Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 420: เทพที่สร้างขึ้น
โซนาตาถอนหายใจอย่างยอมแพ้ “ถอดมาเถอะ ฉันไม่ดูหรอก อีกเดี๋ยวก็จะเช้าแล้ว พวกเราจะได้กลับไปสมทบกับอัลโตและเวเน”
เอเวอลินไม่ไว้ใจจึงจับตาดูเขาไว้ตลอด ตั้งแต่ถอด และจนหาที่พาดวางเพื่อตาก แต่โซนาตาก็ทำอย่างที่เขาพูดเขาไม่ได้เหลียวกลับมาหรือพยายามทำแบบนั้น
พอนานไป เธอก็ผล็อยสัปหงก
“ไม่ได้แอบมองใช่ไหม” เธอถามเขาอย่างระแวงเมื่อสะดุ้งตื่น
“ไม่สักนิด เธอเห็นเหรอว่าฉันมอง”
“ฉันเผลอหลับ” เธอพูดเสียงอุบอิบ
“งีบสักหน่อยก็ได้ ฉันบอกแล้วว่าจะไม่ดู ก็คือไม่ดู” โซนาตาเงียบไปพักหนึ่ง แล้วก็ส่งเสียงยียวน “นี่ถ้าไม่ได้ออกปาก ฉันก็อาจจะดูหรอกนะ”
“ตาบ้า!”
“บ้าจริง ๆ น่ะเหรอที่ไม่ดู ถ้าหากเป็นกาเรนละก็…” โซนาตาพูดถึงเพื่อนไซเลนเซอร์แล้วเงียบไป
เอเวอลินไม่ได้ผล็อยหลับไปอีก เธอนั่งเงียบ ๆ จนตอนเช้ามาถึง แตะตามเสื้อผ้า มันยังชื้นอยู่บ้าง แต่ก็พอจะใส่โดยไม่ทำให้หนาวสั่น และอีกสักพักพออากาศอุ่นขึ้นก็คงแห้งสนิท
โซนาตารอจนเธอใส่เสื้อผ้ากลับไปเรียบร้อยถึงจะหันกลับมาคุยด้วยอีกครั้ง เอเวอลินนึกอยากแขวะเขาว่ามีตาหลัง แต่เธอก็กลืนคำลงไป ไม่อยากชวนทะเลาะ เธอรู้อยู่ว่าหูของเขาไวกับเสียง
“พอจะเดินไหวรึยัง”
“ไหวแล้ว อึ๊กก...” ความเจ็บปวดหายไปเกือบหมดแล้วแต่เมื่อลงน้ำหนักไปเอเวอลินยังรู้สึกคล้ายกับอาการชาที่ขา
โซนาตาไม่ได้แซวหรือแกล้งเธออีก เขาเสนอที่จะแบกเธอไปแต่เอเวอลินไม่อยากถูกเขาอุ้มพาดบ่าอีกแล้ว แต่กลายเป็นว่าที่เขาทำมันทำให้เธอต้องเขินอายยิ่งกว่าเดิมเพราะเขาอุ้มเธอไปในท่าอุ้มเจ้าหญิง
“อุ้มแบบนี้ไม่…” คำว่า ‘หนัก’ หายไปจากประโยคคำถาม
โซนาตาส่ายหน้า “ถ้าง่วงก็หลับไปก่อน นาโนแมชชีนที่ฉีดเข้าไปถึงจะดีแค่ไหนก็ควรพัก”
“นายไม่ได้ กะ เกลียดฉันเหรอ”
“ยังจะชวนคุยอีก”
“ตอบมาเถอะน่า”
“ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นใครก็เถอะ แต่ฉันรู้ว่าเธอไม่ใช่พวกจักรวรรดิ”
เอเวอลินไม่ได้ตอบกลับ เธอเองก็คิดว่าคนฉลาดแบบเขาน่าจะดูออกได้ไม่ยาก
“นายยังไม่ได้ตอบคำถามนะ นอกจากนั้นถ้าคิดว่าฉันไม่ใช่คนที่จักรวรรดิส่งมา ทำไมนาย…”
“สำหรับฉันมันไม่มีเหตุผลอะไรนักหรอก ไม่ว่าจะช่วยใครสักคนหรือฆ่าใครสักคน ฉันก็แค่ทำเพราะอยากทำเท่านั้นแหละ”
“นายไม่ฆ่าฉันหรอก”
“แน่ใจขนาดนั้น” โซนาตาหัวเราะเบา ๆ
“ใคร ๆ เขาก็รู้ คนอย่างโซนาตา ดิอาลโนไม่มีทางทรยศใครก่อน ตราบใดที่ฉันไม่ตั้งตนเป็นศัตรู นายก็จะไม่ทางแตะต้องฉัน”
“ก็พูดกันไป ฉันช่วยเพราะเธอทั้งสวยทั้งหุ่นดี จะปล่อยให้ตายก็น่าเสียดาย”
“ทำเป็นพูดดี ก่อนหน้านี้มีโอกาสก็ไม่เห็นจะหันมาดูสักนิด”
“อ้าว อยากให้ดูเหรอเนี่ย” โซนาตาหยุดกึกแล้วทำท่าจะวางเธอลง
“ฉะ ฉันพูดเล่น”
“แต่ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ”
“ตาบ้า!”
