Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 246: เขาคือชาโดว์
ย้อนกลับไปหลายชั่วโมงก่อน
โซนาตาพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อควบคุมโอเมกาไว้ให้ได้ โดยขโมยพลังจากโอเปรา
โอเมกาที่เกิดจากดาร์คเนสคอร์ถึงแปดลูกมีพลังมากจนเกินกว่าที่โอเปราจะสะกดไว้ได้ แต่ถ้าเป็นโซนาตาล่ะ เขามีจิตใจที่เข้มแข็งกว่าหลายเท่า รวมถึงตัวเขาเองยังมีก้นบึ้งของพลังที่ลึกลับซึ่งแม้แต่ตัวเองก็ไม่สามารถประเมินถึงอำนาจของมันได้อย่างแม่นยำ
โซนาตาเชื่อว่า เขาอาจจะสะกดโอเมกาได้
มันยังบอกได้ยากว่าเขาทำสำเร็จ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวินาทีนั้นคือลำแสงจากดวงอาทิตย์สีดำเปลี่ยนจากทิศทางสุ่มไปเป็นร่างของโอเปรา
อ๊ากกกกกก
“โอเปรา!!” เสียงตะโกนของมีทีเออร์ไนท์ถูกกลบด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนที่น่าสยดสยองของโอเปรา ร่างของเธอถูกฉีกออกเป็นเสี่ยง ๆ จากลำแสงสีดำนั้น
ในทีแรกทุกคนมั่นใจว่านี่คือจุดจบของเธอ แต่ไม่กี่อึดใจต่อไป ร่างผิวขาวก็หลุดออกมาจากเศษซากสีดำนั่น โอเปรายังไม่ตาย
มีทีเออร์ไนท์เห็นแบบนั้นก็พุ่งเข้าไปคว้าตัวเธอเอาไว้ เธออ่อนแรงแต่ก็ยังไม่สิ้นสติ โอเปราพยายามคว้าดาร์คเนสคอร์ที่ตกอยู่ข้าง ๆ ตัวเธอ แต่คนหยุดเธอเอาไว้กลับเป็นตัวมีทีเออร์ไนท์เอง
หน้ากากของเขาร้าวและกำลังจะแตกออก การโจมตีของโอเมกาจะไม่ได้ถูกแค่โอเปราเท่านั้นแต่มันกระทบมาถึงเขาด้วย
มีทีเออร์ไนท์ค่อย ๆ ลุกขั้นยืน เขาถอดหน้ากากใกล้แตกออกและเผยให้เห็นใบหน้าที่โซนาตาไม่เคยเห็น
“นายคือ…”
“ฟรีโอนิเอล… ฟรีโอนิเอล เลอนอฟ”
ความทรงจำของเขากำลังกลับมา ในงานประชุมกษัตริย์โลก… ฟรีโอนิเอลพลาดท่าจนถูกดึงชาโดว์ออกไป ซ้ำร้ายเขายังถูกไอโอตาที่เกิดจากตนเองกินเข้าไปอีก
เขาไม่ยอมตายง่าย ๆ ทันทีทีการเชื่อมต่อระหว่างเขาและชาโดว์จางลง เรี่ยวแรงของเขาก็เริ่มกลับมา ฟรีโอนิเอลดิ้นรนอยู่นานเพื่อให้รอดจากท้องของงูยักษ์ เขาใช้วิธีการบางอย่างทำให้ตนไม่ถูกย่อยแต่ทนรออยู่หลายวันจนในที่สุดไอโอตาก็เป็นฝ่ายยอมแพ้และสำรอกเขาออกมา
โอเปราอยู่ในเหตุการณ์นั้นพอดี เธอชื่นชมพลังใจในการเอาชีวิตรอดของเขา น่าเสียดายที่เธอไม่สามารถดึงชาโดว์ของเขาออกมาได้อีก
“อยากรอดไหม” เธอถามฟรีโอนิเอลที่หายใจรวยริน
เขาไม่มีเรี่ยวแรงตอบ มีแค่แรงเหลือพอกะพริบตาเป็นจังหวะ โอเปราเดาว่านั่นคือการบอกว่า “ต้องการ”
