Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 320: เริ่มศึกในวิหารแห่งกาลเวลา
ราวหนึ่งชั่วโมงก่อนการบุกโจมตีของฟอร์ชาโดเวอร์และเฟรการ์ด
ในห้องพักของฟรองเซย์และเวโรนิกา เพื่อนร่วมห้องต่างกิลด์ของพวกเธอไม่ได้อยู่ด้วยในตอนนี้แต่เป็นอัสการ์ผู้เป็นเพื่อนร่วมกิลด์แทน คนทั้งสามกำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
“ผ่านไปเกือบร้อยชั่วโมงแล้ว ฟอร์ชาโดเวอร์อาจบุกโจมตีเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าพวกเราจะลงมือทำอะไรก็ต้องตอนนี้แหละ” ฟรองเซย์พูดขณะที่ยืนกอดอกพิงเตียงในห้องแคบ ๆ
“ไม่ขอความช่วยเหลือจากกลุ่มอะบีสเหรอ พวกนั้นน่าจะเต็มใจช่วยนะ” เวโรนิกาเสนอความเห็น
“ทางนั้นกำลังเตรียมตัวรับมือกับเฟรย์การ์ด เห็นพูดว่าถ้าฟอร์ชาโดเวอร์โจมตีเมื่อไหร่ พวกเฟรย์การ์ดที่ว่าจะเตรียมซ้ำทันที ดังนั้นเรื่องที่เหลือพวกเราคงต้องจัดการกันเองล่ะครับ”
“พวกเฟรย์การ์ดเล็งเล่นงานกลุ่มอะบีส ปล่อยให้พวกเขาจัดการเรื่องนี้กันเองดีแล้ว”
“แล้วการสืบเรื่องกิงคารอนมันจะได้อะไรล่ะ ไม่ใช่ว่าอุสทรินาต้องช่วยพวกเขาเหรอ”
“คุณฟรองเซย์กับผมไม่ไว้ใจกิงคารอนครับ” อัสการ์ตอบตามตรง “ไม่ใช่แค่กิลด์ของเราหรอกครับ หลาย ๆ ประเทศที่รับหน้ากระดาษโครนิเคิลออฟซีนไปก็คงไม่ได้ไว้ใจพวกเขาอย่างเต็มที่ แต่เพราะว่าไม่มีทางเลือกก็เลยต้องรับหน้ากระดาษไว้เพื่อศึกษา”
“คิดมากไปรึเปล่า” เวโรนิกายักไหล่ “เอาเถอะ ถ้าจะสืบจะต้องทำยังไง พวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปชั้นในสุดของวิหารแห่งกาลเวลานะ”
“เรื่องนั้นผมสืบขั้นต้นมาแล้วครับ” อัสการ์พูดพร้อมกับใช้นิ้วขยับเหมือนขีดเขียนกลางอากาศ เขาใช้เวทมนตร์ที่คล้ายกับจอโฮโลแกรมที่พวกอะบีสชอบใช้กัน
“แผนที่งั้นเหรอ หามาได้ยังไงเนี่ย”
“ชู่วว อย่าเสียงดังสิครับ” อัสการ์ทำท่าห้ามไม่ให้เวโรนิกาส่งเสียงดังเกินไป “ผมมีเวทมนตร์หลายชนิดที่เหมาะกับการช่วยสืบครับ แค่แผนที่คร่าว ๆ เนี่ยไม่ยากเลย”
“ตรงนี้คือ” ฟรองเซย์ชี้ไปที่จุดที่เธอสงสัย อัสการ์ฉีกยิ้มในทันที
“สมกับที่เป็นคุณฟรองเซย์ มองออกในพริบตาเลยสินะครับ จากโครงสร้างแล้วจุดที่คุณสงสัยน่าจะมีห้องอีกห้องครับ ผมเดาว่ามันเคยเป็นทางเชื่อมระหว่างวงแหวนชั้นกลางและชั้นในสุด ทางนี้น่าจะใช้แค่ตอนระหว่างก่อสร้าง หลังจากงานเสร็จก็ถูกปิดตายไป
“ใช้ทางนั้นไม่ได้หรอก” เวโรนิกาพูดขึ้นแบบไม่ได้ใส่ใจ
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ”
“ฟอร์ชาโดเวอร์มองเห็นอนาคตไม่ใช่เหรอ พวกนั้นอาจจะรู้โครงสร้างวิหารนี้ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นไอ้เส้นทางเก่าที่อาจจะถูกศัตรูใช้เนี่ยมันก็ต้องมีคนมาเฝ้าอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“เวโรนิกาตัวจริงใช่ไหม” ฟรองเซย์ทึ่ง
