Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 409: มรดกของจีดัส
“ฉันก็อยากให้เป็นแค่นั้นเหมือนกัน” ดาเซียนาตอบจิบริล น้ำเสียงของเธอดูจริงจังกว่าทุกครั้ง
“เธอกำลังเข้าใจผิดนะจิบริล ที่คุณจีดัสบอกว่าโลกนี้ไม่ใช่โลกแห่งความจริง มันไม่ได้หมายความว่าเรากำลังมองดูนิยายหรอก” ดันเตเองก็เสียงเครียดไม่ต่างกัน
“แล้วมันยังไงกันล่ะ” โคเลทเริ่มปวดหัวตุบ ๆ
“ถ้าทุกอย่างมันกลับกันล่ะ ถ้าที่คุณจีดัสกำลังบอกคือโลกของเขาคือโลกจริง ในขณะที่โลกที่พวกเรารู้จักมาตลอดเป็นโลกที่ถูกสร้างขึ้น”
จิบริลได้ฟังแล้วก็หัวเราะออกมา “พวกพี่สองคนคงไม่เชื่อเรื่องตลกแบบนี้ใช่ไหม จะบอกว่าพวกเราอยู่ในนิยายมาตลอด เป็นแค่ตัวละครอะไรแบบเนี้ยเหรอ”
“ฉันถึงได้เตือนยังไง ว่าพวกเธออยากรู้ความจริงแน่เหรอ อย่างที่จิบริลพูด โลกที่เรารู้จักทั้งหมดคือโลกนิยาย คุณจีดัสต่างหากที่มาจากโลกข้างนอก” ดาเซียนาฟาดความจริงใส่หน้าทุกคน
ทั้งห้าตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีใครเอ่ยคำพูดอะไรออกมาอีกครู่ใหญ่ เรื่องที่รับรู้ดูน่าเหลือเชื่อเหนือสามัญสำนึกแต่พวกเธอกลับรู้สึกว่ามันมีโอกาสเป็นจริงได้ไม่น้อย
ในการศึกษาของจีดัสพวกโคเลทยังได้เห็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เชื่ออีกหลายเรื่อง จีดัสทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ว่าโลกนี้ไม่ใช่โลกแห่งความจริง เขาค้นพบวิธีที่เป็นต้นแบบของเดอะเวิลด์และนำเอาฟอลซิไฟเออร์มาสู่โลกนี้ มันเกือบจะกลายเป็นหายนะขนาดย่อม ๆ ยังดีที่จีดัสในตอนนั้นหยุดมันได้ทัน
รีดัสที่วัยย่างเข้าสู่วัยรุ่นเข้ามาเกี่ยวข้องในช่วงนั้น นอกจากแองจีแล้วเขาเป็นอีกคนหนึ่งที่รับรู้เรื่องราวของกลุ่มอะบีสและยังเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
“ผมคิดว่าคุณพ่อน่าจะเขียนเรื่องราวทั้งหมดออกมานะครับ”
“มันจะไม่อันตรายเหรอ ขนาดบันทึกที่เขียนยังมีผลต่อเส้นแบ่งความเป็นจริงของโลกนี้เลย”
“นั่นคือเป้าหมายนี่ครับ ยิ่งเส้นแบ่งระหว่างความจริงของโลกนี้และโลกที่คุณพ่อจากมาบางลง โอกาสที่คุณพ่อจะได้กลับออกไปก็เพิ่มขึ้น”
“รีดัส ลูก…”
“อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมอยากให้คุณพ่ออยู่กับผมที่นี่ตลอดไป แต่คุณพ่อมีสถานที่ที่อยากกลับไป ผมเองโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วด้วย จะเห็นแก่ตัวยื้อให้คุณพ่ออยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก”
จีดัสอึ้งกับความคิดลูกชาย เผลอพริบตาเดียวลูกชายที่เคยขี้แยและติดพ่อขนาดนั้นกลายเป็นเด็กหนุ่มที่ดูพึ่งพาได้ เขารู้สึกเหงาขึ้นมาเล็กน้อย
นั่นคือจุดเริ่มต้นของนิยายอะบีสออฟไทม์ จีดัสเริ่มเขียนมันออกมาทีละเล่ม ๆ จากความทรงจำ เรื่องราวบางส่วนเป็นเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะได้เข้าร่วมกลุ่ม แต่จีดัสก็รู้เรื่องราวเหล่านั้นอย่างละเอียดผ่านปูมบันทึกมากมายที่โซนาตาเก็บไว้
จีดัสแบ่งเรื่องราวของโซนาตาไว้แปดช่วง เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ที่ดูมแองเจิลปะทะกับเซอร์เรียนและตกลงมาบนซีน โซนาตาพบว่าตนอยู่ในยุคอื่นไปจนถึงการรวบรวมกุญแจทั้งสามส่วนสำหรับเปิดประตูนรกได้ครบเป็นเนื้อหาภาคแรก