เธอสวมหน้ากากให้ มันคือสิ่งประดิษฐ์ต้องสาปที่ได้มาระหว่างที่ตระเวนทำลายประเทศต่าง ๆ หน้ากากประหลาดนี้คล้ายกับพลังของเธอ มันจะดึงด้านมืดของมนุษย์ออกมา
“ฉันอยากรู้มานานแล้วว่ามนุษย์ที่เสียชาโดว์ไปจะยังมีความมืดหลงเหลือในใจไหม”
ฟรีโอนิเอลได้ตายไปในวันนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่คือจิตใจด้านมืดที่โอเปราสร้างขึ้น และเขาก็เรียกตัวเองว่ามีทีเออร์ไนท์ตั้งแต่นั้นมา
“หมอนี่คือสมาชิกกลุ่มเรย์…” อลินานึกขึ้นได้ “คน ๆ นี้คือจอมดาบ”
ฟรีโอนิเอลไม่มีโอกาสได้อธิบายเพิ่ม เขาสังเกตเห็นโซนาตาใกล้ถึงขีดจำกัด อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าโอเมกาจะหลุดจากการควบคุมและกลับมาคลุ้มคลั่งแบบเดิม
“พยายามควบคุมมันให้ได้” โอเปราตะโกนบอกโซนาตา
“ทำอยู่นี่ยังไงเล่า” เขาตะโกนกลับ
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ” โอเปราแทบจะร้องกรี้ดด้วยความขัดใจ เธอยื่นมือออกไปทางโอเมกา “ฉันจะช่วยหยุดมัน”
ทั้งคู่ต่างรู้ทั้งรู้ว่ามันคือการสงบศึกแค่ชั่วคราว ต่างฝ่ายต่างก็ยังจ้องจะฆ่ากันอย่างเต็มที่ แม้ภายนอกจะดูเหมือนพวกเขาช่วยกันควบคุมโอเมกา แต่ความจริงคือโซนาตาและโอเปราพยายามจะแย่งการควบคุมนั้นไว้เป็นของตัวเอง
ใครเผลออีกฝ่ายก็พร้อมจะตลบหลังให้ถึงฆาต
…เดี๋ยวสิ นี่เราคิดอยากฆ่าโอเปราขนาดนี้เลยรึ…
…ไม่ใช่หรอก ถึงจะบอกว่ามันเป็นการป้องกันตัวอย่างชอบธรรม แต่นี่มันต่างออกไป มันมีตรงไหนสักแห่งที่ผิดปกติ…
…ความเกลียดชัง ใช่แล้ว มันมีความเกลียดชังอยู่ เราเกลียดโอเปราจนอยากทำให้เธอหายไป…
…ทำไมกันล่ะ คำตอบก็คือมันไม่ใช่ความรู้สึกของเราเอง…
…แรปโซดี…
“ถอยไป!!” โซนาตาตะโกนสุดเสียง
“หาา” ซีวี โซลิเนและอลินาต่างก็สงสัยคำสั่งของเขา
“ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว ออกไปให้ไกลที่สุด แรปโซดี…” โซนาตาคำรามด้วยความเจ็บปวด
ดวงอาทิตย์สีดำกำลังร่วงลงมา ซีวีไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร จะเป็นเพราะโซนาตาควบคุม เป็นเพราะโอเปรา หรือมีเหตุผลอื่นเธอไม่อาจหาคำตอบได้ เธอคว้ามือของโซลิเนกับอลินาอย่างละข้างและออกบินด้วยความเร็วสูง
อลินาเมื่อตั้งสติได้เธอก็เข้าใจว่าซีวีกำลังพาทุกคนหนี ทุกอย่างจะง่ายขึ้นถ้าเธอให้ความร่วมมือ ร่างกายของเธอ ซีวี โซลิเน รวมไปถึงฟรีโอนิเอลที่ถูกทิ้งเอาไว้หายวับและไปปรากฏอีกที่ในระยะสุดสายตา
มันไกลมากจนยากที่จะเห็นว่าอะไรเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ที่พวกเธอพอบอกได้ก็คือรยางค์สีแดงเลือดได้พุ่งออกมาจากร่างของโซนาตา
