Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 410: ล้างบางฟอลซิไฟเออร์
“พวกเธอใช้เวลาในโลกของนิยายนานหลายเดือนแต่ในโลกนี้เวลามันเพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง ร่างกายก็เลยได้รับผลของความอ่อนล้าถาโถมเข้ามาพร้อมกันน่ะ”
“อูยยย น่าจะบอกกันก่อนนะคะ” สามสาวผลัดกันโวยวาย
“ขอโทษนะ เวลาไม่ค่อยมีด้วย ให้เวลาพักชั่วโมงนึงแล้วเราจะเริ่มกันต่อเลย”
“เดี๋ยวนะคะ เริ่ม? เริ่มอะไร ไม่ใช่ว่าบททดสอบจบแล้วเหรอ”
“อันนี้ครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ”
“ครั้งก่อนก็บอกแบบนี้นี่นา” จิบริลบ่นอุบอิบ
“คราวนี้สุดท้ายแล้วจริง ๆ ช่วยไม่ได้นี่นาจะปล่อยไอ้พวกนั้นไว้ก็ไม่ได้ด้วย คงต้องขอให้พวกเธอช่วยกันปราบมัน”
หกสิบนาทีต่อมาแบบไม่มีขาดไม่มีเกิน พวกโคเลทที่ยังอ่อนแรงถูกเรียกมาเตรียมตัวสำหรับภารกิจส่งท้าย ดาเซียนาไม่เสียเวลาอธิบายและลงมือในทันที เธอใช้วิธีบางอย่างทำให้เกิดหลุมสีดำขึ้นมากลางอากาศ
“ประตูมิติ? อะไรกำลังจะออกมาเหรอคะ”
ดาเซียนาไม่ได้ตอบ เพราะสิ่งที่โคเลทถามกำลังเดินผ่านช่องประตูสีดำนั้น
“โคมิก!” โคเลทเรียกชื่อมัน แต่โคมิกไม่ใช่สิ่งเดียวที่ออกมา
“ซูริล!” ไอสลินน์เรียกชื่อร่างที่สอง
“ระวังนะคะ ไม่ได้มีแค่นั้น” จิบริลร้องเมื่อเห็นฟอลซิไฟเออร์อีกมากมายตามออกมาเป็นพรวน
จอมมาร จักรกลสังหาร วิญญาณอาฆาต และอดีตตัวละครร้ายอีกมากมายรวมแล้วไม่ต่ำกว่าสิบตนทยอยออกมาตัวแล้วตัวเล่า สัมผัสพลังที่รู้สึกได้โคเลทแน่ใจว่าพวกมันล้วนแล้วแต่มีพลังไม่ด้อยไปกว่าโคมิกและซูริลเลย
“ทำเกินไปแล้วนะคะ พวกเรายังไม่ฟื้นกำลังดีด้วย”
“อย่าบ่นน่า เจ้าพวกนี้ปล่อยไปไม่ได้นี่นา อีกอย่างฉันกับดันเตเองก็จะช่วยสู้ด้วย ไม่ได้จะปล่อยให้พวกเธอสู้กันตามลำพังซะหน่อย”
การปะทะกันของสองฝ่ายทำให้สงครามจำลองที่ผ่านมากลายเป็นแค่การละเล่นของเด็กน้อย โคมิกและซูริลในวันนี้ดูทรงพลังยิ่งกว่าที่พวกโคเลทเคยพบเจอ โคมิกมาในชุดใหม่ทำให้ดูราวกับว่าไปยกเครื่องมาใหม่ทุกอย่างนอกจากนั้นยังมาพร้อมกับเคียวขนาดยักษ์ที่คล้ายกับตอนที่มันเป็นดาร์คเจสเตอร์ ซูริลเองก็เช่นกันมันมาพร้อมกับมีดหลายสิบเล่มและชุดที่ใช้เก็บมีดเหล่านั้น
ฟอลซิไฟเออร์ที่เหลือน่าจะเป็นตัวใหม่ที่เพิ่งหลุดเข้ามาในโลกนี้ได้ไม่นาน หลายตัวในนั้นแข็งแกร่งมาตั้งแต่ต้น แต่หลายตัวก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