การเดินทางของเอเวอลินเพิ่งเริ่มต้น หลังจากนั้นเธอและโซนาตาก็ร่วมผจญภัยไปด้วยกัน เกิดเรื่องราวขึ้นอีกมากมายระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางสู่เอเทเซีย พบกับเจเนวีฟพร้อมกับเรื่องวุ่นวายในเมืองหลวง ได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มเคออส ไปจนถึงสงครามยึดประเทศจากคืนเอเทเซีย
คนสองคนผูกพันแนบแน่นผ่านความเป็นตายครั้งแล้วครั้งเล่า จากน้ำใจที่มอบให้ กลายเป็นความชอบพอ และกว่าที่เอเวอลินจะตั้งตัวเธอก็พบว่ามันกลายเป็นความหลงใหลไปแล้ว
เอเวอลินกำลังซ้ำรอยในสิ่งที่เจเนวีฟเป็น แต่ด้วยนิสัยที่ทะนงตนเธอจึงยอมรับความรู้สึกตนเองได้ยากกว่า
ในสงครามกับเรวาเรนท์ที่อยู่ช่วงท้ายของนิยายภาคแรก เอเวอลินผู้ไม่ได้มีพลังพิเศษใด ๆ กลายเป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทในสงคราม เธอใช้ทักษะในการหว่านล้อมดึงเอาพวกไซเลนเซอร์ฝ่ายจักรวรรดิมาช่วยงาน ใช้ประโยชน์จากจุดที่เธอรู้เนื้อเรื่องที่จะเกิดต่อไปอย่างละเอียดช่วยวางแผนในการโจมตี จนทำให้ศึกสุดท้ายจบลงด้วยชัยชนะที่ท่วมท้น
น่าเสียดายที่เธอไม่ได้อยู่ดื่มด่ำกับความสำเร็จอย่างที่หวังไว้ เดอะเวิลด์ที่รีดัสเตรียมไว้จบลงที่ตรงนั้นเอง
“โลกนั้นเป็นยังไงบ้างครับ” รีดัสทักเมื่อเห็นเอเวอลินหลุดออกจากภวังค์แล้ว
“พาฉันกลับไปเดี๋ยวนี้”
“คุณอาจไม่รู้ตัว แต่มันผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วนะครับ เอาไว้กลับไปพักผ่อนก่อน แล้วคราวหน้า…”
“ไม่ต้องมาออกคำสั่ง พาฉันกลับไป ฉันอยากเห็นภาคสองด้วยตาตัวเอง”
“มันอันตรายจริง ๆ นะครับ แค่ที่คุณเพิ่งเข้าไปมันก็มีความเสี่ยงแล้ว” รีดัสเองก็ไม่ยอมอ่อนให้ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เอเวอลินโกรธที่ถูกขัดใจ แต่วันนั้นเธอเป็นฝ่ายยอมถอยให้ก่อนที่จะกลับมาในวันรุ่งขึ้น
“เอาจริงเหรอครับ” รีดัสเริ่มกังวล แต่ก็จำใจทำตามข้อเรียกร้อง
เอเวอลินกลับสู่โลกในนิยายครั้งแล้วครั้งเล่า จุดประสงค์ของเธอบิดเบือนไปจากตอนแรกอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างที่ทำไปก็เพียงแค่เพื่อให้โซนาตาหันมาสนใจเธอคนเดียวเท่านั้น
แต่มันไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ ในภาคสี่เธอพยายามเข้าไปแทรกระหว่างซีวีและโซนาตา แต่เธอก็ไม่อาจหยุดแรงดึงดูดที่คนทั้งสองมีให้กันได้ เรื่องแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับโซนาตาและลูนาร์เช่นกัน
…ทำไมกัน ทั้งที่เขาก็ดูสนใจในตัวเรา มันมีตรงไหนที่ผิดพลาดไปเหรอ...
