Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 239: กลุ่มเรย์และกลุ่มโซนาตา
ตั้งแต่หลายวันก่อน เพื่อตามหาร่อยรอยของเวิร์น กลุ่มของเรย์ตระเวนไปทั่วจนมาถึงบริเวณนี้ การค้นหาท่ามกลางพายุหิมะเป็นการกระทำที่ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย ไม่เพียงแค่ไม่ยอมถอย พวกเรย์ยังเดินหน้าไม่ยอมหยุด ในที่สุดจึงได้พบร่องรอยการปะทะระหว่างเวิร์นและชาโดว์ที่น่าจะเป็นของเขาเอง
“ใครชนะ” ไกราตะโกนถามแข่งกับเสียงพายุ
“พายุนี้มีอัตลักษณ์เวทของเจ้าชาโดว์อยู่ด้วย มันน่าจะยังไม่ตาย แต่ก็ไม่มีศพของเวิร์น” โซแลนตะโกนตอบ
“ยังไม่รู้ผลสินะ” ไกราพยายามดมกลิ่นที่หลงเหลือ แต่ในสภาพอากาศแบบนี้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
“ตรงนั้น! ไปกันเถอะ” เรย์ชี้ไปที่เงาขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไป
“เดี๋ยวก่อน!” ชายแก่คว้าไหล่เรย์เอาไว้ “ดูไม่เหมือนมังกรนะ”
“ใช่ค่ะ รูปร่างแบบนั้น… เหมือนงูมากกว่า”
“อาจจะเป็นไพร์มอีกตัวอยู่ที่นี่” จูเดสปาพึมพำ
เรย์หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เข้าไปกันเถอะ มันจะเป็นเซตาหรือไม่เราต้องจัดการกับมัน ถ้าใช่ก็อาจจะได้เจอเวิร์นด้วย แต่ถึงไม่ใช่อย่างน้อยเราก็ต้องจัดการกับมันก่อนที่มันจะไปรวมกลุ่มกับเซตา”
“แล้วไม่คิดเหรอว่าจะเข้าไปแล้วเจอทั้งเซตาและเจ้าตัวอื่นอยู่ด้วยพร้อมกัน” ลาโตรถาม
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็มีแต่ต้องล้มมันให้ได้ทั้งหมดนั่นแหละ” เรย์ตอบแบบไม่เต็มปาก ชีวิตของตนเองก็เรื่องหนึ่ง แต่พอคิดว่าอาจจะเอาทุกคนไปเสี่ยงด้วยเขาก็ลังเล
“ถ้าลาโตรกลัวก็มาอยู่ข้างหลังไกราได้นะ”
“ใครกลัว? ใครเค้ากลัวกัน? นี่ลาโตรผู้จะเป็นจอมดาบคนที่หกนะ”
เรย์เพิ่งระลึกได้ว่าเขาเป็นคนดวงกุดแค่ไหน ไม่ว่าจะเดิมพันเรื่องไหน เขาก็มักจะแพ้อยู่เสมอ
ครั้งนี้ออกเดินทางมา นอกจากจะไม่พบเวิร์นอย่างที่หวังไว้ ศัตรูที่รออยู่ก็ไม่ใช่แค่ไอโอตาเท่านั้น พายุทำให้พวกเขามองไม่เห็นตัวอันตรายอีกหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในหมู่ชาโดว์
“ซวยแล้ว เซตาก็อยู่ที่นี่!!”
