Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 245: จนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้
ฮาร์เบลเทพปีศาจแห่งความเกลียดชังคือเป้าหมายถัดไปของการผนึก พลังของมันทำให้มนุษย์โกรธแค้นและฆ่าฟันกันเอง และยิ่งเคียดแค้นก็ยิ่งกลายเป็นขุมพลังของมัน
แต่ฮาร์เบลไม่ใช่ปัญหากับพวกเรย์ เนื่องจากกลุ่มอะบีสมีชายผู้หนึ่งที่สามารถควบคุมพลังโกรธเกลียดได้อย่างสมบูรณ์ เขาคือเซกันนั่นเอง
เมื่อมีเซกันคอยกรองพลังนั้นเอาไว้ เรย์จึงสามารถนำกำลังเข้าโจมตีสาวกเทพปีศาจได้อย่างสบายใจ และเพราะมีทั้งมิเนอร์วา กองทัพชาโดว์ฮันเตอร์ กับพรรคพวกที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน งานจัดการเทพปีศาจตนนี้ก็ยิ่งง่าย
ตามประวัติศาสตร์เดิม เรย์จำได้ว่าสงครามกับฮาร์เบลเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักกับชาอุล เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็คล้ายคลึงกับครั้งนี้ตรงที่ชาอุลนำกองทัพเดวัลกลมาช่วย เดวัลกลเหมือนกับชาโดว์ฮันเตอร์ที่มีสมองกลของมิเนอร์วาควบคุม พวกมันไม่มีทางถูกความโกรธแค้นควบคุมให้ฆ่ากันเอง
รีนาได้แสดงศักยภาพเพิ่มเติมในศึกนี้ เธอเรียนรู้เวทมนตร์ที่ชื่อ “เทราอันซัมมอน” ด้วยเวทยกเลิกการอัญเชิญที่สามารถส่งสาวกเทพปีศาจกลับสู่โลกเดิมได้โดยไม่ต้องสู้ ทุกอย่างจึงง่ายกว่าเดิมหลายเท่าตัว
เรย์เข้าใกล้ฮาร์เบลได้สำเร็จ เป็นการจบบทบาทของฮาร์เบลไปพร้อมกับลูกแก้วอัคคี
การปะทะกับเทพปีศาจอิโคนัสเกิดขึ้นในเวลาที่ห่างกันแค่เพียงไม่กี่นาที พลังของอิโคนัสเป็นสิ่งที่รับมือได้ยากแม้แต่กับโซนาตาก็ตาม เพราะมันคือเทพปีศาจแห่งเคราะห์ร้าย
สาวกเทพปีศาจของอิโคนัสประกอบไปด้วยเดวัลจอมเวทและเดวัลนักรบ ซึ่งในแง่กำลังรบแล้วกลุ่มอะบีสนั้นมีเหนือกว่าอย่างขาดลอย
“กว่าจะเข้าถึงระยะของลูกแก้ว ก็ต้องเข้าไปในระยะพลังของมัน” ซิกมาพูดกับจีดัสอย่างหนักใจ
“ไม่ต้องกังวลเกินไปหรอกครับ พวกเรามีอาวุธมากมายที่สามารถโจมตีได้จากระยะไกล นอกจากเรย์ที่ถือลูกแก้วกับทีมคุ้มกันแล้ว ที่เหลือจะโจมตีโดยไม่เข้าไปในระยะความสามารถของอิโคนัส”
ซิกมาฟังแล้วยังไม่คลายกังวล แต่เมื่อเห็นคนที่กำลังจะไปกับเรย์ เขาจึงเพิ่งนึกขึ้นได้
…เจ้าพวกนี้พลังพิเศษใช้ไม่ได้ผลนี่นะ…
ไซเลนเซอร์แข็งแกร่งและยังต่อต้านพลังพิเศษได้ การใช้เฉพาะพวกเขารับมือกับอิโคนัสอาจจะเป็นความคิดที่ไม่เลว โดยเฉพาะอัลโตที่สามารถวิ่งผ่านศัตรูได้ทุกคน
