Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 310: ขอให้ได้เลือกเอง
“มันมีไว้แก้ประวัติศาสตร์ทำให้เป็นไปอย่างที่ควรเป็น” ลามินาตอบตามที่เธอเข้าใจ
“ที่ควรเป็น” ลามอนต์ย้อน “เอาอะไรมาตัดสินล่ะครับ ว่าประวัติศาสตร์อันไหนควรเป็นหรือไม่ควรเป็น ทำไมถึงคิดว่าหนังสือบันทึกสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้นล่ะ”
ลามินานิ่งไป “จะพูดอะไรก็รีบพูดมา”
“ถ้าหนังสือถูกใช้งาน ทุกอย่างที่ขัดแย้งจะถูกลบออกไปหมด คนหรือสิ่งของในโลกนี้ที่ไม่ควรมีอยู่ในประวัติศาสตร์ จักรวาลคู่ขนาน รวมไปถึงพวกที่มาจากอนาคตอย่างท่านพี่ด้วย”
ลามินาได้ฟังแล้วก็อ้าปากค้าง
“โครนิเคิลออฟซีนเล่มนั้นบันทึกเหตุการณ์ในยุคของเรย์ ลีออนและวีรกรรมในการผนึกเทพปีศาจของเขา ดังนั้นคนที่มาจากยุคนั้นในความเป็นจริงที่แตกต่างออกไปอย่างท่านพี่ก็จะไม่มีตัวตนอีกต่อไป… ไม่สิ ต้องบอกว่าท่านพี่ที่กลายมาเป็นสมาชิกกลุ่มอะบีสจะหายไป หรือบางทีอาจจะเป็นกลุ่มอะบีสทั้งกลุ่มที่หายไปเลยก็ได้”
“พูดบ้าอะไรของเจ้า” ลามินาตกใจหลาย ๆ เรื่องพร้อมกัน หนึ่งในนั้นคือเรื่องที่ลามอนต์รู้ถึงตัวจริงของกลุ่มอะบีส และรู้ว่าเธอมาจากยุคเดียวกับเรย์ในประวัติศาสตร์ที่ผิดเพี้ยนไป
“ผมรู้หลาย ๆ เรื่องที่พี่ไม่รู้” ลามอนต์อธิบายต่ออย่างใจเย็น “องค์กรฟอร์ชาโดเวอร์ของเรารู้เห็นทุกสิ่งจากพลังที่พี่คุ้นเคย พวกเรามีท่านเดอะพรอเฟ็ต”
“ท่านริเธีย…”
“ไม่ใช่ท่านริเธียที่เป็นรุ่นก่อนครับ ในโลกของผม เดอะพรอเฟ็ตคนปัจจุบันคือท่านรูเธีย ด้วยพลังของเดอะพรอเฟ็ตผู้เป็นผู้นำขององค์กรฟอร์ชาโดเวอร์ พวกเราจึงมองเห็นทุกอย่างและสามารถยับยั้งมันได้ก่อนที่จะเกิด หนึ่งในปัญหาร้ายแรงที่พวกเราเห็นก็คือหนังสือเล่มนั้นครับ”
ข้อมูลมากมายทำให้ลามินาจับต้นชนปลายแทบไม่ถูก เธอมึนงงถึงขนาดที่ว่าไม่รู้จะเริ่มถามจากตรงไหนดี
“ข้ายังไม่เข้าใจ แล้วยังไง สมมุติว่าหนังสือเล่มนั้นมันอันตราย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับโลกของเจ้าล่ะ โลกของเจ้าเป็นโลกคู่ขนาน มันไม่น่าเกี่ยวกับการแก้ความเป็นจริงของโลกนี้ไม่ใช่เหรอ”
“แล้วถ้าบอกว่า โลกของผมเกิดขึ้นเพราะการแทรกแซงละครับ”
ลามอนต์กลัวว่าลามินาจะงงมากไปกว่านี้ แต่เขาตัดสินใจว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถข้ามไปได้ เขาเล่าว่าโลกของตนเป็นโลกที่เกิดจากการถูกแทรกแซงด้วยกลุ่มอะบีสในครั้งอดีต มันจึงเป็นสาเหตุที่หากโครนิเคิลออฟซีนทำงานในโลกนี้ โลกของเขาอาจถูกลบหายไปด้วย