ความหมกมุ่นในตัวโซนาตาที่เอเวอลินแสดงออกทำให้รีดัสเริ่มกังวล เขาเคยเตือนเรื่องนี้กับเอเวอลินไม่ใช่ครั้งเดียว แต่นับวันเธอกลับยิ่งหนักข้อขึ้น วันที่รีดัสตัดสินใจว่าเขาไม่สามารถทนได้อีกต่อไปคือวันที่เขาพบว่าเอเวอลินแอบสร้างเดอะเวิลด์ในแบบของตนเองขึ้นมาและยังเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องตามใจชอบอีกด้วย
เธอพยายามสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ เพิ่มเข้าไปในเนื้อเรื่อง วางกับดักนับไม่ถ้วนเพื่อที่จะทำให้ตนเองและโซนาตาอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมโดยหวังว่าความรักจะเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติ แต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้น
“ฉันไม่ได้ต้องการอยู่ในสถานะเหมือนกับสามคนนั้น” เอเวอลินนำเรื่องมาปรึกษากับเลขา
“แต่นั่นคือสิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดแล้วนะคะ เป็นอย่างมินอา เอลลีและแอมเบอร์ คุณก็จะได้อยู่กับเขาแม้ว่าจะไม่ได้เป็นร้อยวิญญาณอะไรนั่น”
“ฉันไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์ฉาบฉวย” น้ำเสียงของเธอดุดันขึ้น “ถึงเนื้อเรื่องจะยังเขียนไม่ถึง แต่ฉันมั่นใจว่าสามคนนั้นสุดท้ายก็ต้องไปลงเอยกับคนอื่น”
“เราทดลองเปลี่ยนเนื้อเรื่องให้คุณกลายเป็นร้อยวิญญาณแล้ว แต่มันไม่ได้ผลนี่คะ”
“เพราะว่าเรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่น่ะสิ”
เลขาของรีดัสไม่กล้าเถียงมากไปกว่านั้น เธอพยายามช่วยอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่เพราะเธอและเอเวอลินไม่ใช่ผู้แต่งเรื่อง จะให้คาดเดาความหมายสิ่งที่ยังไม่ถูกเฉลย มันก็ไม่ต่างจากพวกทำคลิปเดาเนื้อเรื่องหนังหรือการ์ตูนที่เกือบร้อยทั้งร้อยทายยังไงก็ไม่เคยถูก
เหตุผลแบบนั้นใช้กับคนหัวรั้นแบบเอเวอลินไม่ได้ เธอยังคงลองผิดลองถูกแก้ไขเนื้อเรื่องต่อไป
รีดัสพยายามหยุดเธอเป็นครั้งสุดท้าย เขาคิดว่าหากบอกเอเวอลินไปว่าโลกของอะบีสเป็นความจริงที่ไม่ใช่แค่นิยายที่พ่อเขาแต่งขึ้น เธอจะยอมหยุดทำเรื่องเสี่ยง ๆ อย่างการปรับแก้มัน เขาไม่คิดว่าการบอกเรื่องนี้ไปจะเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม
เอเวอลินเชื่ออย่างสนิทใจว่าโลกอะบีสมีจริง เธอเล่าเกี่ยวกับการค้นพบของเธอบ้าง
“อย่าทำแบบนั้นเด็ดขาดนะครับ”
“ทำไมล่ะ ถ้าใช้พลังของฟอลซิไฟเออร์ที่สามารถเดินทางข้ามระหว่างนิยายแต่ละเรื่องได้ ไม่สิ ไม่ใช่แค่ข้ามไป แต่บางทีมันอาจจะแทรกแซงเนื้อหาของโลกนี้ได้ด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นเราจะเตรียมกำลังคน เตรียมความพร้อมแบบไหนก็ได้เพื่อจะทำฝันให้เป็นจริง”
“คุณพยายามจะทำอะไรกันแน่ครับ”