แต่จีดัสไม่ต้องการเสี่ยงโดยไม่จำเป็น การพึ่งพาพลังของเรย์และผองเพื่อนโดยมีพวกไซเลนเซอร์สนับสนุนอาจจะทำให้เสียเวลาขึ้น แต่โอกาสพลาดพลั้งก็จะลดลงเช่นกัน
“พลังของอิโคนัสส่งผลเป็นวงกว้างไม่ใช่กับบุคคล ดังนั้นพยายามอยู่ใกล้เข้าไว้ จะกอดไว้เลยผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ” กาเรนพูดกับแอนทิสตาแต่เธอไม่ทันได้ฟัง คนที่ได้ยินและถือวิสาสะกระโดดเกาะหลังกลับเป็นเจ้าเด็กผมแดง
“งั้นไกราไปกับกาเรนเอง”
“เฮ้ย ไม่ใช่แบบนี้สิเว้ย แล้วมาเกาะแบบนี้เอ็งจะสู้ยังไงวะ”
ถึงจะทุลักทุเลในตอนเริ่มเล็กน้อย แต่ในการต่อสู้จริงกลับราบรื่นจนไม่น่าเชื่อ พวกที่อยู่วงนอกโจมตีเข้าใส่สาวกเทพปีศาจเพื่อล่อให้ออกมาจากระยะ ส่วนพวกเรย์ก็ทะลวงไปข้างหน้าได้อย่างไร้ปัญหา
อิโคนัสจึงถูกผนึกพร้อมกับการสลายไปของลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ลูกสุดท้าย
ราวกับนกรู้ หลังจากพวกเรย์กลับขึ้นมาพักบนมิเนอร์วาได้ยังไม่ทันหายเหนื่อย คนที่ชาอุลทิ้งไว้ที่ค่ายก็ติดต่อกลับมาที่ยาน
“ท่านเฟอร์โรขอรับ เทพแห่งช่างมา… อ๊ะ”
เสียงโครมครามดังมาจากอีกด้าน มีเสียงแทรกมาว่านี่มันอุปกรณ์อะไรกัน จากนั้นก็เป็นเสียงยื้อแย้งกันอยู่พักหนึ่ง “เอามานี่ เดี๋ยวข้าพูดเอง นี่ข้าเฟอร์โรเอง”
ชาอุลเห็นแบบนั้นจึงโยนไม้ต่อให้เรย์จัดการ
“เรย์เองนะครับ ท่านเฟอร์โรสบายดีใช่ไหม”
“นี่มันใช่เวลามาทักทายเหรอ ข้าพยายามหาตัวพวกเจ้าตั้งนาน นี่ไปอยู่ที่ไหนเนี่ย”
“เรื่องมันยาวครับ ตอนนี้ผมอยู่บนยาน… เอ่อ เรือเหาะน่ะครับ”
“ข้าจะมาบอกว่า ไอ้นั่นน่ะทำเสร็จแล้วนะ”
“หมายถึง… หอคอยดูดพลังเวทเหรอครับ”
“รู้ได้ยังไงว่าข้าสร้างหอคอยนั่น… หรือว่าริเธีย เอ้อ ยังไงก็เถอะ เอาเป็นว่าตอนนี้มันพร้อมใช้งานแล้ว”
เรย์กำลังมึนงงว่าเฟอร์โรไปสร้างของแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อไร ในประวัติศาสตร์เขาทำได้เพราะได้รับความช่วยเหลือจากเหล่ากษัตริย์ในกองกำลังพันธมิตร แต่ในยุคนี้เขาทำสำเร็จตามลำพังเชียวหรือ
“มีคนไม่พอเลยลำบากน่าดูเลย” เฟอร์โรตอบข้อสงสัยก่อนที่เรย์จะถาม เขาเล่าคร่าว ๆ ว่าได้เจอกับกองกำลังของมนุษย์แบบเดียวกับค่ายของชาอุลอีกหลายที่และเขาก็บังคับให้พวกนั้นมาช่วยตนสร้างหอคอยจนแล้วเสร็จ
“เข้าใจแล้วครับ ส่วนเรื่องวิธีใช้ก็พอจะทราบมาแล้วด้วย พวกเราจะต้องล่อเทพปีศาจให้เข้ามาในจุดที่กำหนด ยื้อเอาไว้ในระหว่างที่หอคอยช่วงชิงพลังเวทมนตร์มาจากมันจนสามารถร่ายเอ็กโซดัสได้”