ตัวที่โคเลทเรียกว่า ‘จอมมาร’ เป็นตัวร้ายจากนิยายเกี่ยวกับผู้วิเศษที่แฝงตัวอยู่ในโลกมนุษย์ เจ้าแห่งศาสตร์มืดผู้หวังจะครอบครองโลกด้วยอาคมสุดชั่วร้าย เขาคือตัวละครที่โคเลทระแวงไว้ว่าจะสร้างปัญหาได้มากที่สุด จอมมารผู้นี้สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ร้าย ควบคุมวิญญาณ ควบคุมธาตุต่าง ๆ เหาะเหินเดินอากาศได้โดยที่ไม่ต้องร่ายเวท มีวิชาลับที่ทำให้เป็นอมตะ นอกจากนั้นมีเวทมนตร์พิลึกพิสดารมากมายอีกนับร้อยนับพันชนิด
“ฉันสู้เจ้าจอมมารนี่เอง” โคเลทวิ่งปรี่เข้าใส่จอมมารที่กำลังร่ายเวทออกมาเป็นควันสีเขียว
โคเลทไม่ได้หวังจะเอาชนะได้แต่เพียงแค่หวังว่าจะถ่วงเวลาจอมมารไว้ขณะที่เพื่อนจัดการกับฟอลซิไฟเออร์ตนอื่น เธอจำเนื้อหาตอนที่นิยายเรื่องนี้ถูกแปลงเป็นอนิเมชันได้อย่างแม่นยำ ศึกสุดท้ายที่พระเอกของเรื่องต้องสู้กับจอมมารคนนี้มันทำให้เขาต้องสูญเสียทุกอย่าง ทั้งอาจารย์ที่เคารพรัก ทั้งรุ่นพี่ ทั้งสหายศึก ส่วนตัวเขาเองก็ถูกเล่นงานอย่างหนักจนแทบสิ้นสติ
“อ้าว”
โคเลทยืนมองตาปริบ ๆ เธอเพิ่งจะตัดข้อมือของจอมมารขาดสะบั้น เสียงจอมมารกรีดร้องโหยหวนมาจากทั้งความเจ็บปวดและความแค้น
“ข้าเป็นอมตะ ดาบของเจ้า…”
ฉึกกก (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ดาบเล่มโตถูกแทงทะลุร่างของจอมมาร เขาส่งเสียงร้องโหยหวนดังกว่าเดิม
“เจ้าไม่มีทางฆ่าข้าได้ วิญญาณของข้าเป็นอมตะ แต่มนุษย์อย่างเจ้ามันเปราะบางนัก”
จอมมารร่ายเวทออกมาอีก โคเลทยอมรับว่าเธอประมาทไปที่เผลอมองดูเฉย ๆ เพราะอยากรู้ว่าเขาจะทำอะไร เวทมนตร์บทนี้เธอจำได้ว่ามันเคยถูกใช้เพื่อทำลายเมือง ๆ หนึ่งจนราบเป็นหน้ากลอง นี่คือเวทมนตร์ที่ชั่วร้ายที่สุด รุนแรงที่สุด และเคยมีประวัติใช้สังหารผู้อาวุโสของโลกผู้วิเศษมาแล้วถึงเจ็ดราย
“โคเลท! อย่ามัวแต่ดูสิ หยุดมันซะ!” ไอสลินน์ตะโกนเตือน
โคเลทวิ่งสวนใส่อาคมสีม่วงที่จอมมารร่ายออกมา อะไรก็ตามที่แตะต้องอาคมนี้จะถูกทำลายจะหมดสิ้น หากเป็นสิ่งมีชีวิตจะย่อยสลายไปจนเหลือเพียงโครงกระดูก หากเป็นวัตถุไร้ชีวิตจะปริแตกและระเบิดเป็นทะเลเพลิง
“ไชน์นิงไนท์” โคเลทวิ่งสวนไปโดยสัญชาตญาณ เธอรู้สึกว่าแสงจากพลังของตนมีอำนาจเหนือกว่าคำสาปสุดเลวร้ายของจอมมาร แล้วมันก็เป็นเช่นนั้น ก่อนที่อาคมจะขยายวงกว้างออกไปจนถึงเพื่อนที่ต่อสู้อยู่รอบ ๆ ดาบของเธอก็ตัดจอมมารขาดครึ่ง