“หมายความว่ายังไงยะ”
“เรื่องที่แม้แต่คุณเวโรนิกายังคิดได้… ผมคงมองตื้นเกินไป เส้นทางนี้อันตราย”
“อ๋อ เหรอ” เวโรนิกากำหมัดจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น
“พวกเรามาลองหาทางอื่นกันดีไหมครับ” อัสการ์เพิ่งรู้ตัวว่าปากกำลังพาซวย เขาพยายามจะลากกลับเข้าเรื่องเดิมแต่ดูท่าจะสายเกิน
“ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุด…” ฟรองเซย์ไม่ได้สนใจอัสการ์ที่กำลังถูกอัด เธอยังคงหมกมุ่นกับการหาทางเข้าไปสืบภายในวิหารชั้นใน โดยมีเสียงตุบตับเป็นเสียงประกอบอยู่ข้างหลัง
“ไม่มีทางแฝงตัวเข้าไปได้เลยเหรอ ชั้นด้านในสุดมีทั้งสิบสองขุนพลเทพแล้วก็ยังมีนักวิจัยของกิงคารอนด้วย พวกนั้นคงไม่อดอาหารทั้งสัปดาห์หรอกมั้ง”
“เท่าที่ผมทราบน่าจะยากครับ ชั้นในสุดแยกส่วนจากชั้นกลางโดยสมบูรณ์ ถึงจะสำรวจไปไม่ถึง แต่ผมเชื่อว่าพื้นที่ส่วนนั้นคงมีทุกอย่างพร้อม อย่าว่าแต่สัปดาห์สองสัปดาห์เลย ถ้าจะต้องอยู่เป็นปีก็น่าจะทำได้”
“ต่อให้ฟ้าถล่มก็คงไม่คิดออกมา นี่คือทางตันแล้วสินะ”
เวโรนิกาได้ฟังก็หัวเราะอย่างประชดประชัน “อีกทีคือบุกเข้าไปตรง ๆ เลย”
“จะไปทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ แต่… อืมมม”
“นั่นสินะ” ฟรองเซย์เดาว่าเธอเข้าใจสิ่งที่อัสการ์กำลังคิด “รอให้พวกฟอร์ชาโดเวอร์บุกมา แล้วก็ถือโอกาสตามเข้าไปด้วยก็คงไม่เป็นไรมั้ง”
“ผมไม่แน่ใจว่าเป็นแบบนั้นจะมีเบาะแสอะไรให้สืบ แต่มันอาจจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแล้วล่ะ”
การพูดคุยจบลงโดยที่แทบไม่ได้อะไรเพิ่มเป็นชิ้นเป็นอัน อัสการ์ขอตัวกลับไปห้องพักของเขาเพื่อเตรียมตัว ฟรองเซย์และเวโรนิกาพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะจบด้วยแบบเดิม ๆ ด้วยฝ่ายนึงตะเบ็งเสียงใส่ ส่วนอีกฝ่ายก็แกล้งทำเป็นหูทวนลม
ทุกคนเชื่อว่าเวลาเหลือน้อยลงในทุกขณะ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าอีกเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมาสัญญาณเตือนภัยก็ดังลั่น สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว
ทหารสี่หมื่นนายที่ตั้งทัพล้อมวิหารเอาไว้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฟอร์ชาโดเวอร์ แม้ว่าจะมีกำลังต่างกันเกือบสี่สิบต่อหนึ่งก็ตาม เอ็กซิคิวชันเนอร์เพียงแค่หนึ่งพันกว่านายกลับต้านเอาไว้ได้
ทหารกิงคารอนเกือบทุกนายใช้ปืนเวทเป็นอาวุธหลัก อีกไม่น้อยเช่นกันที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมอย่างโล่สนามพลัง อุปกรณ์เสริมพลังในการเคลื่อนที่ หรือแม้แต่ควบคุมพาหนะสงครามที่คล้ายรถถัง หากศัตรูของพวกเขาคือทหารของประเทศอื่นที่ยังพึ่งเพียงดาบ หอก และเวทมนตร์ มันคงจะจบลงได้อย่างไม่ยากเย็น