เฟอร์โรส่งเสียงหงุดหงิดดังมาจากปลายสาย รู้สึกขัดใจที่ไม่มีโอกาสได้เล่าด้วยตัวเอง เขาโยนความผิดทั้งหมดนั้นไปให้ยายแก่ริเธียที่ควรจะเป็นคนเดียวที่รู้อนาคต
“เออ งั้นก็แค่นี้แหละ ข้าจะมาบอกว่ามันพร้อมแล้วนะ ส่วนพวกเจ้าพร้อมเมื่อไรก็มาได้เลย”
หอคอยจำนวนมากถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ที่เฟอร์โรกล่าวถึงโดยมีการเชื่อมทั้งหมดไว้กับฐานใต้ดินที่อยู่ตรงศูนย์กลางอีกที หน้าที่ของพวกเรย์คือการคุ้มกันอย่างน้อยหนึ่งในสี่ของหอคอยรวมถึงฐานใต้ดินที่เป็นตัวการสำคัญในการร่ายเวทไม่ให้ถูกทำลายไปก่อน
พวกเรย์ได้ซักซ้อมกันไว้เป็นอย่างดี จีดัสมอบหน้าที่หลักให้กับเขาในขณะที่ตนและกลุ่มอะบีสที่เหลือกำลังดำเนินการเกี่ยวกับแผนสำรอง โดยหวังว่าแผนที่ว่าจะไม่จำเป็นต้องใช้
คืนก่อนศึกตัดสิน รีนารู้สึกไม่สบายใจจนนอนไม่หลับ เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาได้เธอจึงตัดสินใจไปหาเรย์ที่ห้องพักชั่วคราวของเขา
“นอนไม่หลับเหรอ” เรย์ถาม เขาเองอยู่ในสภาพเดียวกันคือตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ พรุ่งนี้จะเป็นการตัดสินว่ามนุษยชาติกับโลกทั้งโลกจะอยู่รอดต่อไปได้หรือไม่
“อื้อ… ไปหาอะไรดื่มกันไหม”
“ตอนนี้เนี่ยเหรอ” เรย์ไม่รู้เวลาเพราะอยู่ในยานแบบนี้เขามองไม่เห็นทั้งท้องฟ้า พระจันทร์ หรือดวงดาว แต่เขาเดาว่ามันน่าจะอยู่ระหว่างตีสองถึงตีสาม
“ที่นี่มีบาร์ที่เปิดทั้งวันนะ” เธอหัวเราะกับท่าทางงง ๆ ของเรย์
“งั้นรอก่อนนะ” เรย์พูดเสร็จก็หายตัวไปครู่หนึ่งก่อนที่กลับออกมาในชุดลำลองที่รีนาไม่ได้เห็นมานาน
ทั้งคู่ไปนั่งแกร่วอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ที่มีหุ่นยนต์คอยให้บริการเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่นี่เป็นที่ ๆ มักจะเห็นซิกมาและดีวานได้บ่อย ๆ แต่วันนี้พวกเขาเห็นเจเนวีฟนั่งดื่มอยู่คนเดียว เรย์ทำท่าเหมือนจะทักทายอีกฝ่ายแต่ถูกรีนาดึงตัวไว้ บรรยากาศแบบนั้นรีนาคิดว่าเจเนวีฟอาจจะอยากใช้เวลาส่วนตัวก็เป็นได้
“เจ้าชอบที่นี่รึเปล่า” รีนาถาม
“ไม่รู้สิ มันดูประหลาดไปหมดทุกอย่าง อย่างที่นั่งตรงนี้ที่แค่สั่งก็มีจักรกลเอาเครื่องดื่มมาให้นี่ก็พิลึกมาก”
“จูเดสปาเคยบอกว่าที่พามิลเลสก็มีนะ ที่นั่นเวทมนตร์สามารถทำงานแทนคนได้ทุกอย่าง”
“งั้นเหรอ สงสัยข้าต้องแวะที่นั่นบ้างแล้วสิ อ๊ะ… พามิลเลสไม่มีแล้วนี่นา”
“ใช่ ประเทศอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกัน…”