เนื้อหาภาคสองตัดสลับระหว่างการเล่าเรื่องของโรมิเอลและโซนาตาผู้แยกตัวจากจักรวรรดิและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มอะบีสจนจบด้วยการข้ามเวลาครั้งแรกของมิเนอร์วา
ต่อมาก็เรื่องของเซกัน สมาชิกกลุ่มอะบีสที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นเล่มที่สาม
ยุคสงครามซีนครั้งที่สามที่จีดัสเพิ่งมีส่วนร่วมเป็นครั้งแรกและเป็นการเผยโฉมครั้งแรกของโซนาตาผู้มาจากจักรวาลอื่น
เล่มห้าคือเรื่องของโซลิเนและผู้รอดชีวิตจากเซคเตอร์โฟร์ เป็นอีกภาคที่จีดัสไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมโดยตรง
เรื่องของยุคเรย์ที่ถูกโอเปรามาปั่นป่วนคือนิยายเล่มที่หก นี่คือครั้งที่สองแล้วที่กลุ่มอะบีสข้ามเวลามาเจอกับเหตุการณ์ที่เทพปีศาจตื่นขึ้นมา
ยุคลูนาร์ ยุคของสงครามซีนครั้งที่ห้า สำหรับกลุ่มอะบีสคือการเผชิญหน้ากับเทพปีศาจเป็นครั้งที่สาม จีดัสแบ่งให้เนื้อหาของช่วงนี้เป็นนิยายเล่มที่เจ็ด
และสุดท้ายเนื้อเรื่องของภาคแปดของฟรองเซย์ เรื่องราวสุดท้ายก่อนที่สมาชิกกลุ่มอะบีสจะกระจัดกระจายไปในกระแสเวลา
จีดัสไม่มีโอกาสได้เขียนภาคที่เก้า ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือเขาไม่รู้เรื่องราวของสมาชิกกลุ่มคนอื่นที่หายไปเป็นอย่างไรบ้าง และเหตุผลอีกประการที่สำคัญไม่แพ้กัน เขากำลังล้มป่วยด้วยโรคเดียวกับแองจี
“บังเอิญจัง” โคเลทเอ่ยด้วยเสียงสั่น
“น่าสงสารคุณรีดัสจัง” ไอสลินน์ก็ทำท่าจะบ่อน้ำตาแตกตามเพื่อน
“อืมม จะเรียกว่าบังเอิญหรือโชคชะตาก็คงได้ โรคที่เขาเป็นมันไม่ใช่โรคติดต่อนี่นะ บางครั้งก็มีเรื่องบังเอิญแบบไม่น่าเชื่อแบบนี้เกิดขึ้น น่าเสียดายที่มันเกิดขึ้นกับคุณจีดัส คนที่มีสายเลือดเทพแบบเขาถ้าไม่เจอเรื่องแบบนี้ คงมีชีวิตได้ยืนยาวเป็นร้อย ๆ ปีเลย” ดาเซียนาพูดอย่างปลงตก (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ร่างของจีดัสถูกฝังลงข้าง ๆ ร่างของผู้เป็นภรรยา งานศพของเขาไม่ได้เงียบเหงาเหมือนกับของแองจี จีดัสมีเพื่อนฝูงจากในหลายวงการ และคนเหล่านั้นต่างก็มาร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย
รีดัสได้เจอกับดาเซียนาและดันเตครั้งแรกที่นั่น แต่ครั้งนั้นพวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย รีดัสมารู้ในภายหลังว่าทั้งสองพี่น้องเคยได้รับการชี้แนะจากจีดัสในเรื่องเกี่ยวกับการทำสงคราม
“คุณดันเตนี่นา” โคเลทชี้ไปที่เด็กหนุ่มที่เดินอยู่ข้าง ๆ ดาเซียนา
“สมัยหนุ่ม ๆ ก็หน้าตาหล่อเหลาใช้ได้นะเนี่ย” ไอสลินน์วิจารณ์ราวกับคนที่ถูกพูดถึงไม่ได้อยู่ด้วย
“เหตุการณ์นี้มันกี่ปีแล้วนะ ทำไมคุณดาเซียนายังสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย คงไม่ใช่ว่าเธอเป็นแวมไพร์เหมือนเจเนวีฟนะ”
“เด็กบ้านี่ เพ้อเจ้ออะไรเนี่ย” ถึงจะดุใส่แต่คำชมแบบไม่ตั้งใจของจิบริลทำให้ดาเซียนาหุบยิ้มไม่ลงเลยทีเดียว
“ฉันก็ไม่ได้เปลี่ยนเท่าไหร่หรอกน่า ก็แค่ไม่ได้โกนหนวดโกนเครามาพักเดียว” พูดจบดันเตก็ลูบเคราของตนเอง มันถึงเวลาต้องตัดแล้วจริง ๆ สินะ
