Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 406: ถนน 287 ฮัลเทนแซนด์
“คุณดาเซียนา!” โคเลทร้องลั่นเมื่อพวกเธอถูกเรียกไปรวมตัวกันที่ห้องรับรอง และพบว่าคนที่นั่งไขว่ห้างจิบชารออยู่คือดาเซียนา ผู้ฝึกของพวกเธอนั่นเอง
“เสียงดังไปแล้ว ตกใจอะไรกัน” ดาเซียนาถามกลับหน้าตาเฉย
“พวกเราไม่คิดว่าคุณจะเข้ามาที่นี่ด้วยน่ะสิคะ”
“ฉันไม่ได้บอกเหรอว่าจะเข้ามาด้วย อื้ม ช่างเถอะ ฉันจะมาบอกว่าการฝึกจบลงแล้ว”
“แต่…” จิบริลดักไว้ก่อนเพราะสังหรณ์ว่ามันยังไม่จบอย่างที่ดาเซียนาพูด
“ฉันอยากเล่าเรื่องอะไรเพิ่มอีกหน่อย จะว่าเป็นต้นกำเนิดเรื่องราวทุกอย่างก็ว่าได้”
“ยังมีเรื่องอะไรที่ไม่ได้เล่าอีกเหรอเนี่ย” ไอสลินน์บ่นอุบอิบแบบที่ไม่กล้าให้ครูฝึกได้ยิน
แล้วดาเซียนาก็พาทุกคนดำดิ่งไปยังจุดกำเนิดของเรื่องราวด้วยการทำให้เห็นภาพทุกอย่างราวกับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง
“ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะดูแลเธออย่างดีให้เหมือนกับเป็นครอบครัวเลย” ซีวีบอกกับชายแก่ผู้เป็นหัวหน้ากิลด์อุสทรินา
จิบริลและดันเตมึนงงจับจนชนปลายไม่ถูก แต่สำหรับโคเลทกับไอสลินน์ผู้เป็นแฟนคลับของนิยาย ทั้งสองจำเหตุการณ์นี้ได้ ตอนนี้พวกเธอกำลังอยู่ที่กิลด์อุสทรินาของอาณาจักรลีโอตาร์นั่นเอง
คนที่อยู่ในห้องนอกจากสมาชิกกิลด์อย่างฟรองเซย์ เวโรนิกา กิลด์มาสเตอร์ และสมาชิกขาประจำแล้ว ในนั้นก็ยังมีสมาชิกกลุ่มอะบีสด้วยอีกหลายคน นี่คือเหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่มิเนอร์วาจะเดินทางออกจากยุคนี้
ฟรองเซย์ถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก เธอหวังว่ากิลด์มาสเตอร์จะช่วยเจรจาออกหน้าให้แทน กลับกลายเป็นว่าเขาเห็นดีเห็นงามที่จะให้เธอเดินทางไปกับกลุ่มอะบีสผู้ที่อ้างตัวมามาจาก ‘โลกอื่น’
“ทีนี้กลุ่มก็แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น ได้มาทั้งฟรองเซย์ ลอเรนซ์ แล้วก็น้องชายของลามินาด้วย”
“ลามอนต์ มาดารัส ต่อไปนี้จะกลายเป็นพวกเดียวกันแล้ว ยังไงก็ช่วยจำชื่อกันด้วยนะครับ” หนุ่มผมทองตาสองสีบอกกับซีวี
“ขะ ข้าไม่ได้ลืมซะหน่อย” พูดจบซีวีหัวเราะแก้เขิน
“หืมมม เดี๋ยวนะคะ” โคเลทร้องขัดขึ้นมา
“มีอะไรรึโคเลท”
“เธอก็น่าจะจำได้นะลินน์ เหตุการณ์ต่อจากนี้…”
“จริงด้วย เดี๋ยวพวกเราจะกลับขึ้นมิเนอร์วาแล้วก็ถูกอะโพฟิสโจมตีจนยานระเบิด”
ยังไม่ทันได้เตรียมใจรับมือฉากก็ถูกตัดไปดื้อ ๆ กลายเป็นภายในยานมิเนอร์วาแทน มันเป็นไปตามที่ไอสลินน์พูดเอาไว้ ตอนนี้ทั่วทั้งยานกำลังโกลาหลเนื่องจากสัญญาณเตือนภัยดังก้องไปทั่ว
“ไม่ต้องกังวล ไม่อันตรายหรอก ครั้งนี้ฉันให้ทุกคนมาอยู่ที่นี่ในฐานะผู้เฝ้ามอง เราจะไม่ได้รับความเสียหายจากการระเบิด” ดาเซียนาอธิบายเพื่อหยุดความกังวลของทุกคน
