่งชิงพลังไฟฟ้าจากเรย์ แอนทิสตาและไกราประสานเวทเสริมพลังให้กับทั้งกลุ่มซึ่งรวมไปถึงกลุ่มอะบีสด้วย
ลาโตรคอยทำหน้าที่คุ้มกันให้กับทุกคนอีกที
เรเซอร์ปล่อยให้ดาบควบคุมและหลงเหลือสติเพียงครึ่งเดียว มันดูน่ากลัวแต่เขายังแยกออกว่าใครเป็นมิตรและใครเป็นศัตรู เขาประสานงานกับโซแลนที่รู้ฝีมือกันดีที่สุด ทั้งคู่ช่วยกันกวาดล้างชาโดวไปได้อีกกลุ่มใหญ่
“รีนา คุณจูเดสปา” เรย์ตะโกนพร้อมกับชูดาบขึ้น
“ได้เลย” รีนาตะโกนกลับด้วยเสียงสดใส
“อย่ามาออกคำสั่งกับข้านะ” จูเดสปาบ่นอุบอิบอย่างไม่ถูกใจ แต่ก็เช่นเดียวกับรีนาเขายอมช่วยเรย์
เวทมนตร์สายฟ้าถูกส่งมาจากทั้งคู่และพุ่งเข้าใส่ดาบแห่งเรย์ เมื่อรวมกับสายฟ้าของเรย์เอง มันก็ก่อให้เกิดรูปร่างของใบดาบสายฟ้าขนาดใหญ่กว่าที่เคยมี
เรย์ให้สัญญาณบอกให้ทุกคนถอยกลับมา จากนั้นจึงกระโดดขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับดาบที่ใหญ่ขึ้นนับสิบเท่า คลื่นสายฟ้าที่สามารถกินอาณาบริเวณครอบคลุมชาโดว์นับพันถูกผลักออกไป ชาโดว์ผู้เป็นเหยื่อถูกกลืนหายไปในคลื่นที่รุนแรงนั้น ไม่ใช่ระดับแค่กระเด็นหายไป แต่พวกมันแหลกสลายมอดไหม้จนไม่เหลือเศษซาก
ชาโดว์ทั้งหมดในบริเวณนั้นสูญสิ้นไปพร้อมกับการโจมตีสุดท้ายของเรย์ เป็นการโจมตีสุดยอดที่ทำให้ภูมิประเทศถึงกับเปลี่ยนไปด้วยซ้ำ
“ดาร์คเนสคอร์ลูกที่สาม” อลินายื่นมันมาให้โซนาตา เธอใช้พลังสลับที่เก็บมันมาจากก้นบ่อที่เกิดจากหิมะหลอมละลายบวกกับหลุมลึกที่เกิดจากฝีมือของเรย์ล้วน ๆ
“เจ้านี่คือสิ่งที่โอเปราใช้สร้างไพร์มเหรอ” ซิกมามองลูกแก้วสีดำในมือโซนาตาอย่างไม่ไว้วางใจ
“ใช่แล้ว” โซนาตาตอบ
“งั้นก็ควรทำลายมันซะ” จูเดสปาออกความเห็นที่ฟังดูแล้วเหมือนออกคำสั่งมากกว่า
“ถ้ามันเป็นสิ่งที่มีแต่ศัตรูสามารถใช้ประโยชน์ได้ก็ควรทำลายทิ้ง”
เรย์มองโซนาตาเหมือนจะถามต่อว่าอะไรคือประโยชน์ที่เขาพูดถึง
“ฉันพอมีวิธีใช้มันอยู่ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก” โซนาตาตอบเลี่ยง
เป็นอีกครั้งที่ประสบการณ์ทำให้ซิกมากังวล เขารู้สึกว่าบุคลิกของโซนาตาซ้อนทับกับหลาย ๆ คนที่เขารู้จัก หนึ่งในนั้นคือตัวแสบที่ทำให้สถานการณ์ของโลกแย่ลงกว่าเดิมอย่างกิลลาร์ด อมาเรียส
ลักษณะที่เป็นจุดร่วมที่ว่า ซิกมาไม่รู้ว่ามันคือบุคลิกของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องนั่นเอง
“ถึงเซตาจะถูกกำจัดไปแล้ว แต่อากาศก็คงไม่อุ่นขึ้นกว่านี้หรอก ถ้าจะคุยกันต่อก็กลับไปที่ค่ายก่อนเถอะ”
“แล้วเรื่องของเวิร์น…”
