Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 389: ฟอลซิไฟเออร์
ไอสลินน์ไม่รู้ว่าพลังบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในร่างเธอ ในช่วงที่คิกคุไล่ดูภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อหาฆาตกร แม้ว่าฆาตกรจะรู้มุมกล้องจนคิกคุไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่กล้องที่ควรจับภาพไอสลินน์ได้กลับไม่มีภาพของเธอเหลืออยู่เลย
นี่คือจุดเริ่มต้นของพลังใหม่ที่ไอสลินน์ไม่ได้รับรู้
ไอสลินน์เผลอหลับไปหลายชั่วโมง ในระหว่างนั้นเกิดเรื่องขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะมีเหยื่อของการฆาตกรรมเพิ่ม ร่อยรองของคนร้ายที่มากขึ้น ทริคของห้องปิดตายที่เหล่าตัวประกอบช่วยกันหาจนเจอเงื่อนงำ เรื่องมากมายที่นักสืบควรทำแต่พันจิและคิกคุไม่ได้ทำ ถูกตัวประกอบผู้รักชีวิตจัดการให้จนเกือบหมด
ในช่วงที่ไอสลินน์ตัดสินใจออกจากห้อง เรื่องราวทุกอย่างก็ดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว
“ที่แกต่อยฉันเป็นคนแรกสุด ก็เพราะรู้อย่างนั้นเหรอว่าฉันได้รับบาดเจ็บจากการฆาตกรรมครั้งแรก”
“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันเป็นนักสืบนะ เรื่องแบบนั้นจะดูไม่ออกได้ยังไง”
“ใช่ และต่อให้ดูไม่ออกพันจิก็ตั้งใจจะต่อยมันทุกคนนั้นแหละ”
“อะแฮ่ม” พันจิกระแอมเพื่อบอกไม่ให้คู่หูพูดมากไปกว่านั้น
“อ้าว นี่ตกลงรู้ตัวคนร้ายกันแล้วเหรอ เสร็จกัน นี่ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่างสิเนี่ย”
จากนั้นก็เป็นไปตามกฎเหล็กของนิยายนักสืบ หลังจากที่คนร้ายถูกแฉ เขาก็จะพูดพล่ามสาเหตุแรงจูงใจในการก่อคดี ซึ่งถ้าไม่เกิดขึ้นจากความโลภ ริษยา ก็มักจะเป็นความเคียดแค้น ไอสลินน์รับฟังทุกอย่างด้วยอารมณ์ที่สับสน ส่วนหนึ่งเธอดีใจที่รอดมาได้ไม่โดนทั้งฆาตกรเล่นงานหรือคิกคุซ้อม แต่อีกครึ่งก็ผิดหวังที่ตนเองช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี
“ว่าแต่เธอเป็นใครกัน” คิกคุหันมาถามไอสลินน์
“ไอสลินน์ค่ะ”
“เธอหายไปไหนมาระหว่างเกิดเรื่อง”
“เอ๋ เอ่อ… ก็หลบอยู่ในห้องค่ะ ที่นี้มีห้องที่ปิดไม่ได้ใช้อยู่เยอะ ฉันก็เลยไปหลบอยู่ในห้อง 201”
“ห้อง 201 ปีกขวาห้องแรกน่ะเหรอ” พันจิย่นคิ้ว
“ประหลาดมาก พวกเราตรวจห้องนั้นแล้วนี่นา แถมกล้องวงจรปิดก็…” คิกคุเอียงคอครุ่นคิด
มันกลายเป็นว่ามีเพียงไอสลินน์เท่านั้นที่ไม่รู้สึกถึงความผิดปกตินี้ เธอกลับออกมาจากโลกหนังสือด้วยความผิดหวังที่ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาเลย
“อย่างที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ สุดท้ายฉันก็ขี้ขลาดเกินไป ทั้งที่ตั้งใจว่าใช้โอกาสนี้ค้นหาวิธีสักอย่างที่เอาไว้รับมือกับดาร์คเจสเตอร์ แต่ดูฉันทำสิ ไร้ประโยชน์”
“อย่าคิดมากเลย พวกคุณสองคนทำได้ดีแล้วล่ะ อย่างน้อยก็รอดกลับมาปลอดภัย” โอลีฟปลอบ