เรื่องของจีดัสจบลง แต่สำหรับรีดัสมันเพิ่งเริ่มต้น การเสียคนสำคัญไปคนแล้วคนเล่ามันอาจทำให้คน ๆ หนึ่งเสียศูนย์ได้ รีดัสสาปแช่งโชคชะตาของตน ยิ่งรู้จากจีดัสว่าโลกที่ตนรู้จักเป็นเพียงบทละครที่ถูก ‘ใครบางคน’ สร้างขึ้น เขาก็ยิ่งเคียดแค้น ความรู้สึกที่รุนแรงนั้นผสมกับความรู้สึกอยากช่วยจีดัส มันทำให้เขาคิดแผนการหนึ่งขึ้นมา
“อดทนรอนิดนะครับ ผมคิดว่าผมเจอวิธีที่จะช่วยพ่อได้แล้ว” รีดัสพึมพำต่อหน้าหลุมศพ
“หมายความว่ายังไง คุณจีดัสเสียไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมคุณรีดัสถึงยัง…”
“เขาเชื่อว่าคุณจีดัสที่มาจากโลกข้างนอกยังไม่ตายยังไงล่ะ รีดัสเชื่อว่าหากเขาทำลายกำแพงระหว่างสองโลกได้สำเร็จจิตวิญญาณของจีดัสที่ตายลงในโลกนี้จะได้รับการปลดปล่อยสู่โลกความจริง”
เรื่องราวหลังจากนั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด ดาเซียนาหันมาเล่าสรุปเรื่องราวที่เหลือด้วยปากเปล่าแทน เธอเล่าว่ารีดัสทำการค้นคว้าหลาย ๆ อย่างจนในที่สุดก็ได้ต้นแบบของเดอะเวิลด์ขึ้นมา
หลายปีหลังจากนั้น รีดัสได้พบกับดาเซียนาและดันเตอีกครั้งในสงครามแห่งหนึ่ง เมื่อรู้ว่าทั้งคู่คือลูกศิษย์ของพ่อตน รีดัสก็เริ่มพูดคุยกับทั้งสอง
“ผมมีไอเดียธุรกิจอย่างหนึ่ง มันเป็นของที่ตกทอดมาจากพ่อด้วย ผมคิดว่าคุณสองคนก็น่าจะสนใจนะครับ”
“ธุรกิจเนี่ยนะ พวกเราสองพี่น้องดูเหมือนนักธุรกิจเหรอ” ดันเตหัวเราะลั่น เขาคิดว่ารีดัสแกล้งแหย่ตนเล่น
“หรือจะชวนเปิดธุรกิจเกี่ยวกับทหารรับจ้างล่ะ” ดาเซียนาไม่ต่างจากน้องชาย เธอไม่ได้คิดว่ารีดัสพูดคุยอย่างจริงจัง
“ผมแน่ใจว่ามันเหมาะกับพวกคุณ ไม่สิ เพราะเป็นพวกคุณสองคนที่แหละมันถึงได้เหมาะ” รีดัสฉีกยิ้ม ดาเซียนาและดันเตเคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้มาก่อนจากผู้เป็นอาจารย์
ทั้งสองถึงกับผงะเมื่อเห็นรีดัสทำอะไรบางอย่าง ที่กลางฝ่ามือของชายหนุ่ม เปลวเพลิงกำลังก่อตัวขึ้น
“อยู่ ๆ ก็เล่นกลอะไรของนายเนี่ย”
“คุณพ่อไม่ได้สอนไอ้นี่ให้เหรอครับ” รีดัสยิ้มจนแทบไม่เห็นตาดำ
“ร้อน นี่มันไฟจริง ๆ” ดาเซียนายื่นมือเข้าไปใกล้ เธอสัมผัสความร้อนได้อย่างชัดเจน
“ถ้าอยากรู้ก็มาช่วยงานผมสิครับ รับรองว่ามีกลที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ให้ดูแน่”
มันมีบางเรื่องที่รีดัสไม่ได้บอกดาเซียนากับดันเต แต่ในตอนนั้นทั้งสองพี่น้องก็ไม่ได้พยายามขุดคุ้ยมากไปกว่านั้น พวกเขากำลังตื่นเต้นกับมรดกที่จีดัสทิ้งไว้ให้
บริษัทยูโทเปียโปรเจคก็ถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น พวกเขามีทุนเริ่มต้นก้อนใหญ่ที่จีดัสทิ้งไว้ให้กับงานวิจัยที่รีดัสนำมาสานต่อ เพียงเวลาไม่กี่ปีจากบริษัทขนาดกลางก็ขยายใหญ่โตขึ้น
เรื่องของรีดัส จีดัสและบริษัทยูโทเปียโปรเจคจบลง โคเลท ไอสลินน์และจิบริลยังมีคำถามมากมายที่อยากถามดาเซียนา แต่ทุกอย่างดับวูบลงก่อนที่จะได้ปริปาก พริบตาต่อมาพวกเขาก็กลับมาอยู่ที่บ้านไร่ของดาเซียนาแล้ว
“หา จบลงดื้อ ๆ แบบนี้น่ะเหรอคะ”
“เดี๋ยวนะ นี่เวลาผ่านไปแค่ไหนแล้วเนี่ย โอ้ย ทำไมปวดไปทั้งตัวแบบนี้” จิบริลโวยวาย ไม่ใช่แค่เธอที่รู้สึกแบบนั้น โคเลท ไอสลินน์และดันเตก็ได้รับประสบการณ์แบบเดียวกัน