พวกเขาประจันหน้ากับมังกรยักษ์ผู้ใช้ความเย็นเยือกแข็ง และงูที่มีขนาดใหญ่กว่าและมีพลังที่น่ากลัวซุกซ่อนอยู่ กับกองทัพของชาโดว์ที่มองไม่ออกว่ามีมากมายขนาดไหน
พวกเรย์แยกกันออกไป บางคนก็เข้าปะทะกับฝูงชาโดว์ปลายแถว บางคนก็เลือกเซตาเป็นคู่ต่อสู้ สำหรับไกราเขาตัดสินใจเลือกไอโอตาเป็นคู่ต่อสู้เพราะรูปร่างมังกรของเซตามันทำให้เขาหวนนึกถึงอดีตสมัยที่เคยสู้กับมังกรป่า
ไกราใช้ความเร็ววิ่งวนไปรอบ ๆ เพื่อหาช่องว่าง เขาร่ายคาถาลีโกแบบไม่ได้คาดหวังนัก เพราะชาโดว์ส่วนใหญ่มักจะแพ้แค่ธาตุแสง
“หืมมม ตรวจจับไม่ได้” ไกราพึมพำ
การใช้เวทเพื่อตรวจหาจุดอ่อนไม่สำเร็จมีได้หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวทที่ล้มเหลวด้วยตนเอง ศัตรูมีพลังบางอย่างที่ขัดขวางหรือศัตรูมีระดับที่สูงจนเกินไป
ไกราไม่ได้ใส่ใจผลลัพธ์ที่ล้มเหลว เขาแค่ต้องรออีกสักพักเพื่อจะใช้ลีโกใหม่อีกครั้ง ในระหว่างที่ยังไม่รู้จุดอ่อน เขาตัดสินใจโจมตีทางกายภาพเพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า
กรงเล็บแห่งแสงอาวุธใหม่ที่เฟอร์โรสร้างให้นอกจากสามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับสิ่งมีชีวิตธาตุมืด มันยังช่วยให้ไกราฟื้นฟูพลังเวทได้รวดเร็วขึ้น เขาใช้มันตะปบใส่ร่างของไอโอตาพร้อมกับการผสานกับเวทมนตร์เสริมการโจมตีสองเท่า โดยมั่นใจว่ามันจะต้องทำให้ร่างของเงาชาโดว์งูยักษ์ได้แผลแหวะหวะอย่างแน่นอน
ฉัวะ! ฉัวะ!
มันคือเสียงที่เกิดเมื่อเขาฝากรอยแผลของกรงเล็บแห่งแสงไว้ที่ตัวศัตรู กรงเล็บแต่ละข้างมีใบมีดคมกริบอยู่ถึงสี่อัน แผลที่เกิดจากการโจมตีทั้งซ้ายและขวาพร้อมกันของเด็กหนุ่มควรจะทำให้เกิดแผลใหญ่ถึงแปดแผล
“อ๊ากกก”
คนที่ต้องแหกปากร้องลั่นกลายเป็นตัวไกราเอง กลางหลังของเขามีแผลรอยแบบเดียวกับที่ควรจะเกิดขึ้นบนร่างของศัตรู
“รีเฟลคฟิสิคอล” จูเดสปาหันมาเห็นเข้าพอดี “แถมไม่ใช่เวทมนตร์ด้วย เจ้าไอโอตานั่นมีพลังแบบนั้นติดตัว”
“หมายความว่าต้องใช้เวทมนตร์เท่านั้น อ๊ะ ว้ายย!” แอนทิสตาร้องเสียงหลง เธอกำลังตั้งท่าจะยิงเวทใส่แต่อีกฝ่ายสัมผัสได้ก่อนและสวนกลับมาด้วยลมหายใจพิษ
พายุโหมกระหน่ำจนเคลื่อนไหวไม่ได้ดังใจ ศัตรูมีทั้งจำนวนที่เหนือกว่า แม่ทัพที่เป็นตัวปัญหามีถึงสองตัว และหากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าพวกชาโดว์ปลายแถวที่ถูกพามาไม่ใช่พวกกระจอกที่อยู่ขั้นต่ำสุดของกองทัพ