“ใช่แล้วล่ะ ของฉันเองเหมือนจะเจออะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลับมามือเปล่าเหมือนกัน ดาบวิเศษอะไรนั่นก็ไม่มีแล้ว เรื่องที่พวกเราเชื่อว่าถ้าเข้าไปในหนังสืออื่นแล้วอาจจะเจอวิธีทำให้ตนเองพัฒนาขึ้นมันอาจจะเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปก็ได้”
“ฉันไม่คิดแบบนั้นนะคะ” คนที่แทรกขึ้นมาคือปารีส อีกหนึ่งคนที่เฝ้าดูโคเลทและไอสลินน์มาตลอดเวลาที่เข้าไปในโลกหนังสือ
“คุณเห็นอะไรเหรอคะ”
“ฉันก็ตอบไม่ได้ชัดค่ะ แต่คิดว่าพวกคุณเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากกลับมา”
“คุณปารีส”
“วันนี้เหนื่อยกันมามากแล้ว พักกันก่อนเถอะค่ะ บางทีถ้าให้เวลาอีกสักนิด พวกคุณอาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองก็ได้นะ”
หลังจากสรุปกันแบบนั้น ทุกคนจึงตัดสินใจแยกย้ายกันไปก่อนที่จะกลับมาเจอกันใหม่ในสัปดาห์หน้า
โคเลทและไอสลินน์พยายามไม่เก็บประสบการณ์ที่ผิดพลาดมาเป็นอารมณ์ พวกเธอใช้ชีวิตประจำวันต่อไปเหมือนกับที่เคยเป็น ไปทำงาน กลับมาบ้าน เที่ยวเล่น ดูหนัง ฟังเพลง กลายเป็นชีวิตแบบเดิม ๆ ที่คุ้นเคย ยกเว้นแค่เรื่องของรุ่นพี่เทรนต์ที่ยังหายตัวไร้ร่องรอยที่ย้ำเตือนทั้งคู่อยู่เสมอว่าเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นมันยังไม่จบสิ้น
แล้ววันที่นัดกันไว้ก็วนกลับมาอีกครั้ง ทั้งสี่สาวมารวมตัวกันที่บ้านของโคเลทโดยครั้งนี้ปารีสได้นำเอาหนังสือติดมือมาด้วย
“วันนี้ใช้เล่มนี้แทนแล้วกันนะคะ”
“เล่มนี้มัน…” ไอสลินน์รับหนังสือมาตรวจสอบ เป็นอย่างที่คิดไว้มันคือหนังสือแนวสืบสวนชื่อดังที่เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมบนรถไฟ
“เรื่องนี้ค่อนข้างดัง พวกคุณสองคนน่าจะรู้จัก โดยเฉพาะคุณไอสลินน์ที่ชอบแนวนี้อยู่แล้วน่าจะเคยอ่านใช่ไหมคะ” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“รู้จักค่ะ แต่…”
“ไม่ต้องกังวลหรอกลินน์ คราวนี้ฉันจะไปด้วย” โคเลทตบหน้าอกตัวเองเบา ๆ เหมือนกับจะบอกว่าไว้ใจเธอได้เลย
“แต่ว่าเธอ”
“ของฉันไว้ทีหลังก็ได้ ฉันรู้สึกว่าพวกเราเข้าใกล้คำตอบแล้วล่ะ”
“จะลองไหมคะ” ปารีสถามย้ำอีกครั้ง แล้วไอสลินน์ก็พยักหน้าตอบ
ครั้งนี้ทุกอย่างไปได้สวย แม้ว่าไอสลินน์จะรู้ว่าใครเป็นฆาตกรแต่ครั้งนี้เพียงแค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเรื่องราว เธอไม่ได้พยายามชี้นำบอกกับนักสืบในเรื่อง แต่เธอและโคเลทพยายามยับยั้งไม่ให้ฆาตกรสามารถจัดการกับเหยื่อรายที่สองหรือรายต่อ ๆ มาได้
ฆาตกรรายนี้คือฆาตกรต่อเนื่องที่ตำรวจตั้งฉายาว่า ‘เดอะเฟลเยอร์’ เนื่องจากในคดีก่อนหน้านี้เขามีพฤติกรรมน่าสยดสยองบางอย่างที่ไอสลินน์ไม่กล้าบอกโคเลทเพราะกังวลว่าอีกฝ่ายจะกลัวไปด้วย
