Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 396: มอนสเตอร์ฮันเตอร์
“ลินน์มีเหรอ ไม้ตายน่ะ”
ไอสลินน์ส่ายหัวดิก “จะไปมีได้ยังไง”
“เออ ก็เหมือนกันแหละ แล้วฉันจะไปมีได้ยังไงเล่า”
“ฉันมันบ้าเองที่ถาม”
“เงียบเถอะน่า มาช่วยกันฟัน ๆ ยิง ๆ ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็ตายเองแหละ”
“เออ เอาไงก็เอาเลย”
ช่วงเวลาเดียวกัน ดันเตและเมสเซอร์กำลังทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อหยุดโคมิกและซูริล แม้จะมีกล่องกระสุนใบโตที่อยู่บนรถ และทั้งคู่จะรวดเร็วในการเปลี่ยนกระสุนแค่ไหน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่สามารถตรึงฟอลซิไฟเออร์ไว้ได้นาน
“หยุด… ทำ.. เรื่อง. ไร้.. ประ. โยชน์.. นี่.. สัก.. ที..” โคมิกพูดออกมาแทบไม่เป็นประโยคร่างของมันถูกยิงจนขาดวิ่น แต่ดูเหมือนว่ากระสุนปืนจริง ๆ จะมีผลต่อมันได้ไม่เท่ากับกระสุนของไอสลินน์
“ไม่ไหวแล้ว มันเดินหน้ามาไม่หยุดเลย”
“ฉันจะถ่วงมันไว้อีกหน่อย แกหนีไปก่อนเถอะ”
เมสเซอร์สบถคำหยาบออกมาหลายคำ เขาไม่อยากทิ้งลูกพี่ตัวเองไว้แต่ก็รู้แก่ใจดีว่าดันเตตัดสินใจไปแล้วที่จะยืนหยัดสู้อยู่ตรงนี้แม้ว่ามันจะหมายถึงชีวิต หนทางเดียวที่เมสเซอร์จะรอดไปได้คือเขาต้องไปตั้งแต่ตอนนี้
โคมิกไม่เปิดโอกาสที่ว่า เพียงแค่เมสเซอร์หยุดมือแค่ชั่วพริบตา โคมิกก็อาศัยจังหวะนั้นเข้าประชิดตัวเมสเซอร์ได้สำเร็จ เมสเซอร์โต้ตอบด้วยการยิงปืนอัดในระยะเผาขน แต่กระสุนพวกนั้นทำอะไรไม่ได้มากกว่าทำให้อีกฝ่ายโกรธ
อ๊ากกกก
เมสเซอร์ร้องโหยหวน แขนข้างถนัดของเขาถูกโคมิกบิดไปอีกด้านอย่างน่าตกใจ ดันเตหันปากกระบอกปืนที่ยิงซูริลอยู่ไปที่โคมิกในทันที มันทำให้โคมิกชะงักไปได้แต่ก็กลายเป็นว่าซูริลได้รับอิสระแทน
ดันเตไม่เห็นด้วยซ้ำว่าตนเองโดนอะไรเข้าไป เขาเห็นเพียงภาพที่กลับตาลปัตร รู้สึกถึงร่างของตัวเองที่กระแทกพื้น เลือดที่สาดไปทั่วบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเป็นเลือดของเขาคือของลูกน้อง
เขาฝืนลุกขึ้น มือขวาขยับไม่ได้อย่างใจ ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยแผลจากการถูกทุบและถูกเตะจนกลิ้งไปกลิ้งมาไม่รู้กี่สิบรอบ เห็นได้ชัดว่าศัตรูกำลังสนุกกับการทรมานเหยื่อ
ซูริลสืบทอดสัญชาตญาณดั้งเดิมมาจากฆาตกรโรคจิต เขารักการฆ่าและการทรมาน แทนที่จะใช้มีดแทงทะลุชั้วหัวใจ เขากลับใช้วิธีการที่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดมากขึ้นอีกสักหน่อย
แต่ดันเตก็ไม่ใช่เหยื่อที่ยอมให้เล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว เขาสู้สุดใจขาดดิ้น แม้ปืนจะหลุดมือไปแล้ว แม้กระดูกจะหัก กล้ามเนื้อฉีกขาด เลือดไหลเข้าตาจนมองแทบไม่เห็น แต่เขาก็ยังตอบโต้อีกฝ่ายได้ เขาคว้ามีดที่เหน็บไว้ที่ขาฟันคอซูริลครั้งแล้วครั้งเล่าจนหัวเกือบหลุด
