Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 405: โลกที่จะไม่มีวันเหมือนเดิม
“ไม่มีใครบอกเหรอครับว่าให้มาทำไม” จีดัสถามพวกโคเลทโดยไม่ได้หันมามอง
“มะ ไม่ได้บอกค่ะ”
“เอานี่ไปครับ” จีดัสหันกลับมาพร้อมกับยื่นถุงใสที่มีบางอย่างเหมือนเมล็ดพันธุ์พืชใส่อยู่เต็มถุง
“นี่มัน อืมมม เหมือนเมล็ดพืชเหรอคะ”
“ใช่ มันคือตัวอย่างเมล็ดพันธุ์”
“จะให้พวกเราเอาไปลองปลูกเหรอคะ คงไม่ใช่ว่าฝังลงไปแล้วมันจะกลายเป็นมอนสเตอร์ ไม่สิ โลกนี้ต้องใช้คำว่าเดวัลสินะ” ไอสลินน์พูดสิ่งเดียวกับที่ทุกคนกำลังสงสัยอยู่ พวกเธอไม่คิดว่าเมล็ดพันธุ์พวกนี้เป็นพืชธรรมดา ๆ
“มันคือพืชตัดต่อพันธุกรรม แต่ไม่ใช่เดวัลหรอก”
เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดไปกันใหญ่ จีดัสจึงเริ่มอธิบายตั้งแต่ต้น เขาบอกว่ามีเกาะ ๆ เล็ก ๆ เกาะหนึ่งที่ผู้คนอยู่กันอย่างอดอยาก ในอดีตเกาะแห่งนั้นเคยเป็นดินแดนของอันเดด แม้ว่าภายหลังอันเดดจะย้ายที่ไปแล้วแต่เกาะก็ไม่ได้รับการฟื้นฟูสภาพ ทั้งน้ำและดินเป็นพิษจนยากต่อการดำรงชีพ
ไม่ว่ามองมุมไหนเกาะดังกล่าวก็ไม่ใช่สถานที่ที่มนุษย์สมควรอยู่ แต่บางครั้งคนเราก็ไม่มีทางเลือกมาก ชนเผ่าหนึ่งหลังจากสูญเสียที่อยู่อาศัยให้กับผู้รุกราน พวกเขาตัดสินใจไปเสี่ยงชีวิตที่เกาะนั้น
“โหดร้ายจังเลยนะคะ” โคเลทได้ฟังแล้วก็รู้สึกสังเวชใจ โลกของเธอเองก็มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน แต่อย่างน้อยการถูกขับไล่ออกจากบ้านเมืองของตนเองก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอจินตนาการออก
“โหดร้าย แต่โลกเราก็เป็นแบบนี้แหละครับ แม้แต่ผู้ที่รุกรานแย่งชิงบ้านเกิดของชนเผ่านี้ก็ทำไปเพื่อเอาตัวรอด”
“แล้วพืชที่ถูกดัดแปลงพวกนี้จะขึ้นได้ในเกาะนั้นเหรอคะ” ไอสลินน์ยังรู้สึกกังวลใจอยู่
“พวกเราเก็บตัวอย่างดินมาแล้ว อย่างน้อยในห้องทดลองมันก็เติบโตได้ดีครับ ที่เหลือก็คือลองทดลองปลูกในแปลงสาธิตของพื้นที่จริงดู ถ้ามันขึ้นได้ดี พวกเราก็จะแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้กับชาวบ้านได้”
“แล้วผลกระทบอื่นล่ะคะ พืชชนิดใหม่นี้จะเข้าไปทำลายระบบนิเวศเดิมรึเปล่า การกินพืชตัดต่อพันธุกรรมจะมีผลในระยะยาวกับผู้บริโภคหรือไม่ นอกจากนั้นมันจะส่งผลกับประวัติศาสตร์…”
จีดัสมองหน้าจิบริลแล้วอมยิ้ม “ถ้าเรื่องกินแล้วจะมีปัญหาหรือไม่พวกเราตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีเรื่องแบบนั้นแน่นอน แต่ผลกระทบต่อระบบนิเวศในกรณีที่มันแพร่กระจายออกไปนอกพื้นที่ หรือแง่ว่ามันจะไปทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงอะไรรึเปล่าคงตอบได้ยาก ต่อให้พยายามควบคุมปัจจัยประกอบแค่ไหนพอมันมีเรื่องเกี่ยวกับเวลามาเกี่ยวและพวกเราไม่ได้อยู่ควบคุมดูแลตลอด มันไม่สามารถการันตีได้เลย”
“ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ก็ยังจะเสี่ยงเหรอคะ” จิบริลโต้ด้วยน้ำเสียงที่พร้อมเอาเรื่องเต็มที่
“เพราะนี่คือกลุ่มอะบีสยังไงล่ะจิบริล” โคเลทแทรก
จีดัสได้ยินแล้วก็หัวเราะเบา ๆ “ใช่แล้ว เพราะพวกเราคือกลุ่มอะบีส คนที่อุทิศตนให้กับการศึกษาความเป็นไปได้ของยุคสมัยและพร้อมที่จะแทรกแซงมันเมื่อเห็นว่าจำเป็น”
“ไม่คิดเหรอคะว่าการแทรกแซงเวลาแบบนี้มันไม่ต่างจากทำตัวเป็นพระเจ้าเลย” จิบริลยังไม่หยุดง่าย ๆ คราวนี้โคเลทต้องสะกิดน้องสาวให้ระวังคำพูดมากกว่านี้
“สำหรับผู้คนบนเกาะที่กำลังจะอดตายเพราะไม่สามารถปลูกพืชหรือทำปุศสัตว์ได้ เขาไม่สนใจหรอกครับว่าพวกเรากำลังเล่นบทเป็นอะไร ระบบนิเวศในเกาะรอบ ๆ จะได้รับผลกระทบไหม หรือเรื่องที่พวกเขาควรจะสาบสูญไปตามประวัติศาสตร์รึเปล่า”
จิบริลจ้องเขม็งแบบไม่พอใจ เธอต้องพยายามเตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิยายเท่านั้น เธอไม่ควรจะเก็บเรื่องแบบนี้มาเป็นอารมณ์เลย
“เอาเถอะค่ะ อยากจะทำอะไรก็ทำเถอะ”
จีดัสไม่ได้สนใจท่าทีต่อต้านของจิบริล ในทางตรงกันข้ามเขาถูกใจที่เธอกล้าคิดกล้าแสดงออกด้วยซ้ำ จีดัสสรุปสิ่งที่พวกโคเลทจะต้องทำอีกรอบ นอกจากนั้นยังมอบทหารให้อีกราวสิบคนสำหรับงานนี้
“สปีดกับแบมบีนารออยู่แล้ว พร้อมแล้วเมื่อไหร่ก็ไปหาเขาได้เลย”
สปีดและแบมบีนาที่จีดัสพูดถึงคือนักบินของกลุ่ม นอกจากเป็นนักบินของหุ่นรบแล้ว ในยามว่างทั้งคู่ยังคอยทำหน้าที่รับส่งสมาชิกในกลุ่มด้วยยานขนส่งขนาดเล็ก ด้วยความช่วยเหลือของทั้งสองกลุ่ม โคเลทจึงไปถึงเกาะซึ่งเป็นเป้าหมายในระยะเวลาสั้น ๆ
แล้วงานก็เริ่มขึ้น พื้นที่เพาะปลูกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ที่จีดัสได้ขอยืมจากชาวบ้าน มันจึงถูกเตรียมพร้อมสำหรับการลงเมล็ดไว้แล้ว แต่จีดัสต้องการทดลองเพาะพันธุ์โดยวัดผลในเงื่อนไขที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นพืชที่เขาตัดต่อพันธุกรรมก็มีหลายชนิด หลายชนิดในนั้นจีดัสก็ต้องการใช้วิธีการปลูกที่แตกต่างกัน นั่นทำให้แปลงที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ไม่เพียงพอ
ถึงงานจะมีเยอะ แต่หน้าที่ของโคเลทและทหารไม่มีอะไรมากนัก สิ่งที่พวกเธอทำเป็นส่วนใหญ่ คือการตรวจสอบความเรียบร้อยในการทำงานของบรรดาเครื่องจักรทั้งหลายที่ติดตั้งไว้แล้ว มีแค่แปลงเล็ก ๆ เท่านั้นที่พวกเธอลงมือทำกันเองทุกอย่างตั้งแต่ต้น เพื่อการจำลองสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับชาวบ้านลงมือปลูกกันเองให้ได้มากที่สุด