ภาพนั้นเหมือนกับว่าโซนาตาระเบิดออกจนเหลือแค่เศษเนื้อ พื้นดินบริเวณนั้นถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน แล้วทุกอย่างก็หายไป ไม่มีทั้งโซนาตา โอเปรา หรือแม้แต่ชาโดว์ที่ชื่อโอเมกาตรงนั้นอีกแล้ว
ซีวีหยุดนิ่งราวกับรูปปั้น เกือบสิบนาทีแล้วที่เธอยืนจ้องมองเศษเนื้อที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ในหัวขาวโพลนไม่มีอะไรเลยทั้งคำพูดหรือภาพ
“ซีวี” อลินาพยายามเรียกแต่หญิงสาวไม่ตอบสนอง สิ่งเดียวที่บอกว่าเธอยังมีชีวิตคือหยดน้ำตาที่ยังออกมาอย่างต่อเนี่ยง
“มันเกิดอะไรขึ้น” โซลิเนเองก็ร้องไห้ปริ่มจะขาดใจตามไป ต่างกันกับซีวีแค่ในหัวของเธอกำลังประมวลผล เธอไม่สามารถยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะถ้ามันไม่มีคำตอบ
“พวกเราก็เห็นเหมือนกันนั่นแหละ ไม่รู้อะไรมากไปกว่านั้นหรอก”
“ชาโดว์ตัวนั้น โอเปรา… ไม่สิ เขาพูดถึงแรปโซดีใช่ไหม”
อลินาเองก็ตอบอะไรไม่ได้มากกว่านั้น คำตอบคือแรปโซดีอย่างที่โซลิเนว่าแต่แรปโซดีที่น่าจะตายไปแล้วกลับมาได้อย่างไร ยังคงเป็นปริศนา มันเกี่ยวกับชาโดว์ที่เกิดขึ้นหรือไม่…
“พวกเรากลับกันเถอะ”
ซีวีไม่ตอบ เธอยังยืนเหม่อน้ำตานองใบหน้า ส่วนโซลิเนก็ส่ายหน้าอย่างไม่ยอมรับความจริง
…ซีวียังเข้าใจ แต่โซลิเน เธอเองก็รู้สึกกับโซนาตาแบบเดียวกันสินะ…
อลินาถอนหายใจ “หมอนั่นมอบหน้าที่จัดการกับเทพปีศาจให้พวกเรานะ พวกเรายังมีภารกิจที่ต้องทำให้ลุล่วง”
อลินารู้ว่าเป็นข้ออ้างที่ไม่ได้เรื่อง ทั้งสองไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมกลับไปสนามรบ เธอแค่ไม่อยากปล่อยทั้งสองไว้ในสถานที่ที่ยิ่งทำให้จมปลักอยู่กับความทุกข์ นอกจากนั้นการได้อยู่กับเพื่อนอาจจะเป็นยาดีที่ช่วยให้ทำใจได้เร็วขึ้น
แม้ว่าตัวของเธอเองอาจจะไม่มีวันทำใจได้ก็ตาม
“ถ้าจะกลับ ขอข้าไปด้วย” ฟรีโอนิเอลเดินเข้ามาสมทบ
“ยังไหวเหรอ”
“การต่อสู้กับเทพปีศาจยังไม่จบใช่ไหม ไม่ไหวก็ต้องไหว”
อลินาพยักหน้า เธอหันไปมองซีวีกับโซลิเนอีกครั้ง ถึงฝืนบังคับพากลับไปคงไม่ได้มีแต่แย่กว่านี้
“จะกลับเมื่อไรก็ติดต่อมานะ” สิ้นคำของอลินา เธอก็หายตัวไปพร้อมกับฟรีโอนิเอล
นานเท่าไรไม่อาจรู้ได้ที่ซีวีและโซลิเนยังอยู่ตรงนั้น โซลิเนเป็นคนแรกที่รู้สึกตัวว่าผืนดินบริเวณหนึ่งดูแปลกออกไป เมื่อเธอลองเพ่งดูให้ดีก็พบว่ามันมีสภาพเหมือนกับโพรง
“ซีวี มาดูตรงนี้สิ” เธอตะโกนเรียก ครั้งนี้ได้ผล ซีวีหันมาดูในตำแหน่งที่โซลิเนพยายามใช้สองมือขุด
