Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 390: ไชน์นิงไนท์และมิสทรีเลดี
ร่างที่ไร้ชีวิตของเดอะเฟลเยอร์กระตุกหลังจากถูกฆ่า สิ่งที่แตกต่างจากเหยื่อรายอื่นก่อนหน้านี้คือร่างนั้นกำลังเปลี่ยนสภาพเป็นสิ่งอื่น กลายเป็นแบบเดียวกับโคมิกที่มีผิวสีดำคล้ำและเหี่ยวย่นคล้ายกับซากศพที่ถูกทิ้งไว้จนแห้ง ฆาตกรต่อเนื่องเดอะเฟลเยอร์กำลังกลายร่างเป็นฟอลซิไฟเออร์ตนใหม่
จากจุดที่โคเลทและไอสลินน์ซ่อนตัว พวกเธอมองไม่เห็นปรากฏการณ์พิลึกดังกล่าว แต่ในวินาทีที่โคมิกออกมาพร้อมกับซูริล ทั้งสองสาวก็เดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“เจ้านั่นเปลี่ยนเดอะเฟลเยอร์กลายเป็นแบบมัน”
“หมายถึงฟอลซิอะไรนั่นน่ะเหรอ”
เจ้าหน้าที่รถไฟทั้งหลายพยายามหยุดโคมิกและซูริลจากการสังหารหมู่ โคเลทและไอสลินน์สามารถใช้โอกาสนั้นหนีไปได้แต่พวกเธอก็ไม่ได้ทำ ทั้งที่รู้ว่าผู้คนบนรถไฟต่างเป็นแค่ตัวละครในนิยาย แต่โคเลทกลับไม่สามารถทิ้งทุกคนไว้แบบนี้ได้
“รออะไรอยู่ หนีได้แล้ว” ไอสลินน์พยายามลากโคเลทไปแต่อีกฝ่ายฝืนตัวไว้
“เธอหนีไปก่อน ฉันจะลองดูว่าทำอะไรได้บ้าง”
สองสาวไม่มีโอกาสได้ตัดสินใจเพราะหลังจากที่จัดการกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยโคมิกและซูริลก็ย้ายเป้าหมายมาที่พวกเธอ การโจมตีของทั้งสองทำให้โคเลทและไอสลินน์แยกออกจากกัน
“ฉันจะกลับไปท้ายขบวน” โคเลทตะโกนบอกกับเพื่อนและบอกกับศัตรูไปด้วยพร้อมกัน
“งั้นฉันจะไปที่หัวขบวน” ไอสลินน์ตะโกนกลับ เธอไม่มีแผนอะไรทั้งนั้นแต่หวังว่าถ้าโคมิกและซูริลแยกกัน พวกมันอาจจะอันตรายน้อยลงบ้าง
ขณะที่กำลังวิ่ง โคเลทนึกถึงโซนาตาอย่างไม่มีสาเหตุ เธอภาวนาขอให้เขามาช่วยเหมือนกับครั้งที่เธอถูกดาร์คเจสเตอร์เล่นงานในเดอะเวิลด์
“จนป่านนี้แล้ว ยังจะเรียกขอให้คนอื่นช่วยอีกเหรอ” เสียงของโซนาตาดังก้อง แต่ไม่ว่าโคเลทจะเหลียวมองไปทางไหนก็ไม่มีใคร สิ่งที่ยังเคลื่อนไหวได้ในบริเวณนั้น นอกจากตัวเธอก็มีแค่โคมิกที่ไล่กระชั้นเข้ามา
“เสียงนั่น เธอคือโซนาตางั้นเหรอ”
เสียงไม่ได้ตอบคำถามของโคเลท “เธอมีพลังของตัวเองแล้ว ที่เหลือก็แค่ต้องเชื่อในมัน”
“ฉันมันอ่อนแอ เป็นแค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง”