หากไม่นับแปลงที่นำต้นอ่อนมาลงไว้ซึ่งดูเติบโตเป็นอย่างดี แปลงที่ลงเมล็ดใช้เวลาราวหนึ่งสัปดาห์ถึงจะเห็นผลงานเป็นรูปร่าง ช่วงเวลานี้ต้นอ่อนของพืชส่วนใหญ่เริ่มปรากฏให้เห็น บางชนิดที่โตเร็วเป็นพิเศษเริ่มมีใบอ่อนให้เห็นแล้วด้วยซ้ำ
ในตอนแรกโคเลทเดาไว้ว่าคงมีเฉพาะแปลงที่ให้เครื่องจักรปรับสภาพดินแล้วเท่านั้นที่จะไปได้สวย แต่ดูเหมือนเธอประเมินเมล็ดพันธุ์ที่จีดัสสร้างขึ้นมาต่ำไป แม้แต่บริเวณที่ดินมีความเค็มสูง หรือมีความเข้มข้นของธาตุมืด พืชของจีดัสก็ยังเติบโตได้ดีในความเร็วที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
“ไอ้นี่กินได้จริง ๆ เหรอ” โคเลทเด็ดผลไม้ที่เหมือนกับแอปเปิ้ลสีดำออกมาจากต้น เธอเคยได้ยินมาว่าต้นแอปเปิ้ลกว่าจะให้ผลครั้งแรกก็น่าจะใช้เวลาเจ็ดถึงสิบปี แต่ว่าต้นที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นใช้เวลาเพียงแค่หกสัปดาห์เท่านั้น
“โตเร็วจนน่ากลัวเลย” ไอสลินน์นึกถึงที่จิบริลเคยพูดไว้ว่าถ้าพืชชนิดนี้กระจายออกไป มันคงสร้างผลเสียให้กับพืชพื้นเมืองอย่างแน่นอน
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ชายที่เข้ามาแทรกคือแมทธิว มันนีพูล
โคเลทรู้จักชายผู้นี้ แม้ว่าชื่อของเขาจะไม่ปรากฏออกมาเลยในนิยายทั้งแปดภาค แต่โคเลทเคยเห็นทั้งใบหน้าและชื่อเขามาก่อนจากเว็บไซต์ให้ข้อมูลเชิงลึก แมทธิวผู้นี้คือทหารพลังจิตจากหน่วยอีลิทไฟว์ ทหารพลังจิตฝีมือดีและเป็นคนสนิทของโซนาตา (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ที่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงนี่คือ” ดันเตอยากให้อีกฝ่ายช่วยขยายความสิ่งที่พูดค้างเอาไว้
“คุณจีดัสเป็นคนรอบคอบอยู่แล้ว พืชพวกนี้แม้จะดูน่าสงสัยแต่มันถูกออกแบบมาอย่างระมัดระวังครับ ถ้าให้ผมเดามันขึ้นได้เฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอันเดด ปลูกที่อื่นอาจจะไม่ขึ้นเลยก็ได้”
“แล้วถ้าให้เดามากกว่านั้น พืชนี่น่าจะช่วยปรับสภาพดินด้วยครับ” คู่หูของแมทธิวเห็นว่าบทสนทนาน่าสนใจจึงเดินเข้ามาร่วมวงด้วย
ชายผู้มาใหม่คือแฮร์ริส แฮปปีเดย์หนุ่มอารมณ์ดีผู้มีรอยยิ้มปรากฏอยู่เสมอ เช่นเดียวกับแมทธิวเพื่อนสนิทของเขา แฮร์ริสก็เป็นหนึ่งในอีลิทไฟว์และเป็นทหารที่รับใช้ใกล้ชิดกับโซนาตา
“ก็แค่เดาไม่ใช่เหรอคะ” จิบริลเดินเข้ามาสบทบด้วยอีกคน
“แค่เดา แต่ไม่ใช่การเดาสุ่มแบบไม่มีข้อมูลนะครับ ผมสรุปจากงานที่ผ่านมาของคุณจีดัสน่ะแหละ”
การเดาส่งของแฮร์รีสแม่นยำจนน่าตกใจ ผู้ที่พิสูจน์เรื่องนั้นคือตัวจิบริลเอง เธอแบ่งเมล็ดพันธุ์ส่วนหนึ่งมาใช้กับแปลงที่เธอนำไปทดลองกับเกาะใกล้เคียง ผลคือทั้งที่มีสภาพอากาศใกล้เคียง ดินมีคุณภาพสูงกว่าแต่เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นกลับไม่สามมรถงอกงามได้
