Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 280: แผนยกระดับอาวุธและเครื่องป้องกัน
เซเลนอสหูตาว่องไวเช่นเดิม เขาคือคนแรกที่ได้ข่าวมาว่าดาบได้อยู่ในมือของเจ้าเมืองคนปัจจุบัน ต่อจากนั้นเขายังใช้เงินติดสินบนที่ปรึกษาเจ้าเมืองเพื่อขอเข้าพบ
ง่ายดายจนน่าขนลุก โซนาตาได้เข้าพบเจ้าเมืองในฐานะพ่อค้าใหญ่จากแดนไกล ของขวัญซึ่งเป็นเครื่องลายครามจากอาณาจักรโบราณช่วยให้พวกเขาได้รับการต้อนรับราวกับแขกบ้านแขกเมือง เจ้าเมืองที่ยังหนุ่มแน่นกว่าที่คิดเป็นคนใจกว้างและใฝ่รู้ เขาถามเรื่องของโลกภายนอกมากมายและโซนาตาก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างสนุกสนาน
“ข้าเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับโลกภายนอกมาเช่นกัน แต่ไม่นึกว่าจะมีกำแพงแบบที่ท่านว่า” เจ้าเมืองหนุ่มเชื่อคำของโซนาตาโดยปราศจากข้อสงสัย ตำแหน่งที่เขาถืออยู่มาพร้อมกับความลับที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นและบางครั้งเขาก็มีโอกาสได้ต้อนรับแขกที่เดินทางข้ามดินแดนมาแบบนี้
“คิดซะว่ามันคือกำแพงเวทก็ได้ สิ่งนี่ทำให้มีแต่คนที่มีเรือเหาะอย่างเช่นพวกข้าที่ข้ามไปมาระหว่างแดนที่ปิดกั้น” จีดัสหนึ่งในผู้ติดตามชี้แจงเพิ่ม
“พวกเรามีเรือเหาะที่ทันสมัยกว่าพ่อค้าทั่วไป จึงไปได้ไกลกว่าและสามารถหาของหายากแบบนี้มากำนัลท่านได้ยังไงครับ” เซเลนอสโกหกหน้าตาเฉย ถึงหลายเรื่องจะเป็นเรื่องจริงแต่เฉพาะเรื่องที่มาจากยุคอื่น และเรื่องที่เป็นพ่อค้านี่แหละที่เขายังโกหกไม่เลิก
“ข้าไม่สนหรอกว่า เจ้าเป็นพ่อค้า หรือสลัดอากาศ” เจ้าเมืองพูดเหมือนรู้ทัน แม้ยังค่อนข้างหนุ่มแต่ประสบการณ์ของเขาเองก็คงมีไม่น้อย “ถ้ามาเพื่อค้าขาย แอนเกียก็ยินดีต้อนรับ แต่ถ้าพวกเจ้าก่อเรื่องล่ะก็…”
“พวกเราสนใจไอน์บริกา” โซนาตาบอกอย่างตรงไปตรงมา
“หืมมม เดี๋ยวนะ หมายถึงดาบที่ข้าเพิ่งได้มาเมื่อหลายเดือนก่อนน่ะรึ เจ้านั่นของจริงเหรอ”
“พวกเราสืบมาแล้ว น่าจะเป็นของจริง”
เจ้าเมืองได้ฟังก็หัวเราะร่วน “ถ้าเจ้าอยากซื้อดาบนั่น ก็ควรจะบอกข้าว่าไม่รู้ดีกว่านะ”
“บอกแบบนั้น มีแต่จะคิดน่ะสิว่าพวกเราโกหก ในเมื่อทางนั้นน่าจะรู้อยู่แล้วว่ามันคือของจริง”
“ข้าเดาว่าเจ้าคงเตรียมเงินก้อนโตไว้สินะ แต่เสียใจด้วย ถึงจะน่าเสียดายอยู่บ้างแต่ข้ามีแผนสำหรับการใช้ดาบเล่มนี้แล้ว”
“แผนที่ว่าคือ” เซเลนอสถาม
“แอนเกียของเราเป็นประเทศของนักรบ สมัยก่อนพวกเรามีชีวิตอยู่กับการทำสงคราม ไม่ใช่สงครามของตนเองก็เป็นสงครามที่เรารับจ้าง แม้สมัยนี้สงครามจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้ว แต่ชาวเมืองของเราทุกคนก็ยังคงรักการต่อสู้บนสังเวียน”