พลังอมตะใช้ไม่ได้ผล ดาบของเธอทำลายแก่นของจอมมาร แม้แต่วิญญาณที่มันซุกซ่อนเอาไว้ที่อื่นก็ถูกทำลายไปด้วยพร้อมกัน หนึ่งในฟอลซิไฟเออร์ที่โคเลทกังวลใจเป็นที่สุดถูกจัดการลงอย่างที่ไม่ทันได้เรียกเหงื่อให้เธอด้วยซ้ำ
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ไอสลินน์ จิบริล ดันเต และดาเซียนาก็สร้างผลงานให้เห็น
ไอสลินน์รับมือกับซูริลและฟอลซิไฟเออร์จากนิยายสยองขวัญเรื่อง “บลัดดีแฮมเมอร์” ฆาตกรในอีกรูปแบบที่แตกต่างจากเดอะเฟลเยอร์
บลัดดีแฮมเมอร์มาจากหนังสยองขวัญเกรดบีที่เคยโด่งดังจนถูกนำมาเขียนเป็นนิยายทีหลัง เขาคือฟอลซิไฟเออร์ที่มาพร้อมกับหน้ากากเปื้อนเลือด ขวานยักษ์ และเรี่ยวแรงเหนือมนุษย์ ถ้าเฉพาะด้านพลังแล้วเขาอาจจะเป็นฟอลซิไฟเออร์ที่มีกำลังมากที่สุดด้วยซ้ำ
ถึกทนเหมือนกับรถถังในร่างมนุษย์ เรี่ยวแรงมหาศาลที่ฉีกวัวตัวเขื่องเป็นชิ้น ๆ ได้ด้วยมือเปล่า ไม่ว่าจะล้มลงไปกี่ครั้งก็จะลุกกลับขึ้นมาได้ในไม่กี่อึดใจ แต่เจ้าอมนุษย์รายนี้ไม่ได้ทำให้ไอสลินน์กังวลเลย เธอเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้วหลายภาคและจุดอ่อนของมันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปก็คือขวานที่เป็นเหมือนร่างจริงของมันนั่นเอง
ด้วยพลังของมิสทรีเลดีเธอทำให้ศัตรูมองไม่เห็นขวานที่อยู่ในมือตนเอง เจ้าปีศาจร้ายที่ไม่เคยเกรงกลัวใครเปลี่ยนทีท่าชนิดที่เรียกได้ว่าร้อยแปดสิบองศา มันลนลานจนเผลอทำให้ขวานยักษ์ร่วงหลุดจากมือ
ไอสลินน์กระหน่ำโจมตีไปในวินาทีนั้นเอง ร่างใหญ่โตที่ไม่เคยมีสิ่งใดสะกิดได้กำลังถูกกระสุนประเคนเข้าใส่จนแหลกเละ นั่นคือจุดจบของฟอลซิไฟเออร์ตนที่สอง
รายที่สามคือจักรกลสังหาร ช่วงครึ่งล่างเป็นล้อตีนตะขาบความยาวขนาดราว ๆ สี่เมตร แขนทั้งสี่ติดตั้งปืน สว่าน มือหนีบ และเลื่อยไฟฟ้า ส่วนหัวที่ยื่นยาวมีปืนที่สามารถพ่นไฟออกมาได้ เป็นจักรกลที่มีพิษสงรอบด้านทั้งยังมีระบบสุดอันตรายที่ทำให้สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ในไม่กี่อึดใจ