พูดถึงตรงนี้เรย์จึงดูซึมไป เขาเศร้าทั้งในเรื่องที่คนเกือบทั้งโลกตายไป รวมถึงเรื่องที่ความฝันของเขาอาจจะไม่มีวันเป็นจริงได้อีก การเดินทางทั่วโลกเพื่อเรียนรู้เรื่องอาหารจะเป็นไปได้อย่างไรถ้ามนุษย์แทบจะไม่เหลืออีกแล้ว
“พรุ่งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เหลือแค่เทพปีศาจจาเคววากับอัลกีโรอา ผนึกพวกมันได้หน้าที่ของพวกเราก็จบแล้ว”
“ทำไมต้องเป็นพวกเราเหรอ… ไม่สิทำไมต้องเป็นเรย์ด้วยล่ะ”
“หืมมม” เรย์ไม่เข้าใจคำถาม
“ถ้าเป็นตอนที่เฉพาะเอลเลนนอสเท่านั้นถึงจะใช้ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ได้ก็เรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้มันจำเป็นจริง ๆ เหรอที่เรย์ต้องสู้ในวันพรุ่งนี้”
“…” เรย์นิ่งอึ้งไป เขาไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย ถ้าเป็นช่วงตอนที่เขายังคิดแต่เรื่องทำครัวเขาก็คงสงสัยแบบเดียวกัน เมื่อไรกันนะที่เขามองไปแล้วว่าหน้าที่การปกป้องโลกมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาไปแล้ว
“หนีกันเถอะ”
“พูดอะไรของเจ้าเนี่ย”
“แค่ข้ากับเจ้าก็ได้ พวกเราหนีไปกัน มันต้องยังมีสถานที่สงบที่ไม่มีชาโดว์อย่างแน่นอน”
“แล้วเทพปีศาจ…”
“เจ้าเห็นกลุ่มอะบีสแล้วใช่ไหม คิดจริงเหรอว่ากำลังของพวกเรายังจำเป็น แค่พวกเขาก็จัดการกับเทพปีศาจได้แล้ว โอเปราเองป่านนี้ก็อาจจะโดนโซนาตาจัดการไปแล้ว”
เสียงของรีนาดังขึ้นจนไปกระตุ้นความสนใจของคนอื่น แม้ว่าคนที่อยู่ตรงนั้นจะมีเพียงแค่เจเนวีฟ หรือที่อยู่ห่างออกไปอีกหน่อยคือกลุ่มของมินอา เอลลีและแอมเบอร์จับกลุ่มคุยบางอย่างกันเบา ๆ มาตั้งแต่ก่อนรีนากับเรย์จะเข้ามา
“เจ้าไปพักเถอะนะ นี่ก็ใกล้จะเช้าแล้วด้วย”
รีนาทำท่าเหมือนจะร้องไห้ เธอเองไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกว้าวุ่นแบบนี้ ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยหวาดกลัวอะไรเลยแม้แต่เจ้ามังกรแสงที่คอยรังควานตอนอยู่บนเกาะลอยฟ้า
“ถ้าพรุ่งนี้ไม่ไหวก็พักนะ เจ้าพยายามมามากแล้ว”
“ถ้าเรย์ไปข้าก็ต้องไปด้วยสิ”
เรย์นิ่งไปครู่หนึ่ง ใจหนึ่งคิดว่าอยากจะบอกเรื่องราวในหนังสือออกไป บางทีถ้ารีนารู้เรื่องนั้น เธออาจจะยอมรออยู่ที่นี่เพื่อไม่ให้มันจบแบบเดิม แต่อีกใจเรย์กลัวว่ามันอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมก็ได้
เขาย้ำบอกตัวเองให้เชื่อมั่นในตัวรีนาให้ถึงที่สุด เธอคือเพื่อนคนสำคัญ ไม่ว่าตัวจริงของเธอจะเป็นใครก็ตาม