ดาบสายฟ้าของเรย์ไม่สามารถแสดงอานุภาพออกมาได้เต็มที่ เขาถูกชาโดว์ตนหนึ่งดูดกลืนพลังสายฟ้าเข้าไปหน้าตาเฉย มันอาจเทียบไม่ได้กับไพร์ม แต่เรย์ก็ดูออกแล้วว่าชาโดว์กลุ่มนี้ทุกตัวมีระดับเดียวกับเจ้าตัวนี้
ถ้าจะให้เปรียบเทียบว่าไพร์มคือแม่ทัพใหญ่ที่มีกันไม่ถึงสิบตัว เจ้าพวกที่ยกขโยงมานี่ก็คงเป็นระดับนายพันที่ใครจะรู้ว่าสักวันอาจจะขึ้นมาแทนที่พวกไพร์มก็ได้
แม้แต่เรเซอร์และโซแลนเองก็ต้องยอมรับว่าศึกนี้ไม่ง่ายเหมือนที่เห็น ทั้งคู่ไม่ได้คิดว่าตนจะแพ้แต่ก็ทำใจไว้แล้วว่ามันคงไม่มีทางจบแบบไม่มีการสูญเสียเลย
หลังจากการยื้อกันแบบนั้นอยู่ข้ามวันข้ามคืน ปาฏิหาริย์จึงเกิดขึ้น เซตาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ทำให้มันกังวล ในที่สุดมันก็ปล่อยให้ไอโอตากับบรรดาลูกน้องรับมือกับพวกเรย์กันต่อเอง
ในตอนแรก ทุกคนกังวลว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของมันอาจจะเป็นเวิร์นก็ได้
เซตาผละออกไปครู่ใหญ่แล้วมันก็ยังไม่ได้ย้อนกลับมา
แล้วกลุ่มคนที่ทำให้เซตาไม่มีโอกาสย้อนกลับมาเป็นรอบที่สองก็ปรากฏตัวขึ้น ชายลึกลับในชุดประหลาดที่ดูผิดยุคผิดสมัยและเหล่าพรรคพวกของเขามาพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ปรากฏตัวขึ้นที่ขอบฟ้า
เรย์รู้ได้ทันทีว่าเขาคือฝ่ายเดียวกัน หลักฐานก็คือลามินาที่ยืนอยู่ในกลุ่มพวกเขานั่นเอง
“ท่านชาอุลขอให้พวกเรามาช่วยน่ะ” ชายปริศนาแสยะยิ้ม
“ระวังด้วย พวกมันแข็งแกร่งมาก” เรย์กำลังจะพูดประโยคนี้แต่คำพูดถูกกลืนหายไป เรย์แน่ใจว่าเขาไม่จำเป็นต้องเตือนอะไรคนเหล่านี้เลย พวกเขาเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป แม้แต่เหล่าแม่ทัพและองครักษ์ที่เคยเจอในงานประชุมกษัตริย์ก็ยังไม่ได้ให้บรรยากาศแบบนี้
…มีหลายคนในนี้อยู่ระดับเดียวกับเซฟิลหรือเหนือกว่านั้นซะอีก พวกเขาเป็นใครกันแน่…
ไม่ได้มีแค่พวกเรย์เท่านั้นที่ลอบสังเกตการณ์พวกที่มาใหม่ กลุ่มอะบีสเองก็กำลังจับจ้องทั้งพวกเรย์และฝ่ายของชาโดว์ไปด้วยพร้อมกัน
โดยเฉพาะเซเลนอส เขาคุ้นตากับลักษณะท่าทางและบรรยากาศของเรย์
…คล้ายกับรีสเลย์ แต่แกร่งกว่าและรู้สึกได้เลยว่าจะยิ่งแกร่งกว่านี้อีกในอนาคต…
การต่อสู้ในยกสองเริ่มขึ้นโดยเรย์มีกำลังเสริมมาเพิ่ม กลุ่มอะบีสทั้งสิบสี่คนต่างก็มีชั้นเชิงในการต่อสู้หลากหลายแบบ แต่พวกเขาก็ปรับมันเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
คนที่ประเดิมคนแรกในการจู่โจมคือหญิงสาวผมน้ำตาลในชุดรัดรูปที่คล้ายกับผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม เธอมีพลังในการสลับที่ และใช้พลังนั้นตั้งแต่เริ่ม