“อยากตามหาต่อก็ตามใจ แต่เทพปีศาจจะตื่นขึ้นเมื่อไรก็ได้ พวกเราจะกลับไปเพื่อวางแผนต่อ” อลินาตอบเรย์
“พายุหายไปแล้ว เวิร์น หมอนั่นน่าจะเอาตัวรอดได้” โซแลนเป็นอีกคนที่เข้ามาสนับสนุน “พวกเราจะกลับไปด้วย เวลางวดเข้ามาทุกทีแล้ว”
“เข้าใจแล้ว… กลับกันก่อนเถอะ”
ขากลับทุกอย่างราบรื่นจนใช้เวลาน้อยกว่าขาไปหลายเท่าตัว ไม่มีพายุ ไม่ต้องเดินวนเพื่อตามหา และไม่มีชาโดว์คอยออกมาขัดแข้งขัดขาให้เสียทั้งเวลาและอารมณ์
พวกเรย์และกลุ่มอะบีสผลัดกันแนะนำตัวและทำความรู้จักกันไปด้วย โซนาตาคิดว่าการบอกว่าพวกเขาเป็นนักเดินทางข้ามเวลาอาจจะสร้างความสับสนจึงเก็บเฉพาะส่วนนั้นเป็นความลับเอาไว้ก่อน
“พวกคุณมาจากที่อื่นที่ไม่ใช่โลกของเรา” เรย์เกาคางแกรก ๆ สำหรับคนในโลกนี้ที่รู้ว่ามีโลกปีศาจอยู่จริง การอธิบายแบบนี้ยังเข้าใจได้ง่ายกว่าบอกว่ามาจากห้วงเวลาอื่น
“อีโทเรีย เพอร์กาโทเรีย เนเธอร์เวิลด์ หรือที่อื่นนอกจากนี้” ลาโตรถามโดยไล่ชื่อโลกอื่นที่เคยได้ยินมา เป็นอีกครั้งที่เรย์ประหลาดใจที่เขามีความรู้รอบตัวเยอะกว่าหลาย ๆ คน
“ไกลกว่านั้นมาก” ลามินาตอบให้แทน เธอรู้ความจริงทั้งหมดจากริเธีย
“ทำตัวลึกลับเหลือเกินนะ” เสียงบ่นนั้นแว่วมาจากพวกที่เดินแถวหลัง จูเดสปาหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมเมื่อมาพบโซนาตา
มันไม่ใช่ความไม่ถูกชะตาหรืออะไรแบบนั้น จูเดสปาไม่ได้มีประเด็นกับโซนาตาโดยตรง ความรู้สึกหงุดหงิดที่เกิดขึ้น มันมาจากที่เขาแน่ใจว่าโซนาตาคือชายผู้มีกุญแจที่จะขับเคลื่อนโลกนี้ กุญแจที่เขาเองก็ปรารถนาจะได้มามันครอบครองเช่นกัน
โซนาตาเหลือบมองรีนาหลายครั้งจนเจเนวีฟรู้สึกฉุนขึ้นมา แต่เหตุผลที่โซนาตามองไม่ใช่เพราะเกิดพิศวาสอีกฝ่ายที่มีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายกับซีวี
รีนาคือตัวอันตราย เธอคือส่วนหนึ่งของเทพปีศาจ ถ้าเป็นเกมก็คงเปรียบได้ดังบอสลับที่จะออกมาหลังจากที่จัดการกับบอสใหญ่จนจบเนื้อเรื่องหลักไปแล้ว โซนาตากำลังไคร่ครวญว่าเขาควรจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อไปหรือชิงลงมือก่อนที่เธอจะกลายเป็นปีศาจร้ายอย่างเต็มตัว
ทั้งสองวิธีมีทั้งข้อดีและเสีย การบังคับให้รีนาเผยร่างที่แท้จริงตอนนี้ เขาและพรรคพวกจะจัดการกับเธอได้อย่างง่ายดาย บางทีพวกเขาอาจจะสังหารเธอได้ก่อนที่เธอจะกลายเป็นปีศาจเต็มตัวด้วยซ้ำ หากคิดในแง่ประสิทธิภาพ วิธีนี้น่าลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด
แต่ข้อเสียร้ายแรงของวิธีนี้คือ เขาอาจจะผิดใจกับเรย์ไปเลยก็ได้ เรื่องของเรื่องก็คือประวัติศาสตร์อย่างไรเสียก็คือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นสำหรับคนในยุคนั้น ยิ่งกับโลกที่ถูกโอเปราแทรกแซงจนเละเทะนี้ก็ยิ่งไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจุดจบจะออกมาเป็นแบบเดิมเป๊ะ
รีนาในยุคนี้อาจจะไม่ได้กลายเป็นปีศาจในตอนท้าย เธออาจจะควบคุมตัวเองได้ หรือแม้แต่อาจจะตายไปก่อนหน้านั้นจากการผนึกเทพปีศาจ
โซนาตาอยากได้เรย์มาเป็นพรรคพวก และเพื่อการนั้นเขาเองก็ควรจะให้ความสำคัญกับคนที่เรย์ให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน
เขาได้ข้อสรุปกับตัวเอง เขาจะรอจนกว่ารีนาจะกลายเป็นปีศาจที่ควบคุมไม่ได้ จึงจะจัดการกับเธอ
ปลายทางของเรื่องนี้… เขาต้องรอเวลา แล้วคงจะได้เห็นมันเอง
ที่ค่ายพัก ชาอุลดีใจออกนอกหน้าเมื่อเห็นทั้งเรย์และกลุ่มโซนาตากลับมาได้อย่างปลอดภัย คนของเขารีบกุลีกุจอพาทุกคนไปที่กระโจมที่จัดเตรียมเอาไว้พร้อมแล้ว
เวลาเหลือน้อยลงในทุกทีแต่การพักผ่อนเองก็สำคัญไม่แพ้กัน โซนาตาปล่อยให้พวกเรย์ได้พักฟื้นในระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนชาอุลจะเรียกทุกคนมาประชุมใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย
“ท่านยาย” เรย์ทักพยากรณ์เฒ่าเป็นอย่างแรกเมื่อเห็นว่าเธออยู่ในห้องประชุมด้วย
“ตกใจอะไร เจ้าก็เห็นลามินาอยู่กับพวกเขาแล้วไม่ใช่เหรอ”
“อาา นั่นสินะ” เรย์ใช้กำปั่นทุบที่ฝ่ามือ
“นี่อาจจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายก็ได้ รีบเถอะ” โซนาตาเร่งให้ทุกคนรีบหาที่นั่งซะ โดยเจตนามองไปที่กาเรนเป็นพิเศษเพราะเขากำลังวนไปวนมาเพื่อจะดูว่าสาว ๆ จะนั่งตรงไหนเพื่อจะได้ไปนั่งข้าง ๆ
“ก่อนอื่นต้องขออนุญาตท่านชาอุลด้วย ทั้งที่ฉันเป็นแขกแท้ ๆ แต่กลับมาทำหน้าที่เหมือนประธานการประชุมแทน” โซนาตาอยากรักษาหน้าเจ้าบ้าน
“โปรดอย่าใส่ใจ ทุกคนในที่นี่รู้ว่าท่านมีบทบาทสำคัญกว่าข้า” ชาอุลลุกขึ้นตอบ “ตอนนี้มนุษย์ที่มีกำลังรบก็อาจจะเหลือแค่พวกเราแล้วด้วย อย่าได้พิธีรีตรองเลย”
“ขอบคุณ” โซนาตาตอบ “ขอสรุปจากข้อสรุปเลยก็แล้วกัน ภายในอีกไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมงนี้เทพปีศาจตนแรกจะตื่นขึ้น”
ที่ประชุมทั้งหมดเงียบกริบ พวกเขาต่างหันไปมองทางริเธียซึ่งเธอก็ตอบด้วยการพยักหน้าเบา ๆ
“อีกสองวัน…” ซิกมาลูบเคราอย่างหนักใจ เขารู้ว่ามันใกล้มากแต่ก็ไม่คิดว่าจะกระชั้นขนาดนี้
“แต่พวกมันไม่ได้ตื่นมาพร้อมกันหมดใช่ไหม” ลาโตรถามขึ้นมาอย่างมีประเด็น
