Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 328: ศัตรูที่แท้จริง
ฟรองเซย์มีเรื่องที่อยากพูดมากกว่านั้น แต่เธอไม่สามารถเอ่ยออกมาได้ เธอนึกถึงภาพที่เคยเห็นเวโรนิกาตีกับคนในกิลด์เพราะเรื่องของเธอ เวโรนิกามองฟรองเซย์เป็นคู่แข่ง แต่เธอไม่ยอมให้ใครมานินทาว่าร้ายฟรองเซย์ต่อหน้า มีครั้งหนึ่งที่ฟรองเซย์บังเอิญมาพบเข้าตอนที่เธอกำลังอัดอาร์ฟีสอยู่พอดี
“โอ้ย เจ้าก็เกลียดฟรองเซย์ไม่ใช่เหรอ มาอัดข้าทำไมเนี่ย”
“ข้าเกลียดที่ยายนั่นชอบทำหน้าเหมือนไม่สนใจใครในโลก แต่ข้าไม่ได้เกลียดเพราะพ่อของเค้าเคยทำอะไรมา เกลียดพ่อก็ส่วนเกลียดพ่อสิ มาพาลอะไรกับลูก
“ข้าสำนึกผิดแล้ว หยุดต่อยกันสักทีเถอะ”
ศัตรูที่หยุดมือไปครู่หนึ่งเพื่อให้ฟรองเซย์ได้สั่งเสียเตรียมจัดการกับเธออีกครั้ง พวกเขารู้สึกถึงจิตสังหารที่รุนแรงจนของเดิมเทียบไม่ได้ ฟรองเซย์ร่ายเวทเทราไอซ์ใส่ดาบตัวเองหลายครั้งจากนั้นเธอก็ระเบิดออรามังกรออกมาสุดชีวิต
ราวกับไม่คิดจะเหลือพลังชีวิตไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ ฟรองเซย์เอาทั้งหมดของตัวเธอมาเผาผลาญตรงนี้จนหมดสิ้น
ดิแอสและอัสการ์กลายเป็นฝ่ายถูกดันกลับ ดาบของอัสการ์ไม่สามารถสร้างบาดแผลรุนแรงพอที่จะหยุดอีกฝ่ายได้ หมัดของดิแอสถูกหยุดเอาไว้ก่อนที่จะสัมผัสร่างอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ทั้งคู่ไม่เคยเห็นมนุษย์คนไหนในโลกที่มีออราเข้มแข็งแบบนี้มาก่อน
ออราที่รุนแรงเคลือบร่างของฟรองเซย์ไว้ราวกับชุดเกราะ มันทำให้แขนที่รุ่งริ่งของเธอกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างน่าอัศจรรย์ เธอฟาดดาบยักษ์เข้าใส่ดิแอสและอัสการ์ที่ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเปลี่ยนมาป้องกันเต็มที่
ทั้งคู่บาดเจ็บหนักในเวลาสั้น ๆ ดาบของอัสการ์หักพร้อม ๆ กับกระดูกมือทั้งสองข้างของเขา ส่วนดิแอสที่พยายามรีดเร้นพลังออราออกมาต้านก็พบว่าตนเองกำลังจะหมดแรง วันนี้ทั้งวันเขาฝืนตัวเองมาจนใกล้ขีดจำกัดแล้ว
แต่คนที่น่าเป็นห่วงสุดกลับเป็นตัวฟรองเซย์เอง สติของเธอใกล้จะขาดหายไป การฝืนดึงพลังออกมาขนาดนี้กำลังฆ่าเธอ เลือดเริ่มทะลักออกมาจากจมูก ปากและไหลออกจากดวงตาราวกับเป็นน้ำตาเลือด เธอกำลังจะตายในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า
ดิแอสเตรียมใจตายเช่นกัน เขาคิดว่าหากจะต้องมาตายอยู่ตรงนี้ทั้งคู่ สู้เขายอมสละชีวิตเพื่อหยุดฟรองเซย์ยังดีกว่า อย่างน้อยหากเอ็กซิคิวชันเนอร์ลำดับรอง ๆ จากเขารอดไปได้ องค์กรก็ยังไม่เสียหายรุนแรงนัก
ดิแอสกำลังจะทำแบบเดียวกับฟรองเซย์ เขาคิดจะระเบิดออราและพลังชีวิตทั้งหมดออกมาในครั้งเดียว สิ่งที่หยุดไม่ให้เขาทำเช่นนั้นคือร่างของฟรองเซย์ที่ล้มฟาดพื้นราวกับตุ๊กตาหุ่นเชิดที่สายขาด
