Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 309: นัดพบในร้านกาแฟ
“ไงล่ะ กรรไกรนี่ทำให้ของที่จะตัดกลายเป็นสองมิติน่ะ” ลูนาร์หัวเราะอย่างชั่วร้าย
โครินาเลรู้สึกเสียท่า เธอจินตนาการว่าหากเมื่อครู่ไม่ใช่แขนขวาแต่เป็นคอ เธอคงจะชะตาขาดไปแล้ว อาวุธขี้โกงแบบนี้แม้แต่กริมเซฟเองก็อาจจะไม่รอดเช่นกัน โครินาเลไม่รู้ว่าอาวุธของลูนาร์มีเงื่อนไขอยู่ มันทำงานได้เพราะว่าโครินาเลกำลังตื่นกลัว
ริแลนท์เห็นเพื่อน ๆ แต่ละคนทำท่าไม่ดี ไซริลถูกโซนาตาเล่นงานจนเกือบยืนไม่อยู่ ส่วนอีวาเองก็กำลังจะแพ้อลินา ฟิลิเซียและจีดัสที่แอบยิงสนับสนุน เขาอยากรีบชนะเซกันและผละออกไปจากตรงนี้ แต่เซกันไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เขาประมาทได้
เซกันไม่ได้มีท่าไม้ตายใหม่หรือพลังใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาเขาเพียงแค่ฝึกอย่างหนักวันแล้ววันเล่าจนเลื่อนระดับขึ้นทีละนิด ปัจจุบันทั้งพละกำลัง ความเร็วและวิชาดาบของเซกันยังด้อยกว่าริแลนท์แค่เพียงเล็กน้อย และช่องว่างเล็ก ๆ นั้นกำลังถูกถมในระหว่างการประลองดาบครั้งนี้
ฮาจาอยู่ด้านหลังและเฝ้ามองการต่อสู้อย่างใจจดใจจ่อ อย่างที่ทุกคนรู้กันดี บาดแผลที่เกิดจากริแลนท์ไม่สามารถรักษาได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ก่อนหน้านี้เซกันจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการคว้านแผลออกเพื่อให้ร่างกายของตนสามารถฟื้นฟูได้ นักบวชที่มีพลังในการรักษาอย่างฮาจาจึงถูกมองข้ามไปว่าไม่ได้เป็นหนึ่งในกำลังรบ
“กิกะฮีล” ฮาจาร่ายคาถาด้วยความประหลาดใจของทั้งริแลนท์และพวกเดียวกันเอง
มันไม่ใช่คาถารักษาระดับสูงสุดที่ฮาจาทำได้ด้วยซ้ำ แต่ทุกคนที่คุ้นเคยกับเธอมองออกว่าเวทมนตร์ครั้งนี้มีบางสิ่งแตกต่างออกไปจากคาถารักษาธรรมดา
ที่แก้มของเซกัน รอยบาดเล็ก ๆ ข้างแก้มที่เขาตั้งใจจะจัดการกับมันทีหลัง ค่อย ๆ ปิดสนิท มันรวมไปถึงบาดแผลเล็กน้อยอีกหลายแห่งที่ริแลนท์หลงเหลือเอาไว้ด้วย แผลทั้งหมดปิดสนิทและหายดีโดยไม่หลงเหลือแม้แต่ร่องรอย
“เป็นไปได้ยังไง” เซกันและริแลนท์พูดซ้อนกัน
“ถึงจะยังรักษาแผลใหญ่ ๆ ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นแผลเล็กน้อยข้าน่าจะจัดการได้ค่ะ ดังนั้นไม่ต้องกรีดทำลายแผลตัวเองเพื่อรักษาตัวแล้วนะคะ”
เซกันส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ช่วยได้มากเลยล่ะครับ”
ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของริแลนท์เริ่มฉายแววหนักใจ ถึงจะเล็กน้อยแต่พลังของเขาไม่เคยถูกเอาชนะได้มาก่อน เขาสังหรณ์ว่าในอนาคตฮาจาอาจจะกลายเป็นตัวปัญหายิ่งกว่านี้ คิดได้ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจจะจัดการกับเธอเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม
ไม่เพียงแค่เซกันเท่านั้นที่ไม่ยอมให้ริแลนท์ทำตามใจชอบ ดีวาน เซเลนอสและลามินาก็ขยับออกมาขวางอย่างพร้อมหน้า เซเลนอสเล็งไปที่เงาของริแลนท์ ดาบของเขาปักลงที่เงาและตรึงอีกฝ่ายเอาไว้กับที่ จังหวะเดียวกับที่ดีวานจู่โจมด้วยไฟสีขาวและดำ และลามินาก็ใช้ดาบแห่งความมืดฟันอีกฝ่ายจนกระเด็นไป
เซกันรู้ว่าทั้งสามไม่ได้คิดจะเข้ามาแทรก พวกเขาจำเป็นต้องทำเพื่อหยุดไม่ให้ริแลนท์ทำร้ายฮาจาได้ เมื่อเห็นว่าฮาจาปลอดภัยดีแล้วพวกเขาก็ทิ้งระยะห่างออกมาอีกแล้วปล่อยให้เซกันได้สู้ต่อ
“ศัตรูของคุณคือผมครับ”
“…” ริแลนท์ลุกกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เขาสะบัดดาบเพื่อลบไฟของดีวานที่จะยังลุกไหม้ร่าง แต่จากสภาพร่างกาย เขาดูบาดเจ็บไปไม่ใช่น้อย
ทั้งคู่พุ่งสวนกัน ดาบของริแลนท์ไม่เฉียบคมเช่นเคยเป็น ตรงกันข้ามกับดาบของเซกันที่สงบราวกับตัวตนของเขาได้ลบกลืนหายไป
ถ้าเขาเป็นคนธรรมดา เขาควรจะโกรธริแลนท์ที่เลือกโจมตีฮาจาแทนที่จะเป็นตน หรือเสียดายที่ไม่มีโอกาสตัดสินกับอีกฝ่ายในสภาพที่ต่างสมบูรณ์เต็มร้อย หรือปลดปล่อยความเคียดแค้นที่อยู่ในดาบออกมาเป็นพลัง
แต่เซกันคือเซกัน ไม่มีอะไรตกค้างในใจ มองการเคลื่อนไหวที่สื่อไปถึงใจได้ ความว่างเปล่าที่ไม่มีแม้แต่ความว่างเปล่า กระบวนท่าที่ไร้กระบวนท่า ความมืดที่ไม่ใช่แม้แต่สีดำ ดาบของเซกันทำลายกำแพงทุกอย่าง ทะลุดาบสีขาวไร้ชื่อ และเขาสร้างบาดแผลร้ายแรงให้กับริแลนท์สำเร็จเป็นครั้งแรก
ร่างของริแลนท์กระเด็นไปตามแรงส่ง
เหนือกว่าบาดแผลทางร่าง บาดแผลทางจิตใจของริแลนท์รุนแรงกว่านับร้อยเท่า การโจมตีเมื่อครู่ยอดเยี่ยมเกินไปจนเขาไม่อยากเชื่อว่ามันได้เกิดขึ้นจริง
ฝ่ายเฟรย์การ์ดรู้แก่ใจดีว่าพวกเขาไม่สามารถพลิกกระดานกลับมาได้เปรียบได้ พวกเขาตัดสินใจถอยทัพโดยมีเฟรย์และเซเรเนดออกมาช่วยด้วยตนเอง มันแสดงให้เห็นว่าพวกกริมเซฟและไซเลนเซอร์ทั้งสองคนยังเป็นไพ่ใบสำคัญที่ทั้งคู่ไม่ต้องการเสียไป