“เป็นไปได้ วันนั้นอาจจะมีเทพปีศาจตื่นขึ้นแค่ตนเดียว แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าเมื่อตัวแรกตื่นมันจะส่งผลกระทบไปถึงตัวอื่นด้วย ถ้าโชคร้ายก็อาจจะตื่นขึ้นทั้งแปดในเวลาไล่เลี่ยกัน”
“ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์มีแล้ว งั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ ผนึกหกตัวที่มีโอกาสตื่นขึ้นมากที่สุดก่อน ส่วนอีกสองตัวก็รอให้ท่านเฟอร์โรจัดการตามแผนเดิม” จูเดสปาออกความเห็น
“ใช่ว่ามีแค่ลูกแก้วแล้วจะผนึกได้ที่ไหน เทพปีศาจมีบริวารที่เรียกว่าสาวกเทพปีศาจนะ ถ้ามันสัมผัสได้ว่ากำลังจะร่ายเวทผนึกมันก็จะเรียกพวกนั้นออกมาขัดขวาง” เรเซอร์อธิบาย มันคือสาเหตุที่เมื่อเสียเซฟิลกับพาดัสไปพวกเขาจึงไม่มีกำลังพอที่จะผนึกเทพปีศาจด้วยคนที่เหลือ
“ทหารในค่ายนี้ก็มีแค่พันคน นับรวมกับเดวัลกลด้วยก็ยังมีไม่เกินสามพัน เต็มที่อย่างมากก็ผนึกได้แค่ตัวเดียว” ชาอุลตอบ
“มนุษย์ยังไม่ตายหมดซะหน่อย ถ้ารวบรวมคนจากที่อื่นมาเพิ่ม…” จูเดสปาโวยวาย
“ภายในสองวันเนี่ยนะ” แม้แต่ไกรายังรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้
“เรื่องกองทัพไม่ต้องห่วง ฉันจะหาวิธีจัดการให้เอง อืมม น่าจะได้เวลามาพอดีเลย”
ในจังหวะนั้นเอง ทหารนายหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในที่ประชุม เขาตรงดิ่งเข้าไปกระซิบกระซาบบางอย่างกับชาอุล ซึ่งมันทำให้เขาถึงกับอ้าปากค้าง
“เกิดอะไรขึ้น” ซิกมาถามแต่ชาอุลยังเลิ่กลั่กอยู่
โซนาตามองไปที่นายทหารซึ่งเพิ่งเข้ามา เขาอ่านสถานการณ์ออก
“ออกไปข้างนอกกันเถอะ” เขาลุกขึ้นนำ
เงาขนาดใหญ่ที่พาดทับทั้งค่ายของชาอุลเอาไว้คือสิ่งที่โซนาตาเรียกมา แม้จะมีขนาดใหญ่โตพอ ๆ กับขนาดของวิงก์ออฟโดมิเนชัน แต่เรย์เข้าใจได้ทันทีว่าสิ่งนี้สร้างมาด้วยวิธีการที่ผิดกัน
“ไปคุยกันต่อข้างบนก็แล้วกัน ฉันมีอะไรที่อยากจะให้ดูด้วย”
ทุกคนในกลุ่มเรย์ต่างก็ประหลาดใจกับบรรยากาศประหลาดที่พวกเขาไม่เคยพบเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างในมิเนอร์วาเป็นอีกโลกที่พวกเขาไม่รู้จัก ไกราและรีนาถูกซิกมาห้ามไม่ให้แตะต้องอะไรในยานทำให้ทั้งสองหน้าหงิกไป ส่วนเรย์กับลาโตรไม่กล้าบอกซิกมาว่าเขาเองก็อยากทดลองอุปกรณ์แปลก ๆ นับไม่ถ้วนที่อยู่บนยานลำนี้
ชาอุล จูเดสปา เรเซอร์และโซแลนเองก็ดูเหมือนสนใจหลาย ๆ สิ่งอยู่ไม่น้อย แต่พวกเขากำลังรักษามารยาทด้วยการไม่ถามซอกแซก หรือถือวิสาสะสัมผัสข้าวของจนเกินจำเป็น
“ต่อไปเธอต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย ห้องพักข้าง ๆ ฉันยังว่างนะ” กาเรนปรี่เข้าไปแนะนำกับลามินา