“ที่เธอเข้ามาที่นี่ก็เพราะไม่ได้คิดแบบนั้นไม่ใช่เหรอ… ใช้พลังนั้นสิ ขอแค่เธอเชื่อ ครั้งหนึ่งเธอก็เคยใช้มันมาแล้ว ก่อนที่จะได้หัวใจแห่งแสงของแอล ก่อนที่จะได้ดาบวิเศษมา เธอเคยใช้พลังนั้นที่เดอะเวิลด์มาก่อน ตอนนี้พลังของเธอได้เติบโตขึ้นอีกขั้นแล้วนะ”
“เดี๋ยวก่อน หมายความว่ายังไง”
แล้วโคเลทก็สะดุดกับร่าง ๆ หนึ่งจนล้มเกือบหน้าคะมำ แม้จะฝืนลุกต่อแทบจะในทันที แต่ระยะห่างของเธอกับโคมิกแทบไม่เหลือแล้ว ก่อนที่ปลายนิ้วของโคมิกจะคว้าตัวเธอไว้ได้ แสงสว่างก็เกิดขึ้น
อ๊ากกกกก
โคมิกกรีดร้องลากเสียงด้วยความเจ็บปวด มือของมันขาดกระเด็นด้วยของมีคมที่อยู่ในมือของโคเลท
“แก…”
“นี่น่ะเหรอพลังของฉัน” โคเลทมองมือของตัวเอง มันถูกหุ้มด้วยเกราะ และไม่ใช่แค่มือเท่านั้นเมื่อสังเกตให้ดีตอนนี้เธอกำลังใส่เกราะทั้งร่าง
เกราะไม่ได้ทำให้โคเลทช้าลงสักนิด ในทางตรงกันข้ามเธอรู้สึกว่าพลังเอ่อล้นขึ้นมาจนแทบคุมร่างกายไว้ไม่ได้ เพียงแค่ออกแรงเบา ๆ เธอก็พุ่งออกไปราวกับติดจรวด
ทั้งดาบและเกราะที่ส่องแสงสว่างจ้าบั่นทอนกำลังของโคมิก ร่างของมันกำลังผุพังโดยไม่รู้สาเหตุชัดเจนและไม่ใช่แค่เฉพาะมันเท่านั้น โคมิกรู้สึกถึง ‘การชำระล้าง’ ที่เกิดขึ้นกับรถไฟทั้งตู้นั้น
“อ๊ากกกก พลังในการชำระล้าง”
“ดูเหมือนว่าจะเป็นแบบนั้นนะ รู้สึกเลยว่าไม่ใช่แค่คำสาปเท่านั้น แม้แต่เชื้อโรคที่เป็นอันตรายกับมนุษย์ก็ถูกชำระล้างไปด้วย” โคเลทไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงรู้แบบนั้น มันแค่อยู่ ๆ เธอก็รับรู้พลังของตัวเอง
ไชน์นิงไนท์ พลังของโคเลทที่มาในรูปแบบของดาบและเกราะอัศวิน นอกจากทำให้โคเลทแข็งแกร่งขึ้นเกินกว่าคนทั่วไป แสงจากดาบและเกราะยังสามารถชำระล้างทุกอย่างที่เป็นภัยกับเธอ คำสาป เชื้อโรค สารพิษ รังสี ปรสิต พลังนี้สามารถเปลี่ยนคลองที่เน่าเสียให้กลายเป็นน้ำสะอาดได้ภายในไม่กี่อึดใจ
สำหรับโคมิกที่เป็นเสมือนกลุ่มก้อนตะกอนของความชั่วร้าย พลังของโคเลทกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุด
“ฉันยังอยากรู้นะว่าฟอลซิไฟเออร์คืออะไร แต่ดูเหมือนว่าปล่อยตัวอันตรายอย่างนายเอาไว้ก็คงไม่ดี ดังนั้น…”
“หนอยยย” โคมิกคำรามลั่น มันกระโจนใส่โคเลทด้วยพลังเฮือกสุดท้าย