“เรื่องนี้แม้แต่ท่านเดอะพรอเฟ็ตก็มองเห็นอนาคตได้ไม่ชัดเจน ดังนั้นผมคงไม่บอกว่ามันจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนหรอกครับ แต่แค่ว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดได้ พวกเราเพียงมีหน้าที่ต้องหยุดมัน นั่นคือหน้าที่ของเอ็กซิคิวชันเนอร์ครับ”
“ถ้าหนังสือทำงาน… โลกของเจ้าอาจจะถูกลบไป รวมไปถึงกลุ่มอะบีสที่เป็นคนที่ทำให้โลกของเจ้าเกิดขึ้นด้วย”
“นั่นแหละสิ่งที่ผมพยายามจะบอกครับ” สีหน้ากึ่งเล่นกึ่งจริงของลามอนต์เปลี่ยนเป็นใบหน้าเคร่งขรึม “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ มันเกี่ยวข้องกับอนาคตของทั้งผม ทั้งพี่ และคนอีกทั้งโลก หรืออาจจะอีกหลาย ๆ โลกเลยด้วย”
ลามินากุมคางครุ่นคิด เธอยังไม่ไว้ใจเขาแต่กลับรู้สึกว่าเรื่องที่เขาพูดไม่ใช่เรื่องโกหก
“ข้าพอจะเข้าใจเหตุผลของพวกเจ้าแล้ว”
“ใช่ไหมล่ะครับ พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย หนังสือนั่นอันตรายเกินกว่าจะให้ตกอยู่ในมือของประเทศไหนทั้งนั้น และอย่างที่ได้เล่าไป ฟอร์ชาโดเวอร์ของเราไม่มีทางเอามันไม่ใช้แน่นอน เราเองก็ไม่อยากถูกมันลบหายไป”
“แต่ประเทศต่าง ๆ คงไม่ยอมล้มเลิกแน่ พวกเขาเชื่อว่าหนังสือคือวิธีการสุดท้ายในการรักษาโลกนี้จากผลกระทบของราลูโซล”
คราวนี้เป็นลามอนต์ที่เงียบไปแทน
“ต่อให้รู้ว่าการใช้หนังสือจะทำให้โลกอื่นหายไป แต่พวกเขาไม่ยอมหยุดแน่ ส่วนเรื่องของกลุ่มอะบีส มันยังไม่แน่หรอกว่าพวกเราจะหายไป”
“หมายความว่ายังไง”
“ข้าเคยสงสัยเรื่องแบบนี้ จึงถามเสนาธิการของกลุ่มเราว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเฟรย์การ์ดย้อนเวลาไปฆ่าพวกเราคนใดคนหนึ่งก่อนที่มาเป็นสมาชิกกลุ่มอะบีส ยกตัวอย่างเช่น หากเฟรย์การ์ดสามารถสังหารข้าได้ก่อนเข้ากลุ่ม มันจะเป็นเช่นไร คำตอบคือมันก็แค่ทำให้เกิดไทม์ไลน์ขึ้นเพิ่มอีกไทม์ไลน์ที่ข้าตายจากกรณีที่ไม่ใช่ตามประวัติศาสตร์ แต่มันจะไม่มีผลกระทบถึงตัวข้าที่กลายมาเป็นหนึ่งในนักเดินทางข้ามเวลาแล้ว เช่นเดียวกับที่ไม่ว่าจะแก้ประวัติศาสตร์สักกี่ครั้ง สิ่งที่เรียกว่าไทม์ไลน์ดั้งเดิมก็ไม่เคยหายไป”
“ก็เลยคิดว่า ต่อให้ใช้หนังสือปรับแก้ความเป็นจริงแล้ว พวกที่เดินทางข้ามเวลาได้ก็จะหลุดออกจากกรอบนั้นสินะครับ” พูดจบลามอนต์ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เจ้าควรกังวลเรื่องนั้นไม่ใช่เหรอ”