มันคือศึกดวลมีด ซูริลขึ้นชื่อว่าเป็นฆาตกรผู้เชี่ยวชาญการใช้มีด แต่เขาเทียบฝีมือกับดันเตไม่ได้แม้แต่นิด น่าเสียดายมีดธรรมดาไม่มีผลกับฟอลซิไฟเออร์ ทั้งสับทั้งฟันทั้งแทงจนมิดด้าม สร้างความเสียหายที่ควรจะทำให้อีกฝ่ายตายได้นับสิบครั้ง แม้เห็นเนื้ออีกฝ่ายที่ขาดวิ่น สภาพไม่เหมือนว่าควรมีชีวิตอยู่แล้ว แต่ไร้ผลในการหยุดอีกฝ่าย
ในที่สุดดันเตก็เป็นฝ่ายล้มลงเอง เขาโดนมีดของอีกฝ่ายไปจัง ๆ แค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่สำหรับมนุษย์ที่เจ็บหนักตั้งแต่แรกมีดแค่ครั้งเดียวก็ทำให้เขาลุกไม่ขึ้นอีก
…มาได้แค่นี้เองสินะ…
ดวงตาที่พร่าเลือนของดันเตเหลือบไปเมสเซอร์ที่แน่นิ่งไปแล้ว
…เจ็บใจนัก ถ้ามีพลังล่ะก็ ถ้ามีพลังเหมือนกับเด็กพวกนั้น…
ดันเตนึกภาพไชน์นิงไนท์ของโคเลทและมิสทรีเลดีของไอสลินน์
…ถ้ามีพลังเหมือนกับพี่ล่ะก็… ดันเตนึกภาพของคนอีกคน ผู้ที่เขาไม่เคยเทียบได้เลยสักนิด ถ้าเป็นคน ๆ นั้นล่ะก็คงไม่พ่ายแพ้ให้กับตัวประหลาดแค่ตัวหรือสองตัวแบบนี้หรอก
“เจ้านี่อึดกว่าที่คิดแฮะ อยากรู้จังแฮะว่าจะทนได้แค่ไหน” ซูริลหัวเราะขณะที่กำลังนึกสนุกว่าจะลองมีดที่ตรงไหนอีกดี
“รีบจัดการมันเถอะ เจ้านี่ก็เคยไปโลกฝั่งนั้นมาแล้ว เดี๋ยวจะยุ่งยากขึ้นมาทีหลัง”
“หมายความว่ายังไง”
ดันเตไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น สติของเขาวูบหายไป มันอาจจะเพียงแค่ครู่เดียวหรือนานกว่านั้นเขาก็ไม่อาจบอกได้ เจ้าตัวไม่ได้หวังว่าจะมีโอกาสฟื้นขึ้นมาอีกรอบ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เขาไม่ได้เสียใจที่ต้องจบชีวิต ทั้งเขาและเมสเซอร์สู้อย่างสุดกำลังและพ่ายแพ้ลง พวกเขาได้ทำหน้าที่ของตัวเองจนถึงที่สุดแล้ว
“ทำใจดี ๆ ไว้นะคะ”
…เสียงนี้… ดันเตจำได้ว่ามันคือของไอสลินน์ ทำไมเธอมาอยู่ตรงนี้ล่ะ
“ยังไม่ตายใช่ไหม”
“เจ้าหนอนจากเดอะโฮล…”
“ไม่ต้องกังวล ฉันกับลินน์ปราบมันไปเรียบร้อยแล้วค่ะ”
ดันเตเพิ่งลืมตามองได้เต็มสองตา สิ่งแรกที่เห็นคือโคเลทและไอสลินน์กำลังสู้กับโคมิกและซูริลอย่างดุเดือดและดูเหมือนว่าทั้งคู่จะถือไพ่เหนือกว่านิด ๆ ด้วยซ้ำ สิ่งต่อมาที่ดันเตเห็นคือซากเมืองที่พังทลายโดยมีร่างของหนอนยักษ์ที่กำลังสลายไปเป็นฉากหลัง
“ชนะได้จริง ๆ สินะ” เขาแสยะยิ้ม
“อย่าเพิ่งหมดสติไปนะคะ มาช่วยกันก่อน เราสองคนเองก็ใกล้หมดแรงเต็มทีแล้ว” โคเลทไม่ได้ล้อเล่น ถึงแม้เธอกับไอสลินน์จะไม่ได้รับบาดเจ็บหนักหนาแต่ทั้งคู่ก็ใช้แรงทั้งหมดไปกับการล้มเจ้าหนอนยักษ์
“นะ นั่นสินะ จะปล่อยให้เด็ก ๆ สู้กันแค่สองคนได้ยังไง” ดันเตพยายามฝืนลุกขึ้น มันน่าเหลือเชื่อที่เขายังยืนขึ้นได้อีก