“โล่งอกไปที” ดันเตปาดเหงื่อที่ชุมโชกออกจากหน้า ถึงเขาไม่ค่อยแสดงออกว่ากังวลแต่เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่เขาก็คิดว่ามันอาจจะจบไม่สวย
“บ้าจริง ทำไมต้องมาตอนที่เดินเครื่องไทม์แมชชีนไปแล้วด้วยเนี่ย” เสียงของอลินาโวยวายดังมาจากที่ห่างออกไป
“เพราะตอนนี้เราป้องกันตัวไม่ได้ยังไงล่ะ เจ้าพวกนั้นคิดจะพุ่งชน ทุกคน! เตรียมตัวรับแรงปะ..” โซนาตาพูดไม่ทันจบประโยคการปะทะก็เกิดขึ้น
เหตุการณ์จริงน่าหวาดกลัวกว่าที่โคเลทและไอสลินน์จินตนาการเอาไว้มาก แม้ดาเซียนาจะบอกไว้แล้วว่าพวกเธอจะไม่ได้รับอันตราย แต่นอกจากดาเซียนาแล้วทุกคนก็ตื่นกลัวไปด้วย ยานขนาดยักษ์สองลำกำลังพุ่งเข้าชนกัน ด้านหนึ่งคือมิเนอร์วาในสภาพที่แทบจะไร้การป้องกัน
มิเนอร์วายานข้ามเวลาและบ้านอันแสนสำคัญของกลุ่มอะบีสกำลังถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีทั้งคนที่เสียชีวิตในทันทีจากการปะทะ พวกที่ถูกแรงระเบิดจนร่างแหลกเหลวและอีกไม่น้อยที่ถูกพัดกระเด็นหายไปในกระแสของเวลา จากนั้นภาพทุกอย่างที่เป็นฉากหลังก็ค่อย ๆ มืดลง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
โคเลทไม่สามารถห้ามน้ำตาไว้ได้ เธอย้ำกับตัวเองอยู่ตลอดว่าสิ่งที่เห็นเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้น พวกเขาไม่มีอยู่จริงจึงไม่มีใครต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ แต่อาจเป็นเพราะนิยายเรื่องนี้คือนิยายเรื่องโปรดของตน เธอผูกพันกับตัวละครทุกตัวในเรื่อง
ยิ่งหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาโคเลทและพรรคพวกถูกดาเซียนาบังคับให้ต้องมาใช้ชีวิตอยู่กลุ่มอะบีส ความรู้สึกต่อทุกคนก็ยิ่งรุนแรงขึ้น มันทำให้เธอไม่สามารถสะกดกลั้นความเสียใจไว้ได้
จุดประสงค์ของดาเซียนาไม่ใช่เพิ่มความรู้สึกด้านชาในจิตใจให้กับพวกโคเลท เป้าหมายของเธอคือนำทุกคนมาดูตอนต่อของเรื่องราวที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ที่ไหน
“มันมีเรื่องราวต่อจากนี้อีกเหรอคะ”
“มีสิ” ดาเซียนาตอบไอสลินน์ “แฟนคลับอย่างเธอก็น่าจะสงสัยอยู่หรอก ผู้แต่งเรื่องนี้ เจ. ซี. ซิลเวอร์วิงก์เสียชีวิตก่อนที่จะได้เขียนอะบีสออฟไทม์เล่มต่อมา เรื่องมันควรจะจบลงแค่นั้น”
แสงสว่างกลับมาอีกครั้ง ไม่มีมิเนอร์วาที่กำลังลุกไหม้ ไม่มีเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของผู้คนที่ยังดังก้องติดหู ฉากหลังกลายเป็นถนนลูกรัง มีเสาไฟที่ทำจากไม้เก่า ๆ ทอดยาวไปตามถนน สิ่งเดียวที่ดูเด่นสะดุดตาคือชายในชุดสีขาวกำลังนอนฟุบอยู่
“คุณจีดัส” โคเลทตะโกนเรียกชื่อของเขา แน่นอนว่าจีดัสไม่ได้ยินเพราะตอนนี้เธอยังอยู่ในโหมดของผู้เฝ้าดูที่ทำได้เพียงแค่ดูอย่างชื่อ