“นั่นสิครับ ถ้ากลุ่มอะบีสไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย เรื่องจะชักชวนให้มาช่วยกันยับยั้งการใช้โครนิเคิลออฟซีนก็คงยาก” ลามอนต์หัวเราะแห้ง ๆ
“งั้นทำไม…”
“พอคิดว่าอย่างน้อยท่านพี่ก็ยังปลอดภัย ผมก็คิดว่าในเรื่องร้าย ๆ มันก็ยังมีเรื่องดีน่ะครับ”
“แล้วเรื่องของเจ้าล่ะ ข้าอยากฟังเรื่องนั้นด้วย”
ลามอนต์ฉีกยิ้มหน้าบานที่รู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มสนใจตน เขาเล่าประวัติของตัวเองให้ฟังอย่างละเอียด เรื่องราวของเขามีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างจากลามินา มาดารัสที่เขารู้จักไม่ได้เสียกษัตริย์กาดิออสไปในสงครามซีนครั้งที่สาม
ลามินาเคยคิดว่าหากบัลลังก์ไม่ได้ถูกเปลี่ยนจากกาดิออสมาเป็นปู่ของเธอ บางทีมาดารัสอาจจะไม่ได้ล่มสลายและครอบครัวของเธอก็คงไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่เรื่องที่ลามอนต์เล่าทำให้เธอต้องเปลี่ยนความคิด
กษัตริย์กาดิออสยิ่งทำสงครามหนักข้อขึ้นหลังจากรอดมาจากศึกนั้น เขาถึงขั้นข้ามทวีปไปก่อสงครามกับประเทศนอร์ธและเซาธ์บริซาเนีย สุดท้ายอนาคตของกาดิออสก็ไม่ต่างจากในประวัติศาสตร์เดิม นั่นคือเหตุให้ประเทศมาดารัสถูกศัตรูกลับมาล้างแค้นให้ประเทศที่ขาดผู้นำ
คฤหาสน์ที่ลามอนต์และพี่สาวพักอาศัยถูกโจมตี มันคือเหตุการณ์ที่คล้ายกับที่ลามินาเคยเห็นมากับตาตัวเอง ต่างกันที่แค่บทบาทเปลี่ยนไป ลามินาคือคนที่ตาย ส่วนลามอนต์คือคนที่รอด
“ข้าตายงั้นรึ” ลามินาถามย้ำ
“ใช่ครับ ผมเสียท่านไปตั้งแต่วันนั้น” ลามอนต์พยายามระงับอารมณ์แต่เขาไม่สามารถห้ามน้ำตาที่ปริ่มจะไหลออกมาได้
“ต้องเติบโตมาแบบนั้นคงลำบากมากเลยสินะ”
ลามินาเข้าใจเป็นอย่างดี ที่เธอกลายมาเป็นจอมดาบทั้งที่อายุน้อยขนาดนี้ได้ก็เกิดจากเหตุการณ์ในวันนั้น แม้จะถูกมองเป็นอัจฉริยะเชิงดาบแต่ความจริงเธอต้องผ่านการฝึกฝนจนแทบกระอักเป็นเลือดทุกวันทุกคืน เมื่อคิดว่าลามอนต์คงต้องเจอกับเรื่องแบบเดียวกันในวัยที่เด็กกว่าหลายปี มันคงเป็นประสบการณ์ที่ไม่ต่างจากนรก
“ผมเคยคิดว่าเป้าหมายของตนคือการฟื้นฟูมาดารัสให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง นั่นคือเหตุผลแรกที่ผมทำงานให้กับองค์กรที่มีอำนาจควบคุมโลกอย่างฟอร์ชาโดเวอร์”
“ฟื้นฟูมาดารัส” ลามินาได้ยินแล้วก็ขนลุก มันคือความฝันเดียวกับเธอ “เดี๋ยวนะ เจ้าใช้คำว่า ‘เคย’ งั้นเหรอ”
“เมื่อได้มาอยู่ในองค์กรและได้รับพลังในการข้ามมิติคู่ขนาน ผมก็ตระหนักว่าสิ่งที่ปรารถนามาตลอดไม่ใช่เรื่องนั้นเลย ผมอยากเจอกับท่านพี่อีกครั้งและการสามารถเดินทางข้ามมิติได้ก็ทำให้ความฝันเป็นจริง…”
“…” ลามินาจนด้วยคำพูด
“ผมอยากให้ท่านพี่มาอยู่กับผม” ขณะที่อีกฝ่ายกำลังสับสนลามอนต์ได้ซ้ำลงไปอีกทีด้วยการบอกความต้องการของเขา
“เจ้าน่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ข้าไม่มีทางทรยศพวกพ้องหรอก”
ไม่ใช่แค่ลามอนต์ที่สงสัยในคำพูดนั้น ตัวลามินาเองก็รู้สึกสงสัยคำพูดของตัวเองเช่นกัน เธอพูดออกไปเพราะเชื่อในคำทำนายของริเธียผู้เป็นนายเก่า หญิงชราบอกกับเธอว่าความปรารถนาของเธอจะกลายเป็นจริงหลังจากที่ได้ติดตามกลุ่มอะบีส นั่นคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เธอหักหลังพวกเขาไม่ได้
“เรื่องที่เจ้าอยากพูดมีแค่นี้ใช่ไหม” ลามินาลุกขึ้น เธอกลัวว่าหากถูกเกลี้ยกล่อมมากกว่านี้เธอเองก็อาจจะหวั่นไหวไปด้วย
“ผมเชื่อว่าสุดท้ายท่านพี่ต้องเลือกผม”
“ถ้าเจ้าคือลามอนต์ตัวจริง มันอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้” ลามินาทิ้งท้ายไว้ เธอยังคงยืนกรานว่าลามอนต์จากอีกโลกหนึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเธอ
เมื่อกลับขึ้นยาน ลามินาตัดสินใจขอเรียกประชุมเหล่าผู้บริหาร เธอเล่าสิ่งที่ได้รับรู้มาจากหมดเปลือก ไม่ว่าจะเรื่องเกี่ยวกับหนังสือโครนิเคิลออฟซีน ที่มาที่ไปของฟอร์ชาโดเวอร์ และความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับลามอนต์ รวมถึงเรื่องในอดีตที่ทำให้เธอตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มนี้
ทุกคนฟังอย่างตั้งใจ ไม่มีใครโทษที่เธอแอบออกไปเจอลามอนต์โดยพลการ จะมีก็เพียงแค่บางคนที่รู้สึกห่วงที่เธอออกไปเจอกับศัตรูตามลำพัง
“เท่ากับว่าลามอนต์คนนั้นเป็นน้องชายจากต่างโลกสิเนี่ย” เอ็ดวานย้ำข้อสรุปอีกครั้ง
“แล้วแบบนี้จะทำยังไง ถ้าปล่อยให้มีคนใช้หนังสือ โลกอีกโลกก็จะถูกทำลาย แต่ถ้าไม่ให้ใช้ โลกนี้ก็จะพังเพราะราลูโซล” เวเนถามทุกคน
“มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว” โซนาตาและลูนาร์พูดสวนออกมาพร้อมกัน
“เจ้า!…” ลูนาร์ขัดใจที่จะโดนแย่งพูด และที่โซนาตาเหมือนจะคิดตรงกัน
อีกทั้ง…
ตาของเธอตวัดมองมือเขาที่กุมมือเธอไว้เฉย ไม่กังวลกับสายตาคนอื่น มองหน้าเขาที่มียิ้มน้อย ๆ
สีหน้าเธอเลิ่กลั่ก และนั่นเท่ากับเปิดให้โซนาตาได้พูดต่อ
“พวกเราจะรวบรวมหนังสือให้มากที่สุด ศึกษามันว่ามีวิธีที่จะใช้มันได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ และสุดท้ายจะต้องเลือกว่าจะช่วยโลกไหน พวกเราจะขอเป็นคนตัดสินใจเอง”