“นี่มัน เหมือนกับที่เคยเห็น… ของเหลวสีแดงที่แรปโซดีสร้าง ทำไมมันมาอยู่ตรงนี้”
“หรือว่ามีบางอย่างอยู่ข้างล่างนี้”
ทั้งสองช่วยกันขุดลึกลงไป โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก พวกเธอก็พบสิ่งที่ดูเหมือนกับรกเด็กที่ห่อหุ้มบางสิ่งอยู่ ซีวีไม่ได้หยุดคิดด้วยซ้ำ เธอตัดสินใจฉีกรกนั้นออก
ในนั้นคือร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่ม ทั้งคู่รู้จักใบหน้านั้นเป็นอย่างดี
“เดี๋ยวก่อน” โซลิเนคว้ามือของซีวีไว้ก่อนที่เธอจะสัมผัสกับร่างนั้น
ซีวีเอียงคอเหมือนจะถามว่า “อะไรเหรอ”
“ถ้าไม่ใช่โซนาตาล่ะคะ…”
“วิธีพิสูจน์ง่ายนิดเดียว”
ซีวียื่นมือออกไปสัมผัสร่างนั้น ความรู้สึกร้อนวูบขึ้นมาในอก เธอจำความรู้สึกนี้ได้ มีผู้ชายเพียงคนเดียวในโลกที่ทำให้เธอรู้สึกแบบนั้นได้
“เขาคือโซนาตา ดิอาลโน” ทำนบน้ำตาของเธอแตกอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่น้ำตาแห่งความโศกเศร้า
โซลิเนยังมองด้วยความระแวง ถึงสัญชาตญาณเธอจะบอกแบบเดียวกับซีวี แต่ความสงสัยไม่ได้ลบไปได้โดยง่าย
“แรปโซดียังอยู่ แต่เหมือนหลับอยู่ในร่างของเขา โอเปราก็เช่นกัน”
“เธอ… สัมผัสได้ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“อื้ออ” ซีวีพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
ทั้งดีใจและเศร้าใจพร้อมกัน โซลิเนยินดีกว่าอะไรทั้งหมดที่รู้ว่าโซนาตาสามารถกลับมาได้ ขณะเดียวกันสายใยที่เชื่อมระหว่างซีวีและโซนาตา มันทำให้เธอรู้ตัวว่าไม่มีที่ว่างให้อยู่ตรงนั้น
“เรียกอลินากลับมารับเถอะ”
โซลิเนพยักหน้า เธอกำลังจะเปิดโฮโลแกรมเพื่อติดต่อกับมิเนอร์วา แต่มีเสียงหนึ่งทำให้เธอต้องหยุดชะงัก
เสียงเด็กร้องไห้ ในระยะที่ใกล้แค่เอื้อม ทั้งสองมองหน้ากันเหมือนจะถามอีกฝ่ายว่าได้ยินเหมือนกันใช่ไหม
โซลิเนคือคนที่หาต้นเสียงเจอ ในกองซากรกที่โซนาตากำเนิดใหม่ เด็กทารกเพศชายได้ซุกตัวอยู่ที่เดียวกัน
“เด็กคนนี้มาจากไหน” โซลิเนอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาอย่างลังเล
“แปลก” ซีวีพึมพำ
“ยิ่งกว่าแปลกอีก” โซลิเนลองส่งเด็กคนนั้นให้ซีวีลองอุ้มดู เธอสังหรณ์ใจว่าเด็กคนนี้เกี่ยวข้องกับโซนาตา จึงอยากรู้ว่าซีวีจะสัมผัสได้แบบเดียวกับที่เธอรู้สึกกับโซนาตาหรือไม่
“เด็กคนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโซนาตา แต่ก็ไม่ใช่…”
“แรปโซดีหรือโอเปราเหรอ”
ซีวีส่ายหน้า “สองคนนั้นหลับอยู่ในจิตใต้สำนึกของโซนาตา”
“งั้นนี่เป็นใครล่ะ”
“ฉันคิดว่าเขาคือชาโดว์”