แต่จักรกลก็คือจักรกล เมื่อสมองกลของมันเชื่อมต่อกับเครือข่าย มันก็ไม่ต่างอะไรกับเปิดจุดอ่อนให้จิบริลเห็น เธอใช้สเปซเอกซ์พลอเรอร์เจาะเข้าไป ไม่เพียงแค่หยุดการทำงานของระบบซ่อมแซมตน จิบริลยังทำให้ระบบอื่นรวนจนมันเกือบจะหยุดนิ่ง ดันเตเห็นช่องก็ฉวยจังหวะซ้ำทันที เขาใช้ระเบิดที่ประดิษฐ์เองโยนใส่ลูกแล้วลูกเล่าจนจักรกลสังหารแน่นิ่งไปในที่สุด
หลังจากนั้นดันเตก็ยิ่งเหมือนเสือติดปิด พลังของมอนสเตอร์ฮันเตอร์ทำให้ชิ้นส่วนของจักรกลสังหารหลุดออกมาในสภาพของวัตถุดิบ ดันเตประกอบมันขึ้นมาใหม่กลางสมรภูมิจากนั้นก็ติดตั้งมันกับตัวของเขาแทน
“อาวุธพวกนี้สุดยอดไปเลยเว้ย”
ดันเตฉกทุกอย่างของจักรกลสังหารมาใช้เอง เขาใช้แขนกลที่เชื่อมกับกระเป๋าหลังจับฟอลซิไฟเออร์ที่มีรูปร่างของฉลามมีปีก จากนั้นก็ใช้ใบเลื่อยหั่นอีกฝ่ายทิ้งอย่างง่ายดาย
ถัดออกมาเล็กน้อย ดาเซียนาเพิ่งจัดการฟอลซิไฟเออร์ไปได้เช่นกัน พวกมันคือสามพี่น้องมนุษย์กลายพันธ์จากนิยายสยองขวัญที่เกี่ยวกับมนุษย์ประหลาดที่จะคอยดักฆ่าและกินนักเดินทางที่หลงเข้าไปในอาณาเขตของพวกมัน
“เหวอ คุณดาเซียนาจัดการมันไปสามตัวแล้ว” โคเลทเคยเห็นความเก่งกาจของดาเซียนามาแล้ว แต่ตอนนั้นก็เป็นความเก่งกาจในแบบของมนุษย์เท่านั้น ดาเซียนาเพิ่งมาใช้พลังพิเศษของเธอให้เห็น
“เอ็มวีพีคือพลังของฉัน”
ดาเซียนาไม่เหมือนกับโคเลท ไอสลินน์ จิบริลหรือน้องชายของเธอ เธอไม่ชอบการอ่านหนังสือนัก โดยเฉพาะนิยายเรื่องยาว นอกจากอะบีสออฟไทม์ที่กึ่งถูกบังคับให้อ่านตอนเข้าร่วมยูโทเปียโปรเจค ไม่ว่าจะเป็นนิยายแนวไหนเธอก็อ่านไม่เคยจบ
แต่ก็มีเรื่องแบบหนึ่งที่เธอสามารถอ่านได้จนจบ นั่นคือไลท์โนเวลนั่นเอง ดาเซียนาชอบสำนวนกระชับ การเดินเรื่องฉับไว และเรื่องของระบบคล้ายกับเกมที่ถูกนำมาใช้กับไลท์โนเวลแนวต่างโลกหลาย ๆ เรื่อง ในตอนที่พลังของเธอตื่นขึ้นเธอจึงไม่แปลกใจเลยที่มันจะเป็นพลังที่เกี่ยวกับนิยายแนวต่างโลกนี่เอง
พลังของเอ็มวีพีคือ “ชีทสกิล” ยิ่งเธอสู้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งสามารถเรียนรู้ชีทสกิลหรือสกิลที่ทำให้เก่งโกงได้มากเท่านั้น ชีทสกิลของเธอมีทั้งพวกที่เพิ่มสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ไปจนถึงสกิลที่ใช้สนับสนุนทุกประเภท การที่เธอสามารถดึงพวกโคเลทเข้าสู่โลกนิยายได้ภายในพริบตา การที่เธอสามารถล่อฟอลซิไฟเออร์ออกมาด้วยประตูมิติ หรือสกิลโจมตีชั่วพริบตาที่เธอใช้จัดการกับสามพี่น้องมนุษย์กลายพันธุ์เป็นหนึ่งในหลายสิบชีทสกิลที่เธอมีอยู่ในครอบครอง