แต่โคเลทไม่ยอมให้เล่นงานเธอโดยง่าย ดาบถูกยกขึ้น โคเลทใช้เพลงดาบที่ได้รับการชี้แนะจากอัศวินหนุ่มตอบโต้อย่างสวยงาม เธอปัดกรงเล็บของโคมิกทิ้งขณะที่ก้าวเท้าเข้าไปและหมุนฟันลำตัวอีกฝ่าย
“อั๊กกก ข้าคิดไม่ผิดเลย เจ้ากับยายเด็กคนนั้น พวกแกไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา”
“เสียมารยาท! ฉันนี่แหละคนธรรมดาสุด ๆ เลยต่างหาก” ว่าแล้วโคเลทก็ฟันซ้ำอีกรอบ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
โคมิกพยายามจะพูดอะไรอีก แต่ไร้ผล โคเลทไม่ได้ยินแล้ว ร่างของปีศาจร้ายสลายไปจนไม่หลงเหลือแม้แต่เศษผง
ในช่วงเวลาเดียวกับที่โคเลทสู้กับโคมิก ที่ใกล้หัวรถไฟ ไอสลินน์กำลังตกใจแทบหมดสติ เมื่อเธอพบว่านักสืบผู้เป็นตัวเอกของนิยายได้ถูกซูริลสังหารไปแล้ว
“อาาา การเป็นฟอลซิไฟเออร์ มันดีแบบนี้นี่เอง สนุกยิ่งกว่าตอนที่ต้องมาฆ่าคนแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ซะอีก”
“แกมันปีศาจ! ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยรึไงที่ทำเรื่องแบบนี้”
“ถูกต้องแล้ว ข้าซูริลคือปีศาจ ส่วนเจ้าก็จะเป็นเหยื่อของข้ายังไง”
ไอสลินน์แตะร่างไร้วิญญาณของนักสืบขณะที่หลั่งน้ำตา เธอย้ำบอกกับตัวเองว่าเขาเป็นแค่ตัวละครในหนังสือเหมือนกับที่พยายามบอกกับโคเลทหลายครั้ง แต่ความรู้สึกเศร้ากลับไม่ลดลงเลยสักนิด
โลกนี้ โลกอะบีส โลกของพันจิ ผู้คนหัวเราะเมื่อมีความสุข ร้องไห้ในยามที่เสียใจ รู้จักความเจ็บปวด รู้จักรักใครสักคน พวกเขาเป็นมนุษย์มากพอ ๆ หรืออาจจะมากกว่าที่ไอสลินน์มองตัวเองด้วยซ้ำ
…จะไม่หนีอีกแล้ว…
ในพริบตาที่ตัดสินใจแบบนั้น ร่างของนักสืบที่อยู่ในอ้อมแขนของไอสลินน์ก็เรืองแสงขึ้นและกำลังแตกสลายเป็นละอองแสง มันทำให้ซูริลหยุดชะงักไป
ไอสลินน์สัมผัสได้ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับโคเลทก่อนหน้านี้ พลังใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในตัวไอสลินน์ เธอตั้งชื่อให้กับมันโดยไม่ได้เสียเวลาหยุดคิด
มิสทรีเลดี หน้ากากคาดตาแบบที่เรียกว่าโดมิโนมาสก์บนใบหน้า ชุดหนังรัดรูป ถุงน่องตาข่าย แส้สำหรับการต่อสู้ในระยะใกล้และปืนพกสำหรับระยะไกล มิสทรีเลดีมาพร้อมกับพลังพิเศษที่ลบตัวตนและหลักฐาน ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ตาม หลักฐานในการกระทำที่โยงมาถึงเธอจะถูกลบหายไปโดยอัตโนมัติ
ปัง ปัง ปัง!