“จะรีบหนีแล้วเหรอ” โซนาตาตั้งใจพูดท้าทายทันทีที่เห็นใบหน้าของคู่อริต่างจักรวาล
“ไม่มีเหตุผลอะไรให้ดันทุรังสู้ต่อ” เฟรย์ตอบ
“มาตัดสินกันให้จบ ๆ ไปเถอะน่า” ซีวีตะโกนยั่วยุด้วยอีกคน แต่เช่นเดียวกัน เสียงของเธอไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายใส่ใจ
“ถ้าเป็นนาย จะสู้ต่อทั้งที่มีโอกาสชนะเหลือแค่ครึ่งเดียวเหรอ” เซเรเนดเข้ามาแทรก ทั้งที่แทบไม่เหลือลูกน้องแล้วแต่เขายังประเมินว่าตนกับเฟรย์มีโอกาสแพ้และชนะเท่า ๆ กัน
มันไม่ใช่เรื่องโกหกเพื่อเลี่ยงการต่อสู้ โซนาตาสัมผัสพลังรุนแรงจากเซเรเนดยิ่งกว่าที่เคยสัมผัสได้ ในยุคของลูนาร์เขาเคยพยายามอ่านรูปแบบพลังชายลึกลับคนนี้มาแล้วแต่ล้มเหลว ครั้งนี้เขาลองอีกครั้งแต่ก็ได้ผลลัพธ์ดังเดิม เซเรเนดผู้นี้มีพลังอันตรายที่เกินกว่าขอบเขตสามัญสำนึกอย่างแน่นอน
ราวกับเทพเจ้าที่สวมใส่ผิวหนังของมนุษย์เพื่อซ่อนตัวตน
ทั้งสองฝ่ายต่างอยากสู้ให้แตกหัก แต่ขณะเดียวกันก็อยากเอาชนะให้ได้โดยการสูญเสียให้น้อยที่สุด เป็นความรู้สึกก้ำกึ่งที่หาจุดลงตัวได้ยาก
สุดท้ายเฟรย์การ์ดเป็นฝ่ายถอยก่อน
ด้านพวกอะบีสคิดว่าไม่จำเป็นที่พวกเขาจะรุกตามและรีบร้อนตัดสิน ยังมีสมาชิกของพวกเขาอีกหลายรายรอคอยอยู่ข้างนอกอูนิส ในศึกคราวหน้าพวกเขาดูมีโอกาสจะชนะมากยิ่งขึ้น
อะโพฟิสจากไปโดยทิ้งความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเมืองและผู้คนไว้เบื้องหลัง และความผิดนอกจากนั้นคือพวกเขายังเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หน้ากระดาษโครนิเคิลออฟซีนถูกชิงไปสำเร็จ
กลุ่มอะบีสตัดสินใจอยู่อูนิสต่อไปพักหนึ่งเพื่อช่วยเยียวยาความเสียหายของเมืองรวมถึงเก็บกู้อีเธอร์เกียร์หลายสิบเครื่องที่ตกกระจายไปทั่ว
พวกเขาไม่ได้ถูกต้อนรับนัก ซึ่งไม่น่าแปลกใจเมื่อมองในแง่ว่ากลุ่มอะบีสเองก็เป็นผู้ก่อความเสียหายครึ่งหนึ่งให้กับเมือง
เวทีของเรื่องราวถูกย้ายกลับมาที่อาณาจักรลีโอตาร์อีกครั้ง กลุ่มอะบีสกลับมาซุ่มรออยู่ที่นี่เพื่อรอคอยทีมต่าง ๆ ที่ออกไปจัดการกับภารกิจ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็เฝ้าจับตาดูการเคลื่อนไหวของยานอะโพฟิสที่ยังไม่ยอมจากยุคนี้ไป พวกเขาแน่ใจว่าไม่ช้าก็เร็วการปะทะครั้งใหม่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ทุกคนมัวแต่ยุ่งอยู่กับงานและการเตรียมรับมือกับศัตรูที่มีมากกว่าหนึ่งด้าน ไม่มีใครสังเกตว่าลามินาเซื่องซึมหลังจากเหตุการณ์นั้น ความรู้สึกผิดที่เธอไม่สามารถปกป้องสิ่งที่ต้องปกป้อง ความตกใจที่แม้ทุ่มสุดแรงแล้วแต่ลามอนต์ก็ยังเหนือกว่าก้าวหนึ่ง และความกังวลเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ทุกอย่างกำลังกัดกินเธอจากภายใน