เอ็กซิคิวชันเนอร์เทียบไม่ได้กับทหารทั่วไป พวกเขาคือผู้พิพากษาและเพชฌฆาตที่มีพลังข้ามมิติ ศึกนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาบุกรุกไปยังมิติอื่นที่ถูก ‘เดอะพรอเฟ็ต’ หมายหัวเอาไว้ว่าเป็นอันตรายต่อโลกของตน ในสายตาของพวกเขากิงคารอนไม่ได้น่ากลัวไปกว่าพวกที่เคยถูกฟอร์ชาโดเวอร์พิพากษาในอดีต
ที่น่ากลัวที่สุดคือผู้นำทั้งห้า เอ็กซิคิวชันเนอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคปัจจุบัน พวกเขาแค่ห้าคนทำให้กองทัพสี่หมื่นของกิงคารอนลดลงไปเกือบหนึ่งในสี่หลังจากสงครามเพิ่งเริ่มไปเพียงไม่กี่นาที
“ไม่ต้องไปสนใจพวกปลายแถว ทำลายประตูนั่นซะ” เหล่าทหารต่างโห่ร้องตอบรับคำสั่งของดิแอส
มาร์ฟีสใช้พายุช่วยแหวกทางให้คนของตัวเอง มีเอ็กซิคิวชันเนอร์บางคนพยายามจะใช้เครื่องกระทุ้งเพื่อจัดการกับประตู แต่ช้าไป เอ็กซิคิวชันเนอร์ร่างใหญ่คนหนึ่งพุ่งไปถึงก่อน ประตูเหล็กที่ทั้งหนาและใหญ่ยักษ์ระดับที่แค่ขยับมันก็ต้องใช้กลไกช่วย ถูกกำปั้นเปล่า ๆ และเรี่ยวแรงราวกับพญาช้างสารดึงหลุดออกมาทั้งบาน
ราวกับฝูงแมลงที่โหมบินเข้าสู่กองไฟ ทหารที่อยู่บริเวณภายนอกลดลงอย่างต่อเนื่อง แม่ทัพที่ดูแลควบคุมกองทัพด้านนอกถูกลอเรนซ์จัดการไปแล้วพร้อมกับระดับรอง ๆ
เมื่อหัวถูกเด็ดออก ร่างกายก็ยากที่จะรอดไปได้ พวกที่เหลือเริ่มแตกกระจายเหมือนผึ้งแตกรัง มีทั้งทหารที่หนีกลับเข้าเมืองเพื่อไปสมทบกับกองกำลังส่วนอื่น ทหารที่หนีทัพและไม่คิดจะกลับมาสู้อีก รวมถึงทหารที่พยายามไปรวมตัวกับทหารห้าพันคนที่รออยู่ที่วงแหวนชั้นนอกสุด
ศึกระหว่างทหารที่วงแหวนชั้นนอกกับกองทัพฟอร์ชาโดเวอร์ไม่ง่ายเหมือนครั้งแรก ฝ่ายเอ็กซิคิวชันเนอร์เสียกำลังรบไปราวหนึ่งร้อยนายที่ศึกด้านนอก แม้ว่าพวกที่อยู่ภายในวิหารจะมีจำนวนน้อยกว่าเดิมแปดเท่า แต่พวกเขาก็มีทักษะในการต่อสู้เหนือกว่าคนข้างนอกหลายขั้น
ผู้นำทั้งห้ายังคงสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ดิแอสกวาดเอาทั้งกำแพงและทหารของกิงคารอนหายไปทั้งแถบด้วยลมหายใจมังกรเพลิง กำแพงที่ถูกลงอาคมเอาไว้มีพลังป้องกันสูงเมื่อถูกโจมตีจากภายนอก แต่เมื่อถูกโจมตีจากด้านหลังของกำแพงมันกลับไม่สามารถทนได้
มาร์ฟิสเกลียดการต่อสู้ในที่แคบ ๆ เขาช่วยดิแอสสร้างความวิบัติให้กับวงแหวนชั้นนอกด้วยการสร้างมหาพายุขึ้นในพื้นที่กำจัด ทหารกิงคารอนหลายหน่วยมีอาวุธที่ใช้สำหรับต่อต้านการใช้เวทมนตร์ แต่พวกเขาไม่มีโอกาสใช้มันหยุดมาร์ฟีส แต่ละคนถูกลามอนต์ ลอเรนซ์ และอัสการ์จากอีกโลกสังหารจนหมดสิ้น