เนื้อหาของนิยายครึ่งแรกดำเนินไปอย่างราบรื่น โคเลทและไอสลินน์หาวิธีที่ทำให้ตัวเองไปอยู่กับเหยื่อในช่วงเวลาก่อนที่ฆาตกรจะลงมือ แต่ขณะเดียวกันนักสืบผู้เป็นตัวเอกของเรื่องก็หาเงื่อนงำของคนร้ายได้มากขึ้นในทุกการเคลื่อนไหว
แล้วเรื่องผิดคาดก็เกิดขึ้นในครึ่งหลังนี่เอง ในขบวนรถไฟปลอดคนขบวนหนึ่ง สองสาวถูกเสียงประหลาดดึงดูดให้เข้าไปสำรวจ แต่แทนที่อีกฝ่ายจะเป็นเดอะเฟลเยอร์ พวกเธอกลับพบสิ่งที่ไม่น่ามีอยู่แทน
“รุ่นพี่” โคเลทเรียกตัวตลกที่โผล่ออกมาจากมุมมืด
“เดี๋ยวก่อนโคเลท เจ้านี่ต่างจากคราวก่อน”
“อ้าว นี่ดูกันออกด้วยเหรอ” ตัวตลกชุดดำหัวเราะ “แน่นอนว่าข้าไม่เหมือนเดิมหรอก ข้าตอนนี้ไม่ใช่รุ่นพี่เทรนต์ของพวกแกแล้วนี่”
“เกิดอะไรขึ้นกับรุ่นพี่” โคเลทถามเสียงสั่น เธอจินตนาการถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดไว้ แต่ใจยังภาวนาขอให้มันไม่เป็นจริง
“ไม่มีรุ่นพี่ของพวกแกอีกแล้ว” เสียงหัวเราะแหลมสูงดังผ่านหน้ากากสีขาวของดาร์คเจสเตอร์
“ไม่จริง! แกโกหก” ไอสลินน์ส่ายหน้าไม่ยอมรับความจริง
“ไม่ได้โกหกสักหน่อย เพราะฆ่าเจ้านั่นทิ้งแล้วนี่แหละ ข้าถึงได้เป็นอิสระแบบนี้ ตอนนี้ข้ารู้ตัวแล้วด้วยซ้ำว่าตนเองไม่ใช่แค่ตัวละครจากในนิยาย แต่เป็นอย่างอื่น อยากรู้ไหมล่ะว่าเป็นใคร”
โคเลทไม่ได้อยากรู้เลยสักนิด แต่ดันปากไวถามออกไป “เป็นใครล่ะ”
“ข้าคือผู้บิดผันความจริงฟอลซิไฟเออร์”
“หา ฟอลซิอะไรนะ”
“เรียกข้าว่าโคมิกก็ได้”
“ไม่ต้องไปคุยกับมันแล้วโคเลท” ไอสลินน์พูดจบก็จูงมือเพื่อนออกวิ่ง
โคมิกไม่ได้รีบร้อนตามทั้งคู่ไป มันเดินตามพร้อมกับหัวเราะไปด้วยอย่างบ้าคลั่ง รูปร่างของดาร์คเจสเตอร์ค่อย ๆ เปลี่ยนไปในทุกย่างก้าว มันกลายเป็นตัวตลกปีศาจที่น่ากลัวและน่าขยะแขยงเหมือนหลุดออกมาจากหนังผีเกรดบี
โคเลทและไอสลินน์กรีดร้องเสียงดังไปตลอดทาง พวกเธอไม่ได้พยายามลดเสียงลงสักนิดเพราะว่าอยากให้ใครสักคนบนรถไฟรับรู้ว่ามีตัวสยองขวัญกำลังอาละวาดอยู่ มันได้ผลดีกว่าที่คิดเพราะผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่หลายคนตื่นขึ้นเพราะเสียงของพวกเธอ แต่มันก็ทำให้พวกเขาถูกโคมิกเล่นงานไปด้วย
โคมิกดูไม่ได้ตั้งใจตามล่าคนทั้งคู่ มันเหมือนกับว่าเขาสนุกกับการฆ่าทุกคนตั้งแต่ท้ายขบวนไล่ไปจนถึงหัวขบวน
“อ้าว เจอของดีเข้าซะแล้ว”
ในห้องพักผู้โดยสารห้องหนึ่ง ชายหน้าตาดีกำลังตื่นตระหนกที่ประตูห้องถูกโคมิกกระชากหลุดติดมือไป
“แกเป็นตัวอะไรกันแน่” ชายผู้นั้นถามโคมิก
“ก็เหมือนแกนั่นแหละ แค่ฆาตกรคนหนึ่ง” โคมิกเหลือบมองไปที่ด้านหลังของชายผู้นั้น มันมีร่างไร้ชีวิตของหญิงสาวถูกซุกเอาไว้ใต้เก้าอี้
มันไม่อาจเรียกได้ว่าการต่อสู้ แม้ว่าเดอะเฟลเยอร์จะเป็นฆาตกรต่อเนื่องชื่อดัง แต่เขาไม่ใช่คู่ต่อกรกับปีศาจตัวจริงแบบโคมิก ทุกอย่างจบลงในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
“ขอตั้งชื่อแกว่าซูริลก็แล้วกัน”