“หรือว่า… ดาบนี่จะเกี่ยวกับงานที่ว่า” จีดัสพยายามเชื่อมโยง
“ใช่แล้ว” เจ้าเมืองหัวเราะ “ข้าตั้งใจจะใช้ไอน์บริกาเป็นของรางวัลในงานนี้แหละ สำหรับพวกเจ้าที่ไม่ใช่คนของที่นี่อาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลงทุนขนาดนั้น แต่งานนี้เป็นเหมือนพิธีกรรมสำคัญสำหรับชาวแอนเกีย”
“นั่นก็คือ ถ้าเราอยากได้ดาบนี่ก็ต้องลงแข่งขันแล้วชนะ”
“เข้าใจอะไรง่ายดีนี่นา” เจ้าเมืองแสยะยิ้ม เขาไม่ทันเห็นว่าโซนาตาก็ลอบยิ้มเช่นกัน แบบนี้มันยิ่งง่ายกว่าสำหรับเขา
“แต่ว่า…” เจ้าเมืองลากเสียงยาว “งานประลองของปีนี้เพิ่งจัดไปไม่นานนี้ และข้าก็ตั้งใจเก็บรางวัลใหญ่อย่างไอน์บริกาไว้สำหรับการประลองใหญ่ที่จะจัดขึ้นในทุกสี่ปีด้วย ถ้าพวกเจ้าต้องการดาบนี้จริงก็คงต้องรอไปก่อนล่ะนะ”
“สี่ปีเหรอครับ” น้ำเสียงเซเลนอสแฝงจิตสังหารแทรกมาด้วยโชคดีที่ที่นอกจากกลุ่มอะบีสด้วยกันไม่มีใครจับได้
…แบบนี้นี่เอง ถ้าตามประวัติศาสตร์ ลูนาร์น่าได้เจอเอ็ดวานและมาถึงที่นี่สี่ปีหลังจากนี้ ก็จะพอดีกับงานแข่งครั้งใหญ่ที่มีไอน์บริกาเป็นรางวัลพอดี… โซนาตาครุ่นคิด
“ไม่มีทางที่จะทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้นได้เลยเหรอครับ”
“ก็มันต้องใช้งบประมาณเยอะ และเราก็เพิ่งจัดกันไปไม่กี่เดือนก่อนนี่เอง”
“ถ้าพวกเราเป็นผู้สนับสนุนเรื่องเงินทุน และท่านก็แค่สนับสนุนของรางวัลล่ะ” จีดัสยื่นข้อเสนอ
“นี่เจ้าอยากได้ดาบเล่มนี้ขนาดนั้นเลยรึเนี่ย”
“ถึงเราจะช่วยสนับสนุนงบจัดงาน แต่ว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายในส่วนอื่นเลย ดังนั้นเรื่องการโกงการแข่งขันไม่มีแน่นอน” โซนาตาไหลตามข้อเสนอของจีดัส
“น่าสนใจอยู่นะครับ งานใหญ่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจึงเป็นประโยชน์กับเราเช่นกัน ประชาชนของแอนเกียเองก็รักงานนี้ ไม่มีใครไม่ชอบหรอกครับ” ที่ปรึกษาที่ถูกเซเลนอสซื้อด้วยเงินไปแล้วยุส่ง
เจ้าเมืองทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง “นั่นสินะ ยังไงพวกเราก็ต้องจัดอยู่ดีจะใช้ไอน์บริกาตอนนี้หรืออีกสี่ปีข้างหน้าก็ไม่ต่างกันหรอก”
“จัดงานใหญ่มันตอนนี้โดยมีนายทุนหนุน หรือจะรออีกสี่ปีเพื่อจัดตามวาระ มันตัดสินใจได้ไม่ยากหรอกครับ” จีดัสร่วมกดดันด้วยอีกคน
ในช่วงเวลาเดียวกับที่โซนาตาวุ่นวายอยู่กับแอนเกีย ทางฝ่ายลูนาร์ได้หยุดพักชั่วคราวเช่นกัน ลูนาร์อยากสำรวจกำลังรบอีกครั้งก่อนที่สงครามกับเทพปีศาจครั้งใหม่จะมาถึง
เวลาระหว่างที่เอ็ดวานหายไปนั้นไม่นาน แต่ทุกคนผ่านเรื่องราวมามากมายจนแตกต่างจากเดิม
ลูนาร์ควบคุมดาบจันทราเดสคารินกาได้คล่องแคล่ว ความจริงยังไม่เปลี่ยนไปเรื่องที่เธอไม่ใช่คนที่เหมาะกับพลังของเทพปีศาจตนนี้ ดาบเล่มจันทราเป็นแค่หนึ่งในอาวุธมากมายนับไม่ถ้วนที่ลูนาร์มีอยู่ เมื่อรวมพลังเวทมหาศาล สารพัดอาวุธมากมาย และเซนส์ในการต่อสู้ระดับสูงเข้าด้วยกัน ลูนาร์ยังเป็นสมาชิกที่อันตรายมากที่สุดในกลุ่มนี้
ซาร์ซาผู้อาจเป็นมนุษย์ที่เร็วที่สุดในโลก บัดนี้เธอใช้รีซาเรียนได้ถึงอีกระดับ หอกในตำนานเล่มนี้มีพลังที่สามารถใช้อัญเชิญ ‘ทหารเทพ’ อสูรอัญเชิญในรูปร่างของอัศวินระดับสูง
ครั้งที่ได้สู้กับกลุ่มตนเองในอีกความเป็นจริง ลูนาร์พบว่าซาร์ซาได้ใช้หอกใหม่ที่เธอสร้างขึ้นแทนที่รีซาเรียน หอกนั้นช่วยให้ซาร์ซาสามารถเคลื่อนไหวในอากาศได้อย่างอิสระหากเธอเคลื่อนไหวได้เร็วพอ
“หอกอันนั้นด้อยกว่ารีซาเรียน เรื่องความทนทานก็เรื่องหนึ่ง มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างวัตถุที่แข็งแกร่งกว่าธีออสคาลิวา แต่ว่าข้าน่าจะทำให้มันสมบูรณ์ได้มากกว่านั้น”
“ข้าจำหอกเล่มนั้นได้ ทำให้วิ่งไปบนฟ้าได้แบบนั้น ข้าว่ามันดีเกินพอแล้วนะ และถึงจะบอกว่าแข็งแกร่งไม่เท่ารีซาเรียน แต่ข้าจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรทำลายมันได้” ซาร์ซาไม่ได้พูดเอาใจลูนาร์ เธอคิดแบบนั้นจริง ๆ มีหอกชั้นเลิศมากมายที่เคยผ่านมือเธอมา
“มันดีได้มากกว่านั้น คราวนี้ข้าจะตีหอกใหม่ที่รวมความสามารถของรีซาเรียนเอาไว้ด้วย ไม่ใช่แค่หอกของเจ้าเท่านั้น คราวนี้แหละข้าจะเตรียมอาวุธใหม่ไว้ให้ทุกคน”
“ดาบเล่มนี้ข้าคุ้นมือแล้ว…”
ลูนาร์ไม่ได้สนใจความเห็นของเอ็ดวาน “ข้าจะทำให้คล้ายของเดิม ยืดหดได้ดังใจ แต่มีพลังพิเศษอย่างอื่นเสริมด้วย เช่นช่วยในการฟื้นฟูพลังชีวิต”
“ข้าเองก็ชินกับไม้เท้านี้แล้วด้วยค่ะ” ฮาจาว่าพร้อมกับแสดงให้เธอดูว่าตนก้าวหน้าไปขนาดไหน ลูกแก้วสีทองที่ปล่อยออกมาจากไม้เท้าทำหน้าที่สนับสนุนการต่อสู้ราวกับมีฮาจาเพิ่มขึ้น และตอนนี้เธอสามารถเรียกมันออกมาได้เกือบสิบลูกพร้อมกัน
“บอกแล้วยังไงว่า ข้าทำให้ดีกว่านั้นได้ ไม้เท้าแห่งรุ่งอรุณเดิมทีไม่ได้เหมาะกับเจ้าหรอกฮาจา เวทมนตร์ของเจ้าหลายเวทเป็นเวทที่ส่งผลเป็นวงกว้าง เช่นมัลติฮีลที่สามารถรักษาได้พร้อมกันทุกคน มัลติรีเซอร์เรคท์ที่ชุบชีวิตคนได้เป็นกลุ่ม ไม้เท้านั่นสูบเอาพลังเวทของเจ้าออกมามากเกินจำเป็น”