กระสุนลั่นออกไปสามนัด สองนัดแรกหายไป มีเพียงนัดสุดท้ายที่เข้าเป้า ผลลัพธ์ของการยิงครั้งแรกคือไหล่ขวาของซูริลที่ถูกเจาะจนทะลุ
“นายใช้มีดสินะ แต่ของฉันเป็นปืนแฮะ”
“ปากดีจริงนะ ยิงระยะประชิดแบบนี้ยังพลาดไปตั้งสองครั้ง”
“สองครั้ง? พลาดครั้งเดียวเองนะ” ไอสลินน์ทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ
“พูดอะไรของแก”
พอซูริลจะก้าวไปข้างหน้ามันก็ทรุดเข่าลง ตอนนั้นเองที่มันเพิ่งรู้ตัวว่ากระสุนนัดแรก ไม่ได้พลาด มันแค่ไม่รู้สึกว่าถูกยิง ไม่มีแผลหรือความเจ็บปวด จะมีก็แค่ขาขวาที่เคลื่อนไหวไม่ได้เหมือนปกติ
แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ไอสลินน์กำลังบรรจุกระสุนใหม่ ปืนของเธอเป็นปืนลูกโม่ที่บรรจุกระสุนได้หกนัดและเธอกำลังบรรจุกระสุนใหม่ทั้งหมด นั่นแปลว่าครั้งแรกที่เขาเห็นเธอยิงสามนัดเป็นเรื่องผิดพลาด มีอีกสามครั้งที่เขาไม่เห็นหรือได้ยินเลยด้วยซ้ำ
“ความสามารถของฉันมันสุดยอดเลยนี่นา ลบหลักฐานเหรอ แบบนี้ก็แอบกินขนมในตู้เย็นได้โดยที่ไม่มีใครจับได้เลยสิเนี่ย”
ซูริลรู้แล้วว่ามันพลาดที่ประเมินไอสลินน์ต่ำเกินไป ถ้ายังดื้อดึงสู้ต่อแบบนี้ มันจะกลายเป็นฝ่ายที่ถูกจัดการแทน สถานการณ์แบบนี้ถ้าถอยไปตั้งหลักคือตัวเลือกที่ฉลาดที่สุดและเป็นตัวเลือกเดียวที่เขาเหลืออยู่
ไอสลินน์ไม่ได้พยายามหยุดอีกฝ่ายที่คิดจะหนีเพราะว่าเธอเองก็ถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน การใช้มิสทรีเลดีกินพลังมากกว่าที่คาดไว้
สองสาวกลับมาสู่โลกของเธอในสภาพที่อิดโรย โอลีฟและปารีสรีบเข้ามาตรวจดูอาการของพวกเธอด้วยความเป็นห่วง แต่ก็พบว่าโคเลทและไอสลินน์เพียงแค่อ่อนเพลียจากการใช้พลังของพวกเธอเท่านั้น
“สำเร็จใช่ไหมคะ” ปารีสถามอย่างมีความหวัง
“แน่นอนสิคะ” โคเลทยกนิ้วโป้งให้พร้อมแสยะยิ้ม
“นี่มัน!” โอลีฟร้องลั่น มันทำให้ทุกคนต้องหันไปมองตาม
“เกิดอะไรขึ้นโอลีฟ”
“เนื้อหาในนิยายค่ะ มันเปลี่ยนไป… กลายเป็นตอนจบนักสืบตาย ผู้คนบนรถไฟก็ตาย มีแค่ฆาตกรเท่านั้นที่หลบหนีไปได้”
ทุกคนมองหน้ากันตาปริบ ๆ ในขณะที่กำลังมึนงงว่าจะทำอะไรต่อ เสียงอึกทึก เสียงกรีดร้องก็ดังออกมาจากด้านนอก เสียงของความวุ่นวายอยู่ใกล้แค่ไม่เกินจากถนนหน้าบ้านโคเลทนี่เอง
โดยไม่ต้องนัดแนะ ทั้งสี่สาววิ่งกรูกันออกมาจากบ้านแล้วก็หยุดชะงักกับภาพที่เห็น โอลีฟถึงกับปิดหน้าและกรีดร้องออกมา ส่วนปารีสก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
บนถนนหน้าบ้าน มีสิ่งผิดปกติที่ไม่ควรมีอยู่มากมาย ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังถูกแมลงประหลาดเล่นงาน ฝูงแฟรีกำลังบินว่อนไปทั่ว มนุษย์หมาป่ากำลังขย้ำผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ และเอเลียนตัวสีเขียวก็กำลังใช้ปืนไล่ยิงคน
“นี่มันอะไรกัน”