วงแหวนชั้นนอกที่เคยคิดว่าน่าจะหยุดฟอร์ชาโดเวอร์ได้นานกว่านี้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ
ขณะที่ประตูใหญ่ที่กั้นระหว่างชั้นกลางและชั้นนอกสุดถูกดิแอสทำลายลง เงาทะมึนของยานขนาดยักษ์ก็ปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า
“เจ้าพวกนั้นมาตามคำทำนายจริง ๆ ด้วย” ดิแอสแสยะยิ้ม
“ระวังไว้ด้วยนะ ถึงท่านเดอะพรอเฟ็ตจะบอกว่าไม่ใช่ศัตรู แต่ก็อย่าไว้ใจเกินไป”
“ถ้าโจมตี พวกเราก็แค่ต้องจัดการไปด้วยเท่านั้นแหละค่ะ” ลอเรนซ์ทำเป็นไม่สนใจเฟรย์การ์ดที่กำลังจะเข้าร่วมสงครามเพราะเธอไม่อยากให้พวกรุ่นน้องต้องกังวล
ทหารฝีมือสูงห้าร้อยนาย เหล่านักผจญภัยจากกิลด์ชั้นนำของโลกในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน กำลังต้านทานฟอร์ชาโดว์กำลังรบราวเจ็ดร้อยคนที่เหลืออยู่
สถานการณ์แตกต่างจากการต่อสู้ในพื้นที่ก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน ทหารห้าร้อยนายที่มีทักษะใกล้เคียงกับนักผจญภัยระดับ A ไม่ได้เป็นไพ่ตายอย่างที่กิงคารอนคาดเอาไว้ พวกเขาค่อนข้างด้อยกว่าสมาชิกส่วนใหญ่ที่ฟอร์ชาโดเวอร์นำมา จากการประเมินคร่าว ๆ ฟรองเซย์เชื่อว่าศัตรูส่วนใหญ่ใกล้เคียงกับนักผจญภัยระดับ S ไปแล้ว
โดยเฉพาะ No. 1 ถึง No. 5 ขององค์กร ไม่ต้องสงสัยสักนิดหากพวกเขาได้รับการประเมินว่าอยู่ระดับ SS หรือ SSS ซึ่งในโลกยุคนี้มีคนระดับนั้นแค่หยิบมือ
ฟรองเซย์พยายามมองหาลอเรนซ์จนเจอ แต่เธอไม่สามารถฝ่าไปหาได้โดยง่าย คนที่ขวางเธอกับอัสการ์ไว้คือเนโครแมนเซอร์ฝีมือดีที่กำลังควบคุมศพทหารของทั้งสองฝ่าย ส่วนเวโรนิกาก็ถูกยื้อไว้ด้วยจอมพลังผู้สร้างผลงานด้วยการทำลายประตูยักษ์ที่ด้านหน้าสุด
“หลบไปซะ” คลื่นความเย็นของฟรองเซย์แช่แข็งอันเดดราวครึ่งหนึ่งที่เนโครแมนเซอร์รายนั้นควบคุม แต่เธอไม่สามารถทำอะไรที่เหลือได้เพราะพวกมันมีพลังต้านทานที่สูงผิดปกติ
“แหมมม ซอมบีที่ข้าใช้ไม่กระจอกขนาดที่ถูกจัดการทีเดียวหมดหรอกนะ” เนโครแมนเซอร์สาวพูดพร้อมกับหัวเราะไปด้วย
“ระวังนะครับ ซอมบีพวกนี้มีอิมมูนโคลด์ เวทมนตร์สายความเย็นทำอะไรมันไม่ได้หรอก เอ็กซิคิวชันเนอร์คนนี้ใช้เวทต้านทานระดับสูงกับอันเดดเป็นนับร้อยตัวเลย”
“อย่าตกใจกับของพื้น ๆ แบบนี้สิ นี่ยังเทียบไม่ได้กับพลังของท่านลอเรนซ์เลยนะ” ศัตรูของฟรองเซย์ได้ทียิ่งพูดข่ม
เวโรนิกาอยากกลับไปช่วยฟรองเซย์สู้ แต่เอ็กซิคิวชันเนอร์ตัวใหญ่ขวางทางเธออยู่ ทั้งที่มีนักผจญภัยหลายคนพยายามหยุดเขา แต่ดูเหมือนว่าชายผู้นี้หมายหัวเวโรนิกาเอาไว้แล้ว
“ข้ารู้นะว่าเจ้าก็มีเรี่ยวแรงมหาศาล มาตัดสินกันดีกว่าว่าใครคือจอมพลังอันดับหนึ่ง”
“ฉายาแบบนั้นข้าไม่อยากจะได้หรอก อยากได้ก็เอาไปเลย” หญิงสาวโวยลั่น