จีดัสยังปลอดภัยดี อย่างน้อยที่สุดเขายังมีเรี่ยวแรงพอที่จะลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเอง หนุ่มผมสีเงินมองสำรวจไปรอบ ๆ นี่คือทิวทัศน์ที่เขาไม่คุ้นตาสักนิด
“เสาไฟฟ้า” จีดัสมองเสาไม้และสายไฟที่ห้อยระโยงระยาง ในยุคของเขาไม่มีของแบบนี้แต่ที่จีดัสรู้จักก็เพราะเขาเคยเห็นมันจากข้อมูลของมิเนอร์วา
“ทุกคน” จิบริลเรียกให้ทุกคนมองป้ายที่แม้จะเก่าเปื้อนด้วยฝุ่นแต่ข้อความยังชัดเจน
“นี่มัน” ไอสลินน์เห็นชื่อของถนนและชื่อของเมืองที่เขียนกำกับอยู่บนป้าย เธอรู้จักชื่อเมืองนั้นเป็นอย่างดี มันคือเมืองชนบทของประเทศนี้
“ทำไมถึงกลายเป็นโลกของเราไปได้ล่ะ”
จีดัสไม่ได้ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขาสำรวจสถานที่ที่ไม่รู้จักอย่างใจเย็น ก่อนที่เขาจะหาเบาะแสว่าสถานการณ์โดยรวมของคนทั้งกลุ่มเป็นอย่างไร เขาจำเป็นต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าตนอยู่ที่ไหนกันแน่
“ภาษาอ่านออก… ถนน 287 ฮัลเทนแซนด์” จีดัสพึมพำออกเสียง เขาไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ด้านภาษาอื่นเพื่ออ่านป้ายนี้ แต่ถึงอ่านออกเขาก็ไม่เคยได้ยินชื่อของฮัลเทนแซนด์ที่ไหนมาก่อน
“ยุคนี้คือยุคไหน ไม่สิ ควรจะสงสัยก่อนว่าที่นี่ยังเป็นซีนอยู่รึเปล่า”
“สุดยอดเลย สมเป็นคุณจีดัส ถ้าเป็นฉันคงไม่คิดเผื่อว่าอาจจะไม่ใช่โลกของตัวเอง”
จีดัสทดลองร่ายเวท ด้วยวิธีที่แตกต่างจากเดิมเล็กน้อยแทนที่จะใช้พลังเวทจากภายในร่างเหมือนปกติ เขานำอุปกรณ์พิเศษดึงอณูพลังเวทมาจากภายนอกมาใช้ร่าย ซึ่งจีดัสพบว่าเวทมนตร์ยังทำงานได้แต่มีอานุภาพด้อยลงกว่าที่ควรเป็นมาก
“อณูเวทของที่นี่มีน้อยกว่าซีน ตัดอีโทเรียกับเพอร์กาโทเรียไปได้” จีดัสพึมพำกับตัวเองต่อ การคุยกับตนเองในสภาพที่อยู่ตามลำพังช่วยให้เขาสงบใจได้ดีขึ้น
สายไฟอาจจะเป็นหลักฐานว่าห่างออกไปไม่ไกลอาจมีมนุษย์ การถามข้อมูลเพิ่มจากคนในพื้นที่น่าจะช่วยไขความข้องใจให้จีดัสได้หลายเรื่อง แต่ก่อนหน้านั้นเขาอยากลองสำรวจรอบ ๆ เพื่อวิเคราะห์เบื้องต้น จีดัสเข้าไปตรวจสอบป้าย เสาไฟ สายไฟ เพื่อดูชนิดของวัสดุกับสีเพื่อหาเงื่อนงำของยุคสมัย
“ไม่มีเดวัล แต่ทั้งพืชและสัตว์เหมือนกับสายพันธุ์ที่มีอยู่ในทะเลทราย ที่นี่คล้ายกับโลกที่โซนาตารู้จัก”
ยังมีอะไรต้องตรวจสอบอีกมาก แต่จีดัสตัดสินใจเก็บความสงสัยของเขาไว้ก่อนเพราะได้ยินเสียงของรถยนต์วิ่งมาตามถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่น
“จะไปไหนเหรอพ่อหนุ่ม” ชายแก่บนรถกระบะทักจีดัส
“แถวนี้มีเมืองไหมครับ”
“แถวนี้มีแต่ที่รกร้าง ตัวเมืองนี่เป็นร้อยไมล์นู่นเลย”
ชายแก่หัวเราะทิ้งท้ายก่อนที่จะขับรถไปต่อโดยไม่ได้สนใจจีดัสที่ต้องเดินไปตามถนนที่แทบไม่มีอะไรเลย