“ตายแล้วรึ” ดิแอสพึมพำ เขาอยากเดินเข้าไปตรวจสอบให้แน่ใจแต่ทั้งแขนและขากลับไร้เรี่ยวแรง ส่วนดวงตาก็เริ่มพร่ามัวจนถึงกับมืดลง เขาเองก็ถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน
เสียงระเบิดรุนแรงดังขึ้นจากไม่ไกลนัก คนที่ยังเหลือสติอย่าง ลามินา ลามอนต์ เวโรนิกา และลอเรนซ์หันไปมองทางต้นเสียง พวกเขาพบว่ามันเกิดจากร่าง ๆ หนึ่งที่ทะลุพื้นขึ้นมาจากชั้นล่าง
หนึ่งในผู้ที่ตามขึ้นมาไม่ใช่สิบสองขุนพลเทพอย่างที่พวกเขาเข้าใจ ร่างแรกคือชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากสีขาว ส่วนร่างที่สองที่ตามขึ้นมาติด ๆ กันคือร่างของชายวัยกลางคน ที่สามารถบอกอายุของเขาได้ทันทีนั่นก็เพราะว่าคนที่สองมาพร้อมกับหน้ากากที่แตกไปครึ่งหนึ่ง
“แก… กัลลาร์ด โผล่หัวออกมาแล้วเหรอ”
“กัลลาร์ด” เวโรนิกาพยายามนึก แต่เธอจำไม่ได้ว่าในสิบสองขุนพลเทพมีชื่อนี้อยู่ด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งประหลาดกว่านั้นทำไมชวาร์ซที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ห่างออกไปถึงได้โผล่มาพร้อมกับเขา
“กัลลาร์ด อมาเรียส… ชายที่ราวยี่สิบปีก่อนเป็นคนเอาราลูโซลมาให้กิงคารอนใช้” ลามินาช่วยย้ำความจำให้กับหลาย ๆ คน “เขาคืออดีตเสนาธิการใหญ่ของกิงคารอน”
“เอ๋! คนนั้นเอง ไม่ใช่ว่าตายไปแล้วหรอกเหรอ” เวโรนิกายิ่งโวยวายดังกว่าเดิม
“ก็อย่างที่เห็น… หมอนั่นยังไม่ตาย แล้วก็ไม่ต้องเดาเลยว่าเขานี่แหละที่เอาโครนิเคิลออฟซีนมาให้กับกิงคารอน” ดวงตาของลอเรนซ์ไม่ได้จับจ้องไปที่ทั้งคู่แต่กลับเป็นห่อผ้าขนาดใหญ่ที่พวกเขานำติดตัวมาด้วย จากรูปร่างและขนาดของมันทำให้คิดได้อย่างเดียวว่านั่นคือศพของมนุษย์
“สงสัยสินะว่า ไอ้นี่คืออะไร” กัลลาร์ดเตะร่างที่ถูกห่อไว้จนกลิ้งหลุน ๆ ผ้าที่พันร่างไว้คลายออกแล้วเผยให้เห็นร่างของหญิงชราที่อยู่ข้างใน
“ท่านเดอะพรอเฟ็ต!” ลามอนต์และลอเรนซ์ร้องขึ้นพร้อมกัน จังหวะนั้นเองที่ดิแอสและอัสการ์ที่สลบไปวูบหนึ่งตื่นขึ้นมารับรู้ด้วยพอดี
“พอดีพวกเราแวะไปทำธุระที่โลกอีกฟากนึงมา ก็เลยเอาศพนี่ติดไม้ติดมือมาด้วย” ชวาร์ซโบกหน้ากระดาษโครนิเคิลออฟซีนไปมา มันคือกระดาษส่วนที่ฟอร์ชาโดเวอร์ยึดไป
“แค่นี้หนังสือก็มาอยู่ที่นี่ครบแล้วสินะ”
“ใช่ค่ะ และก็ได้พลังเวทมนตร์เต็มเปี่ยมแล้วด้วย” หญิงสาวรายหนึ่งลุกขึ้น เธออยู่ในกลุ่มของคนที่ล้มลงไปก่อนหน้านี้ ชารูนานั่นเอง
“พวกเจ้ามีแค่หน้ากระดาษไม่กี่แผ่นเท่านั้นแหละ หนังสือไม่อยู่ที่นี่แล้ว” ลามินาโต้ เรื่องนี้แม้แต่พวกฟอร์ชาโดเวอร์ก็ไม่รู้
“โกหกเป็นเรื่องไม่ดีเลยนะคะ” ชารูนายิ้มบาง ๆ เธอเดินไปที่มุมหนึ่งของห้องก่อนจะโจมตีใส่ร่าง ๆ หนึ่งที่นอนคุดคู้อยู่