“แล้วห้องของผู้บัญชาการอยู่ไหน”
“ชิ ห้องผู้บัญชาการก็อยู่ห้องเดียวกับเมียผู้บัญชาการนั่นแหละ”
“พูดเรื่องอะไรน่ะ” ลามินาขมวดคิ้ว “คงไม่ได้คิดอะไรประหลาด ๆ นะ ข้าเคยทำงานคุ้มกันท่านริเธีย เลยคิดว่างานของข้าก็ควรเป็นการคุ้มกันคนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เหรอ”
กาเรนกลอกตา เขากำลังคิดถึงการอธิบายสถานะของซีวีกับโซนาตา อย่างน้อยต้องกันท่าเอาไว้บ้าง เพิ่มโอกาสให้ตัวเองไว้ก่อน
ที่ห้องทดลองขนาดยักษ์ที่กลายมาเป็นห้องประจำของจีดัสและด็อกมา พวกเขาทั้งคู่ออกมาต้อนรับแขกผู้เยี่ยมชมด้วยตนเอง
“ฉันตั้งใจว่าจะจัดการเรื่องของโอเปราและเทพปีศาจไปพร้อม ๆ กันเลย จีดัสผู้นี้จะมาเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจในการจัดการกับเทพปีศาจแทน”
“ไม่ใช่ว่าพวกเรามีปัญหาเรื่องกำลังคนไม่พอเหรอ” ชาอุลประหลาดใจ
จีดัสยิ้มกริ่มเมื่อเจอคำถามนี้ “ที่พามาที่ห้องนี้ก็เพื่อจะได้ดูสิ่งนี้แหละครับ”
ไฟจากด้านข้างสว่างขึ้น ทำให้ทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจนว่าห้องนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก สองข้างทางที่เคยเข้าใจว่าไม่มีอะไร แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยหลอดทดลองขนาดที่สามารถบรรจุมนุษย์ลงไปได้เรียงรายอยู่นับพันหลอด
แอนทิสตาเกือบจะหลุดกรี้ดออกมาเมื่อสังเกตเห็นว่าสิ่งที่อยู่ในหลอดนั่นเคลื่อนไหวได้
“ชาโดว์” เรย์พูดพร้อมกับชักดาบออกมา ปฏิกิริยานี้ราวกับลูกโซ่ ทั้งซิกมา เรเซอร์ และใครอีกหลาย ๆ คนต่างก็หยิบอาวุธออกมาตั้งท่าพร้อมสู้
“จะว่าเป็นชาโดว์ก็ใช่อยู่” จีดัสไม่ได้ยี่หระกับท่าทีคุกคาม ตรงกันข้ามเขาแอบรู้สึกสนุกด้วยซ้ำเมื่อเห็นพวกเรย์ดูลนลาน
“อธิบายมา นี่มันอะไร?!” ซิกมาเดือดขึ้นจนหนวดกระดิก
“พวกเราจับชาโดว์มาทดลอง” โซนาตาแสยะยิ้ม “ก็ได้จีดัสคนนี้นี่แหละ ช่วยปรับนู่นนิดนี่หน่อย บวกกับข้อมูลที่เก็บเพิ่มมาจากดาร์คเนสคอร์ก็เลยปรับแต่งได้สมบูรณ์ขึ้นอีกขั้น”
“ปรับแต่งชาโดว์ เพื่ออะไร?” เรย์ยังตามไม่ทัน
“เราเรียกมันว่าชาโดว์ฮันเตอร์ หน้าที่เบื้องต้นก็เอาไว้ล่าชาโดว์ด้วยกัน” จีดัสดันแว่นขึ้น เงาของแว่นที่สะท้อนกับแสงไฟในห้องทำให้เขาดูเหมือนตัวร้ายยิ่งกว่าตัวร้ายจริง ๆ อย่างโอเปรา
“และมันก็จะช่วยพวกเราจัดการกับเทพปีศาจด้วยเช่นกัน”
แล้วชายทั้งสองก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน เป็นเสียงหัวเราะที่พวกเรย์รู้สึกขนลุก
…ไว้ใจพวกนี้ได้จริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย…