Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 279: อาณาจักรแอนเกีย
พิวตาแอบสังเกตมานานว่าโซนาตาสนใจดาบเล่มนี้ เธอตัดสินใจถามออกมาตามตรงและโซนาตาก็ยอมรับอย่างง่ายดาย
“พวกเรากำลังรวบรวมวัตถุดิบเพื่อใช้ผนึกเทพปีศาจ มันคือโลหะหายากที่เรียกว่าธีออสคาลิวา”
“ดาบเล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นสินะ” พิวตาพยักหน้าให้กับวาเลน เขานำดาบที่แอบซ่อนไว้ออกมาแสดงให้ทุกคนเห็น มันคือดาบแห่งซิลเวอร์ที่มีฝุ่นจับมานานจนเช็ดไม่ออก
“ใช่แล้ว นับรวมดาบนี่ก็น่าจะเหลืออีกแค่ชิ้นเดียวที่เราขาดไป”
“ชิ้นเดียวที่ว่ารวมไอน์บริกาแล้วรึยัง” ชายตาเรียวถาม
“เจ้าเคยได้ยินงั้นเหรอ” เอ็ดวานถามด้วยความสนใจ
วาเลนพยักหน้า “ข้าเคยได้ยินจากเพื่อนคนหนึ่ง เขามีเรือเหาะจึงรู้จักโลกข้างนอกเหมือนกับพวกเจ้านี่แหละ ถ้าจำไม่ผิดเขาเคยพูดถึงดาบในตำนานที่ทัดเทียมกับดาบแห่งซิลเวอร์ มันอยู่ในประเทศที่ชื่อแอนเกีย”
“แอนเกีย…” ลามินาสนใจชื่อประเทศนี้ เพราะมันคือหนึ่งในประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมาดารัส
“ได้เบาะแสมาอย่างไม่คาดฝันเลยแฮะ” เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ คนในกลุ่ม เรย์ดีใจจนกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่
“เหลือแค่สองชิ้นแล้ว…” โซนาตาหันไปมองดาบในมือวาเลน “แล้วดาบเล่มนี้… พวกเจ้าอยากแลกเปลี่ยนกับอะไร”
วาเลนหันไปมองทางพิวตา ทั้งคู่ต่างพยักหน้าให้กัน จากนั้นเขาจึงยื่นดาบแห่งซิลเวอร์ให้โซนาตา “รับไปเถอะ พวกเจ้าทำเพื่อเราสองคนมากพอแล้ว ข้าไม่กล้าเรียกร้องอะไรเพิ่มอีกหรอก”
“จะดีเหรอ” โซนาตาถามทั้งที่มือรับดาบมาแล้วเรียบร้อย
“ใช่… ในเมื่อข้ากับพิวตาคงไปกับเจ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ควรจะมอบดาบให้ไปไม่ใช่เหรอ”
มิเนอร์วาออกเดินทางอีกครั้งเพื่อมุ่งสู่ทวีปใหญ่อย่างซีโรเปีย โซนาตาได้ติดต่อกับลูนาร์ว่าเขาหมดธุระกับเอ็ดวานแล้วซึ่งก็เป็นจังหวะพอดีที่อีกฝ่ายเพิ่งเสร็จธุระที่ทวีปซีโรเปียเช่นกัน
ลูนาร์ไม่ได้มาด้วยมูนไลท์เหมือนเช่นเคย พวกเธอมาพร้อมกับพาหนะใหม่ที่เรียกว่าสตาร์ซีกเกอร์ โธรนต้นแบบอันแรกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของจีดัส
หนึ่งโธรนและอีกหนึ่งยานล้ำยุคมาบรรจบกันกลางท้องฟ้า โธรนมีพื้นที่ใหญ่โตกว่ามูนไลท์มากมายหลายเท่าแต่มันก็ยังไม่ใหญ่พอให้มิเนอร์วาลงจอดลงบนนั้น พวกโซนาตาจึงใช้วิธีการเอายานเข้าเทียบแทน
ในตอนนั้นเองกลุ่มของลูนาร์ได้กลับมารวมกันใหม่โดยมีลาโตรเป็นสมาชิกใหม่
ลูนาร์และซาร์ซาไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน แต่ไม่ว่าใครต่างก็มองออกว่าพวกเธอดีใจแค่ไหนที่ได้เจอกับเอ็ดวานอีกครั้งแบบที่ยังมีลมหายใจอยู่
“ข้าขอขอบคุณทุกอย่างที่พวกเจ้าช่วยมาตลอด ไม่ว่าจะเรื่องของเอ็ดวานและเรื่องที่ช่วยรวบรวมวัตถุดิบสำคัญมาให้” ลูนาร์เหลือบมองไหของเฟอร์โรและดาบแห่งซิลเวอร์ที่กลุ่มอะบีสส่งมอบให้พร้อมกัน
“ฉันบอกแล้วว่าเต็มใจช่วย…”
“…แต่” ลูนาร์ขัดขึ้นก่อนโซนาตาพูดจบ “พอได้แล้วล่ะ พวกเจ้าทำมามากแล้ว เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ยุ่งเหยิงไปกว่านี้ ทางที่ดีพวกเจ้าควรกลับไปยุคของตัวเองเถอะ เรื่องที่เหลือข้าและพวกจะรับผิดชอบกันเอง”
“ทำไมชอบไล่กันจังเลยนะ” โซนาตายิ้มหน้าเป็นไม่สะทกสะท้าน เขาไม่ได้อธิบายละเอียดเรื่องที่ไทม์แมชชีนควบคุมไม่ได้ ใช่ว่าเขาจะเลือกกลับไปยุคเดิมได้ตามใจชอบ
“อย่าเข้าใจผิดล่ะ” ลูนาร์ถอนหายใจ “พวกเราทุกคนซึ้งใจและยอมรับว่าที่พวกเจ้าทำมันช่วยได้เยอะมาก แต่ว่าต่อจากนี้ปล่อยให้ข้าและผู้คนในยุคนี้ต่อสู้ด้วยกำลังของพวกเรากันเองเถอะ”
“ถ้าเธอเป็นฉัน… จะหยุดแค่นี้รึเปล่า”
ลูนาร์ย่นคิ้ว “เอาเป็นว่า เรื่องไอน์บริกาพวกเราจะสืบกันต่อเอง ถ้าพวกเจ้าบังเอิญได้มันมาก่อนไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ พวกเราจะไม่รับมันไว้อีก แต่จะหาทางอื่นจัดการกับเทพปีศาจตนสุดท้ายโดยไม่ต้องพึ่งมัน”
“ไม่เห็นจำเป็นต้องรั้นขนาดนั้นเลย” อลินาส่ายหน้าพร้อมกับพ่นลมออกจมูก
“ถ้าไม่ทำขนาดนี้ พวกเจ้าจะไม่หยุดแทรกแซงใช่ไหมล่ะ” ซาร์ซาที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ แทรกขึ้น อลินาเดาว่าเรื่องนี้เธอนี่แหละคือต้นคิด
“ต่อให้มันหมายความว่าจะไม่สามารถผนึกเทพปีศาจตนสุดท้ายได้…” โซนาตาถามย้ำเป็นครั้งสุดท้าย
“ใช่… ต่อให้มันต้องเป็นแบบนั้น” ซาร์ซาตอบด้วยเสียงกระชาก
การพูดคุยไม่ได้จบลงอย่างราบรื่น ไม่มีแม้แต่โบกมือลาหรือกล่าวขอให้อีกฝ่ายโชคดี พวกเขาแค่แยกจากกันไปราวกับคนแปลกหน้า สตาร์ซีกเกอร์แยกตัวออกไปก่อน จากนั้นมิเนอร์วาจึงค่อยออกตัวไปในทิศตรงกันข้าม มองผิวเผินพวกเขากำลังมุ่งไปในเส้นทางที่แตกต่างกัน แต่แท้ที่จริงปลายทางของทั้งสองฝ่ายต่างเป็นอาณาจักรแอนเกีย
แอนเกียเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่พื้นที่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ทุ่งหญ้าก็คือทะเลทราย ความเจริญของประเทศนี้ทั้งหมดไปกระจุกตัวอยู่ที่เมืองใหญ่ที่มีไม่กี่เมืองและเมืองหลวงที่กลุ่มอะบีสกำลังมุ่งไปเป็นหนึ่งในนั้น
กลุ่มอะบีสปลอมตัวให้กลมกลืนกับผู้คนของที่นี่ บางส่วนยังคงจริงจังกับการสืบหาเรื่องของไอน์บริกา แต่บางส่วนเหมือนกับการเที่ยวเล่นมากกว่าการสืบหาข้อมูล พวกเขากิน เที่ยว และซื้อข้าวที่ระลึกของมากมายหลายอย่างที่หาไม่ได้ในพื้นที่อื่น
เรย์ได้ตำราอาหารมาเพิ่มหลายเล่ม นอกจากนั้น เขา ไกราและแอนทิสตายังใช้เวลาที่มีอย่างจำกัดตระเวนกินอาหารจากตามร้านแผงลอยและร้านอาหารขึ้นชื่ออีกหลายร้าน
ฟรีโอนิเอล ดีวาน และลามินาสนใจร้านขายอาวุธเป็นพิเศษ ฟรีโอนิเอลตามประวัติศาสตร์เขาควรจะมีดาบที่เฟอร์โรตีให้แต่เพราะเขาต้องไปอยู่กับโอเปราจึงพลาดโอกาสนั้น เขาตั้งใจหาดาบใหม่ที่มีระดับเกินกว่าขั้นห้าขึ้นไป น่าเสียดายที่อาวุธระดับนั้นไม่ใช่สิ่งมีวางขายอยู่ทั่วไป
โซนาตา จีดัสและเจเนวีฟกว้านซื้อหนังสือจำนวนมากจากหลายร้าน เกือบทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับไอน์บริกา แต่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ยุคอื่น ตำราเวทมนตร์ หนังสือเกี่ยวกับเดวัลและตำนานที่น่าสนใจ
“พวกนี้ด้วยได้ไหม” เจเนวีฟถามโซนาตาพร้อมกับชี้ไปที่หนังสือนิยายเล่มหนึ่ง
“ให้เงินไปแล้วนี่ อยากซื้ออะไรก็ซื้อสิ”
“คือ… มันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เราทำ ข้าเลยกังวลว่ามันจะไร้สาระไหม”
“อยากได้ก็ซื้อเถอะ การหาความสุขให้ตัวเองมันไร้สาระตรงไหน อะไรที่อยากทำและทำได้โดยไม่เดือดร้อนตัวเองจนเกินไปก็ทำไปเถอะ”
เจเนวีฟได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มแทบแก้มปริ เธอตรงไปที่กองนิยายอีกหลายสิบเล่มที่เธอเลือกไว้แล้ว
“หมดนั่นเลยเหรอ”
“มะ ไม่ได้เหรอคะ”
“ห้องเธอยังมีที่อีกเยอะนี่ ตามใจเถอะ”
คู่ของเวเนและอัลโตไปสืบหาข้อมูลของไอน์บริกาในตลาดแต่ก็คว้าน้ำเหลวเช่นกัน เวเนไปสะดุดตาเข้ากับร้านขายสัตว์เลี้ยงร้านหนึ่ง เธอรู้สึกสลดใจจนต้องเบือนหน้าหนี แม้ว่าภายนอกร้านนี้จะดูตกแต่งสวยงาม หน้าร้านมีสัตว์และเดวัลหลายชนิดดึงดูดลูกค้า แต่เธอรู้ดีว่าร้านลักษณะนี้มีสัตว์จำนวนไม่น้อยที่กำลังทรมานอยู่
มันไม่เหมือนร้านที่เพาะพันธุ์สัตว์มาเพื่อชาย สัตว์ส่วนใหญ่ในร้านถูกจับมาโดยพรากมันมาจากพ่อแม่ บางตัวได้รับบาดเจ็บระหว่างการขนส่ง บางตัวเป็นโรคจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและความเครียด
ด้านหน้าสุดของร้านมีกรงกระจกที่ค่อนข้างสะดุดตาเป็นพิเศษ เวเนมองสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่อยู่ในนั้นด้วยความเศร้า มันคือแฟรีทะเลทรายนั่นเอง
“หายากเลยนะเนี่ย แฟรีทะเลทราย” เสียงกระซิบของควินเนดังมาจากหัวไม้เท้า
“น่าสงสารจังเลย” เธอจ้องแฟรีเหล่านั้นด้วยความรู้สึกสงสาร แฟรีทะเลทรายต่างจากแฟรีป่าตรงสีผิว นอกนั้นเธอเองก็แทบจะแยกไม่ออก มันจึงรู้สึกเหมือนกำลังมองดูเพื่อนของเธอถูกจับขังในกรงกระจก
“ถ้าซื้อไปปล่อย… พวกนี้จะถูกจับกลับมาอีก” อัลโตเตือนเวเนไม่ให้เข้าไปยุ่ง เขาชินกับเรื่องทำนองนี้ ยิ่งมีคนซื้อมันก็จะยิ่งมีคนขาย และเรื่องแบบนี้จะไม่มีทางจบสิ้น
“งั้นก็ไม่ต้องเอาไปปล่อย” เวเนตอบ
จากนั้นควินเนก็พูดต่อ เธอใช้ภาษาแฟรีที่อัลโตไม่เข้าใจสื่อสารกับพวกแฟรีทะเลทราย
“ควินเนคุยกับพวกเขาแล้ว พวกเขาส่วนหนึ่งจะพยายามไม่ให้ถูกจับได้อีก อีกส่วนหนึ่งอยากมากับเราด้วย ในหมู่บ้านแฟรียังมีที่อยู่บ้าง”
“ฉ้นว่านั่นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรอกนะ” อัลโตถอนหายใจ แต่เขาไม่มีทางหาทางอื่นที่ดีกว่า เท่าที่รู้มาประเทศนี้ไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยซ้ำ
หลังจากที่ทุกคนตระเวนเที่ยวจนหนำใจ พวกเขาจึงเพิ่งเริ่มงาน หนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดตลอดกาลคือร้านเหล้าที่มักจะมีพวกขายข่าวมารวมตัวกัน