เธอสลับที่พรรคพวกที่เป็นสายประชิดกับพวกชาโดว์เพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าไปอยู่กลางวงของศัตรู จากนั้นเธอเองก็จ้องหาเหยื่อที่เธอจัดการได้ง่ายด้วยการสลับที่พวกมันกับละอองหิมะที่กำลังร่วงลงมาจากบนฟ้า ผลลัพธ์คือชาโดว์ที่บินไม่ได้จำนวนหนึ่งร่วงลงมากระแทกพื้นจนหากไม่ตายก็บาดเจ็บกันถ้วนหน้า
“ระวัง เจ้านั่นต้องใช้เวทโจมตีเท่านั้น” จูเดสปาตะโกนเตือนชายหนุ่มที่เพื่อน ๆ เรียกกันว่าเซกัน แต่ช้าไปแล้วหรืออาจจะเป็นเพราะอีกฝ่ายเร็วเกินกว่าจะห้ามได้ทัน
ดาบของเซกันฟันตัดผ่านร่างของไอโอตาในมุมที่มันน่าจะขาดครึ่ง หากว่าศัตรูไม่ใช่ไอโอตาผู้มีพลังสะท้อนความเสียหายทางกายภาพ นี่อาจจะเป็นการล้มไพร์มที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ร่างของเซกันขาดวิ่นในทันที แขนขาซ้ายของเขากระเด็นไปทางหนึ่ง ส่วนร่างกายก็ถูกตัดตามแนวตั้งผ่านตั้งแต่ศีรษะไปทางใบหน้าซีกขวาและผ่าลึกไปจนเกือบถึงเอว เป็นภาพน่าสยดสยองที่สุด
เสียงกรีดร้องดังมาจากทางแอนทิสตาที่เห็นเหตุการณ์นี้พอดี เธอถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้น
“บ้าเอ๊ย” ลาโตรวิ่งหน้าตื่นเข้ามา แม้จะคิดในใจว่าสายไปเสียแล้ว
“ระวังหน่อยสิ ถึงเป็นนาย ถ้าหัวขาดก็ตายได้นะ” โซนาตาโยนแขนที่ขาดส่งคืนให้กับร่างที่โชกเลือดแต่ยังไม่ล้มลงไป
“ขอโทษครับ” อีกฝ่ายรับมาแล้วต่อแขนเข้ากับร่างของตนหน้าตาเฉย แม้แต่ส่วนที่ถูกตัดจนจวนเจียนจะกลายเป็นสองท่อนก็สมานกันอย่างรวดเร็วในอึดใจ ร่องรอยของการถูกโจมตีมีเพียงเสื้อผ้าที่ขาดเป็นแนวกับเกราะที่พังยับเยิน
“อันเดด… ไม่ใช่สิ มนุษย์นั่นแหละ แต่พลังฟื้นตัวนี่มัน” ซิกมาอดสงสัยไม่ได้จนต้องหยุดมือแล้วเข้ามาดู เขายิ่งตกใจยิ่งขึ้นเมื่อเห็นดาบของเซกัน
“ดาบนั่นมันอะไรกันแน่” เหตุผลเดียวกับซิกมา เรเซอร์ก็หยุดมือเข้ามาทักเช่นกัน
ดาบจันทราแห่งฮาร์เบลของเขาและดาบดำของเรเซอร์มันคือดาบเล่มเดียวกัน เซกันไม่รู้ว่าเขาควรอธิบายแบบไหนให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ง่าย ๆ จึงตอบด้วยการส่งยิ้มแห้ง ๆ กลับไป
“ไม่ใช่เวลามามัวคุยกันอยู่นะ” จูเดสปาที่เห็นชัดว่ายังโมโหอยู่ปราดเข้ามา “ใช้การโจมตีธรรมดากับเจ้านั่นไม่… เฮ้ยย”
เพียงเสี้ยววินาทีที่คลาดสายตาไป ร่างของไอโอตาถูกเจาะจนเป็นรูโบ๋ รอยไหม้ที่เกิดขึ้นคือการโจมตีของซีวีนั่นเอง เธอสามารถยิงแสงมาในลักษณะเดียวกับแสงเลเซอร์และมันก็แรงมากพอที่จะยิงทะลุร่างของไอโอตาที่มีพลังต้านทานธาตุแสงต่ำ