…อย่าลังเลสิลามินา เธอเข้าร่วมกลุ่มนี้เพราะเชื่อในคำทำนายของท่านริเธียไม่ใช่เหรอ…
ลามินาพยายามทบทวนเป้าหมายดั้งเดิมของเธอ เพื่อย้ำว่าสิ่งที่ทำมานั้นถูกต้องดีแล้ว
และแล้ววันหนึ่ง ลามินาได้รับการติดต่อที่ไม่คาดคิด ที่กิลด์อุสทรินาใครบางคนได้ฝากข้อความเอาไว้ถึงเธอ โลกยุคนี้ไม่น่ามีใครรู้จักเธอเหลืออยู่อีก ลามินาจึงสังหรณ์ใจว่าคนที่พยายามติดต่อกับเธออาจจะเป็นศัตรูก็ได้
หากเป็นคนอื่นอาจจะหวาดกลัวการนัดพบที่ไม่รู้ว่ามาจากมิตรหรือศัตรู แต่ลามินาผู้เคยเป็นหนึ่งในจอมดาบชื่อก้องโลกมีหรือที่จะหวาดกลัวศัตรู เธอตัดสินใจไปตามนัดที่บุคคลปริศนาทิ้งข้อความไว้
ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ชายที่นั่งรออยู่คือคนที่เธอคาดคิดไว้ตั้งแต่แรก หนุ่มผมยาวสีทองที่ราวกับฝาแฝดร่างชายของเธอรออยู่ตรงนั้น ตาสีฟ้าข้างเขียวข้างแต่สลับซ้ายขวากับของลามินาสบเข้ากับตาของเธอพอดี เขาโบกมือเรียกเธอโดยไม่ได้สำนึกว่าตนเองอาจจะถูกจู่โจมเมื่อไหร่ก็ได้
“ท่านพี่ ทางนี้ครับ” ลามอนต์ทักทายเสียงใส
ลามินาถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน ในหัวอยากอาละวาดให้แหลกกันไปข้าง แต่ยังติดเกรงใจที่จะดึงเจ้าของร้านและลูกค้าคนอื่นเข้ามาวุ่นวายไปด้วย
“นั่งก่อนสิครับ น่าจะต้องคุยกันยาว” ลามอนต์ขยับเก้าอี้ตัวข้าง ๆ ให้ แต่ลามินาไม่ได้สนใจเก้าอี้ตัวนั้น เธอนั่งอีกตัวที่อยู่ตำแหน่งเยื้องกับเก้าอี้ของลามอนต์ ราวกับจะบอกว่าไม่ได้อยากสนิทชิดเชื้ออะไรด้วย
“ข้าบอกแล้วว่าอย่ามาตีสนิท ข้าไม่ใช่พี่ของเจ้า”
ลามอนต์หัวเราะเบา ๆ เขาดีใจที่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยอมนั่งลง ไม่ใช่พยายามเอาดาบแทงตาของตน
“ผมคิดว่าพี่น่าจะอยากรู้สาเหตุที่มาที่ไปของสงครามคราวนี้ อะไรที่ทำให้เอ็กซิคิวชันเนอร์อย่างพวกเราโจมตี”
“ไม่ใช่เพราะอยากได้หน้ากระดาษโครนิเคิลออฟซีนเหรอ”
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง” ลามอนต์ยอมรับออกมาตามตรง “แต่เรื่องนั้นคือปลายเหตุครับ ก่อนอื่นท่านพี่รู้แล้วใช่ไหมว่าหนังสือโครนิเคิลออฟซีนทำอะไรได้บ้าง”