ร่างนั้นแตกสลายไปทันที ราวกับเศษกระจกที่ถูกทุบ เขาไม่ใช่นักผจญภัยที่ถูกฆ่า แต่เป็นศพปลอมที่เกิดขึ้นจากร่างแยกกระจกเงาของนานาชิ ในร่างที่แตกสลายได้ปรากฏหนังสือโครนิเคิลออฟซีนตกอยู่
“ทำไมกัน” ดิแอสตะโกนอย่างไม่เข้าใจ เขาพยายามลุกขึ้นแต่ก็ไม่สำเร็จ
“มีคนพยายามขโมยมันน่ะสิ แต่ดูเหมือนว่าการเอาหนังสือออกไปจะเสี่ยงเกิน ก็เลยใช้วิธีนี้ซ่อนเอาไว้ แย่หน่อยที่ชารูนาน่ะหูตาไวมาก เธอเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น”
ชารูนามองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าปั้นยาก เธอเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็วเมื่อหันไปมองเหล่าผู้คนมากมายที่เสียชีวิตอยู่ในห้องนี้ ภาพแบบนี้มันซ้อนกับภาพที่เธอเห็นมาตลอดในโลกของเธอ แม้จะเป็นพวกเดียวกับกัลลาร์ดแต่เธอไม่ได้ยินดีกับเรื่องแบบนี้นัก
“หนังสือก็ได้มาแล้ว ฆ่าพวกมันให้หมดเลยไหมครับ” ตรงกันข้ามกับชารูนาที่เห็นได้ชัดว่าไม่เต็มใจ ชวาร์ซไม่มีความปรานีให้กับศัตรูแม้แต่น้อย
“ยุ่งยากเปล่า ๆ เดี๋ยวเจ้าพวกที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มอะบีสก็มาแล้ว ถ้าข้าแก้ไขเนื้อหาในหนังสือได้เมื่อไหร่ ข้าก็จะกลายเป็นพระเจ้า ถึงตอนนั้นเจ้าพวกนี้ก็ทำอะไรเราไม่ได้อีก”
“แก้ไขงั้นเหรอ” ดิแอสฝืนยืนขึ้นได้จนสำเร็จ
“อยากเป็นพระเจ้างั้นเหรอ” อัสการ์เองก็ยืนกลับขึ้นมาได้เช่นกัน
สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ศัตรูเมื่อครู่ก่อนหันมาสงบศึกโดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าว พวกเขาทุกคนพุ่งเป้าไปที่กัลลาร์ดกับบริวารทั้งสองของเขาแทน
ลามอนต์คือคนแรกที่ถึงตัวกัลลาร์ดแต่เขาถูกชวาร์ซขวางเอาไว้ ชวาร์ซคนนี้ต่างจากตัวแทนที่เป็นแค่ขุนพลระดับกลางของกิงคารอน เขาแกร่งทัดเทียมหรือเหนือกว่าสิบสองขุนพลเทพด้วยซ้ำ มันทำให้ลามอนต์กลายเป็นฝ่ายถูกดันถอยกลับมา
หากไม่นับลามอนต์ ลามินาคือคนเดียวในที่แห่งนี้ที่เกือบจะสมบูรณ์เต็มร้อย เธอตั้งใจโจมตีชารูนาเพื่อแก้แค้นที่เธอมีส่วนทำให้คนต้องล้มตายไปมากมาย แต่อีกฝ่ายกลับตกใจและกระโดดถอยหนี
“ชารูนา…” กัลลาร์ดเรียกชื่อเธอด้วยเสียงเยือกเย็นน่าขนลุก
“อะค่ะ ขอโทษค่ะ” ชารูนาพอโดนขู่ก็จำต้องเปลี่ยนท่าที คราวนี้เธอเป็นฝ่ายโต้กลับลามินา
เช่นเดียวกับชวาร์ซ ชารูนาซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้ เธอยังไม่ได้ทุ่มสุดแรงเพื่อสู้แต่ลามินาพอประเมินได้ว่าเด็กสาวคนนี้มีฝีมือไม่ได้ด้อยไปกว่าลอเรนซ์สักนิด
“อยากจะอยู่เล่นด้วยมากกว่านี้หรอกนะ แต่เวลาไม่มีแล้ว” กัลลาร์ดยกมือขึ้นและร่ายเวท
“ไดเมนชันดิสทอร์ชัน” สิ้นคำมิติในห้องเกิดความบิดเบี้ยวและมีสภาพเหมือนกับจะปริแตกออก ทุกคนในที่นั่นสงสัยว่า นี่อาจเป็นวันอวสานของโลก