“เฮ้ย โคเลท!” ไอสลินน์ทำหน้าหวาดเสียว เธอสงสัยว่าโคเลทคิดอะไรถึงยุให้คนที่ปางตายแบบนี้ลุกขึ้นมาสู้
โคเลทไม่ได้มีเหตุผลลึกซึ้ง หรือจะบอกว่าเธอไม่ได้คิดอะไรเลยก็ว่าได้ เหมือนกับหลาย ๆ ครั้งก่อนหน้านี้ เธอทำไปเพราะสัญชาตญาณสั่งให้ทำ เธอเพียงรู้สึกว่าดันเตกำลังจะตายและการกระตุ้นเขาให้ฮึดสู้อีกหนเป็นทางออก
มันเป็นอีกครั้งที่สัญชาตญาณของโคเลทแม่นยำ เช่นเดียวกับโคเลทและไอสลินน์ ดันเตไม่เพียงแค่เป็นผู้ร่วมต่อตั้งยูโทเปียโปรเจค เขายังมีประสบการณ์ในเดอะเวิลด์มาแล้วหลายครั้ง จิตใจของเขาเคยผ่านเส้นแบ่งระหว่างโลกความจริงและโลกในนิยายมาแล้ว
“ใช่แล้ว… ฉันเองก็ต้องทำได้เหมือนกัน” ดันเตพึมพำ
“เดี๋ยวสิ! เขาไม่ต้องเข้าไปในหนังสือเพื่อรับพลังเหรอ”
“โลกเราตอนนี้มีตัวประหลาดจากหนังสือเดินกันอยู่ว่อนแล้วนี่ บางที…”
ชุดของดันเตเปลี่ยนไปจากชุดลายพรางคล้ายทหารเป็นชุดนักผจญภัยย้อนยุค เสื้อเชิ๊ตสีขาวด้านในถูกทับด้วยเสื้อนอกสีเปลือกไม้ที่หนาพอ ๆ กับเกราะที่ทำจากหนังสัตว์ กางเกงขายาวสีน้ำตาลไม่รัดกุมแต่กระชับกับกล้ามเนื้อท่อนขาด้านบน เท้าสวมบู๊ทยาวสูงที่กินพื้นที่มาจนใต้หัวเข่า เชือกผูกรองเท้าไขว้สลับกระชับรองเท้ากับขาและรองเท้าให้เคลื่อนไหวได้ทะมัดทะแมง
“มอนสเตอร์ฮันเตอร์นี่คือพลังของฉัน” ดันเตเปรยขึ้น
การตื่นขึ้นของพลังไม่ได้ทำให้เขาได้แค่ชุดใหม่มา แต่มันยังทำให้อาการครึ่งเป็นครึ่งตายของเขาหายเป็นปลิดทิ้ง
“เฮ้ย ไม่ดีแล้วไง” โคมิกร้องโวยวาย ลำพังแค่โคเลทกับไอสลินน์พวกเขายังตึงมือแล้วเลย
“เจ้านั่นเพิ่งใช้พลังได้ บางทีมันอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอะไรได้”
สิ่งที่ซูริลคาดไว้ผิดถนัด ดันเตเข้าใจพลังของตนเองได้แทบจะในทันทีที่ได้มันมา ปืนที่เขาได้มาพร้อมกับพลังไม่ใช่ปืนพกแบบไอสลินน์แต่มันคือปืนลูกซองที่มีพลังทำลายมากกว่าหลายเท่า
ซูริลถูกยิงจนหน้าแหว่งหายไป ก่อนหน้านี้กระสุนของดันเตก็เคยทำยิ่งกว่านี้มาแล้วแต่ตอนนั้นมันไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดแบบนี้ กระสุนจากดันเตครั้งนี้ทำให้ซูริลรู้สึกว่าวิญญาณของตนกำลังได้รับความเสียหาย
โคมิกพบว่าดันเตไม่ได้มีแค่ปืนลูกซอง เขาพกมาทั้งมีดใหญ่ ไปจนถึงระเบิดมือ นอกจากนี้มันยังมีความเป็นไปได้สูงที่เขาอาจมีพลังลึกลับราวกับเวทมนตร์แบบเดียวกับโคเลทและไอสลินน์ซ่อนอยู่อีก การปะทะกับดันเตตรง ๆ โดยที่ไม่เก็บข้อมูลมาก่อนเป็นเรื่องโง่เขลา
“ซูริล!”
“เออ รู้แล้ว”
“โคเลท! คุณดันเต! พวกมันกำลังจะหนี” ไอสลินน์ตะโกนเตือน แต่ช้าไปแล้ว ร่างที่ดันเตและโคเลทกำลังโจมตีจนแหลกเป็นเพียงแค่เปลือกส่วนหนึ่งที่พวกมันทิ้งเอาไว้
“บ้าจริง! ปล่อยพวกมันหลุดมือไปได้อีกแล้ว” โคเลทแทบจะร้องกรี้ดออกมาด้วยความหงุดหงิด