ฮาจาคิดตามแล้วมันก็เป็นจริงตามนั้น ไม้เท้านี้เคยเป็นสิ่งจำเป็นแต่ฝีมือของเธอในตอนนี้มันอาจไม่มีประโยชน์เท่ากับสมัยก่อนก็ได้
“ต้องเป็นไม้เท้าที่เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เวท นอกจากนั้นก็เพิ่มพลังในการฟื้นฟูเวทมนตร์เข้าไปด้วย จริงสิ โล่ของเอ็ดวานที่เห็นในอนาคตก็มีพลังฟื้นฟูเวทมนตร์ด้วยสินะ โล่นั่นก็ขาดไปไม่ได้” ลูนาร์เหมือนพึมพำกับตัวเองมากกว่าพูดกับฮาจา
“เอ่อ… แล้วข้าล่ะ” ลาโตรชี้ไปที่ตนเอง ปัจจุบันเขาใช้ดาบที่กลุ่มอะบีสมอบให้ มันมีคุณภาพไม่เลวแต่ก็เป็นแค่ของสำหรับใช้ชั่วคราว
“เอ๋?!” เสียงของลูนาร์ทำให้ลาโตรเพิ่งตระหนักได้ว่าตนถูกลืมไปแล้ว
“ข้าอยากได้ดาบที่ดึงพลังของข้าออกมาได้อย่างเต็มที่”
ลูนาร์นึกถึงดาบที่ลาโตรอีกความจริงใช้ ตอนนั้นที่สู้กันเขาอีกคนสามารถใช้พลังของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่ลาโตรในตอนนี้ไม่ได้มีพลังเวทมากมายเขาจึงใช้พลังของดาบที่เห็นนั้นไม่ได้มากนักหรอก
“ถ้าฝึกใช้พลังเวทบ่อย ๆ บางทีอาจจะมีพลังเวทมากขึ้นก็ได้” ลูนาร์พยายามนึกถึงข้อแก้ตัว หากตัวเธอในอนาคตเลือกดาบเล่มนั้นให้กับลาโตร
“ฝึกเวทมนตร์… น่าสนใจอยู่ แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของข้าคือเพลงดาบต่างหาก” ลาโตรกระหยิ่มยิ้มอย่างภาคภูมิ
“เอาเถอะ… เรามีคนไม่เท่าเดิมด้วย คงต้องขอรีดพลังของเจ้าออกมาให้เต็มที่แล้วกัน”
“ทำไมฟังแล้วเหมือนกับข้าเป็นแค่ตัวแถม” ลาโตรเกาหัวแกรก ๆ
“ข้าจะลองคิดดูก็แล้วกันว่าตีดาบแบบไหนให้เจ้า” ลูนาร์ตัดบท “นอกจากนั้น ต้องตัดเย็บชุดใหม่ และอุปกรณ์อื่น ๆ ให้กับทุกคนด้วย”
“นี่จะตัดเย็บชุดเองเหรอ” ซาร์ซาตาลุกวาวเพราะดีใจที่นอกจากจะได้ใช้อาวุธและเครื่องป้องกันที่ลูนาร์สร้าง นี่แม้แต่ชุดก็ยังเป็นฝีมือของคนที่เธอหลงใหล
“บางส่วนเท่านั้นแหละ ที่เหลือพวกเอแคลร์จัดการได้”
“เตรียมการขนาดนี้ชักรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้วสิ” เอ็ดวานลูบหน้าอกตนเองแล้วพบว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้น
“เกี่ยวกับกลุ่มอะบีสด้วยรึเปล่าคะ” ฮาจาถามลูนาร์ อีกฝ่ายพยักหน้ายอมรับตรง ๆ
“ข้าสังหรณ์ว่าพวกนั้นไม่ยอมรามือง่าย ๆ ใครจะรู้ว่าบางทีมันอาจจะจบที่การนองเลือดก็ได้นะ”
ฮาจาได้ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เธอไม่อยากให้เลยเถิดไปถึงขั้นนั้น
“ระวังเผื่อเอาไว้เท่านั้นแหละ ข้าเองก็หวังว่ามันจะไม่จบลงแบบนั้น”