โคเลทและพรรคพวกรอจนพืชชนิดสุดท้ายออกผล หลังจากเก็บเกี่ยวทั้งหมดแล้วเธอนำจึงนำพวกมันกลับมิเนอร์วาเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้กับชาวบ้านในภายหลัง
สุดท้ายมันก็ไม่มีการฝึกหรืออะไรอย่างจริงจัง สิ่งที่เกิดขึ้นบนยานมิเนอร์วาแท้จริงแล้วคือการพักผ่อนที่ดาเซียนาตั้งใจมอบให้กับพวกเธอ ในขณะเดียวกันมันก็มีเหตุผลลับ ๆ ซ่อนอยู่ในการกระทำครั้งนี้ด้วย
ช่วงเวลาเดียวกับที่โคเลท ไอสลินน์ จิบริลและดันเตใช้เวลาอยู่ในนิยายเรื่องต่าง ๆ ผู้คนทั่วโลกต่างก็ตระหนักความจริงที่ว่าหายนะอย่างวันสิ้นโลกอาจจะอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม
สิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ได้ปรากฏขึ้น มันกระตุ้นความทรงจำที่ถูกลบเลือนไปของผู้คน พวกเขาระลึกได้ว่าไม่นานมานี้ได้เกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกัน หลุมยักษ์ที่โผล่ขึ้นมาที่เมือง ๆ หนึ่ง หมอกประหลาดที่แพร่กระจายปกคลุมไปเกือบจะทั่วโลก สิ่งแปลกปลอมใหม่ช่วยย้ำเตือนให้ทุกคนรู้ตัวว่าโลกจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
“นั่นมัน…” ผู้นำของประเทศมองท้องฟ้าแบบแทบไม่กะพริบตา
“ท่านครับ ตรงนี้อันตราย ไปจากตรงนี้กันเถอะครับ” โฆษกรัฐบาลผู้อยู่ในเหตุการณ์พยายามพาผู้นำของตนไปให้พ้นจากตรงนั้น
“หนี… หนีไปไหนล่ะ” นายพลผู้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดเอ่ยเสียงเครียด รัฐบาลมีฐานทัพใต้ดินที่สามารถรับมือกับภัยอย่างสงครามนิวเคลียร์ได้ แต่เขาไม่แน่ใจเลยว่ามันจะทำอะไรกับสิ่งนั้นได้หรือไม่
ผู้คนต่างแหงนหน้าขึ้นฟ้าด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง วัตถุรูปร่างคล้ายซิการ์ขนาดยักษ์ลอยอยู่บนนั้นด้วยวิธีการบางอย่างที่เครื่องบินของมนุษย์ไม่สามารถทำได้ พวกเขารับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าสิ่งนี้ไม่ใช่อาวุธที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยมนุษย์ มันคือยานรบจากต่างดาว
แต่แทนที่จะเจรจา เปิดฉากโจมตี สิ่งที่เกิดในเวลาต่อมายิ่งทำให้คนทั้งโลกทั้งงุนงง ยานกำลังลดระดับลงด้วยความเร็วที่เหมือนกับร่วงลงมามากกว่าลงจอด
ยานยักษ์ร่วงลงมาสร้างความเสียหายระดับทำลายล้างให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องล่าง ไม่ผิดจากระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกทิ้งลงกลางมหานครที่มีประชากรนับล้าน วินาทีที่เกิดการปะทะ ความพินาศก็แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง
พื้นที่ที่ถูกยานยักษ์ตกใส่โดยตรง ไม่ต้องพูดถึงความเสียหายเพราะมันยุบตัวและแหลกเหลวจนไม่เหลือสภาพเดิม เมืองข้างเคียงที่ถูกเพียงแค่คลื่นปะทะเข้าเล่นงานก็มีสภาพดีกว่ากันไม่มาก
จากเมืองขนาดใหญ่ที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สู่กองเถ้าถ่านและเศษซากของสิ่งที่เคยเป็นอารยธรรมของมนุษย์ในไม่กี่อึดใจ
ยานลึกลับเองก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน ส่วนที่คาดว่าเป็นหัวยานปักลงพื้นในตอนที่ตกลงมาและจมลึกลงไปในเมืองจนเกือบถึงหนึ่งในสาม ขณะที่ส่วนที่เหลือไม่สามารถทนต่อแรงปะทะและน้ำหนักของทั้งยานไหวจึงได้หักออกเป็นสองส่วน
หน่วยงานต่าง ๆ เคลื่อนไหวเพื่อรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยทุกอย่างที่พวกเขามี ทั้งหน่วยกู้ภัย อาสาสมัครที่ถูกระดมมาจากเมืองใกล้เคียง ทั้งการสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากนานาประเทศต่างก็ถูกเรียกไปรวมตัวกันที่นั่น แต่ไม่ว่าจะมีคนมากมายแค่ไหน งานที่พวกเขาต้องทำก็มีมากมายจนล้นมือทุกคน
นอกจากหน่วยกู้ภัยทั้งหลายแหล่แล้ว หน่วยงานพิเศษอีกกลุ่มที่เข้าไปในพื้นที่ก่อนใครเพื่อนคือหน่วยงานลับของรัฐบาลที่ประชาชนไม่รู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่จริง
เครื่องมือสื่อสารของพวกเขาถูกเข้ารหัสเอาไว้หลายชั้นเพื่อให้ยากแค่การดักฟัง แต่หากมีใครสักคนที่สามารถถอดรหัสได้ก็จะรับรู้ว่าคนเหล่านี้กำลังพูดถึงการขนส่ง ‘สินค้า’ บางอย่าง
แน่นอนว่าคำว่าสินค้าก็เป็นเพียงแค่รหัสที่พวกเขาใช้กัน แม้แต่เด็กอมมือก็สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่หน่วยงานพิเศษนำออกมาจากยานยักษ์ไม่มีทางเป็นสินค้าอย่างที่มนุษย์รู้จัก
ร่างผิวซีดที่มีขนาดเท่ากับเด็กแต่มีศีรษะใหญ่กว่าสองเท่ากำลังถูกลำเลียงออกจากซากยานพร้อม ๆ กับเทคโนโลยีอีกมากมายที่ยังระบุไม่ได้ว่าคืออะไร
“หัวหน้าครับ เจ้านี่ยังไม่ตาย!” ชายในชุดป้องกันแบบสวมคลุมทั้งร่างตะโกนบอกหัวหน้า
ชายผู้เป็นหัวหน้าปรี่เข้ามาดูร่างที่อยู่บนเปลสนาม เขาใช้เครื่องมือที่คล้ายกับปืนตรวจจับอุณหภูมิอ่านค่าต่าง ๆ ของร่างนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ส่ายหน้า
“ลนลานอะไรกัน ก็แค่กล้ามเนื้อกระตุกน่ะ หน่วยอื่นตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีพวกมันรอดชีวิต”
“แต่…”
“เลิกงี่เง่าสักที พวกเราช้าไปมากแล้วนะ”
“คะ ครับ” เขารับคำทั้งที่ใจยังหวาดระแวง เขาไม่ได้สังเกตเห็นบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ผิวสีซีดของร่างไร้ชีวิต มันไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อหดเกร็งหลังจากเสียชีวิต แต่บางสิ่งที่แฝงตัวมากับร่างนั้นกำลังเติบโตขึ้นและใกล้จะพร้อมแพร่พันธุ์ สู่อีกสายพันธุ์… มนุษย์