“ก็เหมือนที่นายพยายามมาตลอดยังไงล่ะ ทำให้เส้นแบ่งเขตระหว่างโลกที่เราอยู่กับข้างนอกบางลง ถ้าสำเร็จฉันก็จะสามารถไปเจอกับคน ๆ นั้นได้ ส่วนนายก็จะได้ปลดปล่อยจีดัสจากโลกนี้”
“เป้าหมายเราอาจจะคล้ายกัน แต่ผมพยายามทำทุกอย่างโดยให้มีผลกระทบน้อยที่สุดนะครับ”
“มันถึงไม่ได้ผลสักทีไงล่ะ” เอเวอลินตอบหน้านิ่ง
“คุณคิดจะสละโลกนี้เพียงเพื่อจะได้มีโอกาสไปพบกับคนที่เขาไม่ได้รักคุณเหรอครับ ถ้าพบเขาจริง ๆ เขาก็ไม่รู้จักคุณนะครับ”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ฉันเตรียมการไว้แล้ว ถ้าทุกอย่างไปได้สวย ฉันจะกลายเป็นร้อยวิญญาณ จะไม่มีอะไรที่มาขวางระหว่างฉันกับคุณโซนาตาได้อีก”
“ผมปล่อยให้คุณทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ”
“ฉันไม่ได้จะขออนุญาตนายเลย”
รีดัสจำไม่ได้ว่าเรื่องราวหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ความทรงจำของเขาขาดหายไป เขาหลงลืมทุกอย่างที่เกี่ยวกับเอเวอลินจนหมดสิ้น
ไม่ใช่ว่าเธอใจอ่อนถึงได้ปล่อยรีดัสให้รอดไป เอเวอลินมองว่าเขายังไม่หมดประโยชน์กับเธอ เอเวอลินตัดสินใจคืนบางส่วนของความทรงจำให้ และมันทำให้รีดัสก่อตั้งบริษัทยูโทเปียโปรเจคขึ้นมาในภายหลัง
เอเวอลินปรับแก้โลกใหม่ตามใจชอบ ทีละเล็กทีละน้อยเธอสั่งสมอำนาจให้กับตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อม เธอกำลังกลายเป็นเทพเจ้าในโลกที่ตนเองสร้างขึ้น
การมีพลังอำนาจเป็นแค่บันไดขั้นหนึ่งเท่านั้น เป้าหมายสูงสุดของเอเวอลินไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอพบว่าไม่ว่าจะมีอำนาจแค่ไหนในโลกของเธอ การเปลี่ยนเนื้อเรื่องในอะบีสออฟไทม์ก็ยังมีข้อจำกัดที่เธอทำไม่ได้
โซนาตาจะไม่มีวันได้ลงเอยกับเธอ และต่อให้เธอสร้างเนื้อเรื่องใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เป็นแบบนั้น เธอก็จะพบว่าโซนาตาคนใหม่ไม่เหมือนกับโซนาตาที่เธอหลงรัก
…สุดท้ายก็ต้องกลับมาที่ร้อยวิญญาณสินะ…
เอเวอลินศึกษาซีวี ลูนาร์และคนอีกมากที่เธอเชื่อว่ามีคุณสมบัติของร้อยวิญญาณซุกซ่อนอยู่ แม้ว่าถึงที่สุดแล้วเธอก็ยังไม่ได้คำตอบว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เอเวอลินก็สามารถรวบรวมคุณสมบัตินั้นมาเก็บไว้ได้
เธอแก้ไขความเป็นจริงและให้กำเนิดร่าง ๆ หนึ่งเพื่อทดสอบคุณสมบัตินั้น จิตวิญญาณส่วนหนึ่งของเธอและคุณสมบัติของร้อยวิญญาณได้กลายเป็นมนุษย์คนแรก
…โคเลท เลคเตอร์…
และเพื่อให้แน่ใจว่าทฤษฎีของเธอไร้จุดบกพร่อง ร่างทดลองร่างที่สองก็ถือกำเนิดตามมา เธอคือร้อยวิญญาณรายที่สองที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการแก้ไขความเป็นจริง
…จิบริล เลคเตอร์…
รีดัสรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กทั้งสองก็ตอนที่สายไปแล้ว พวกเธอทั้งคู่กลายเป็นคนที่มีตัวตนอยู่จริงบนโลกนี้ เขารู้ว่าการมีอยู่ของโคเลทและจิบริลจะส่งผลกระทบต่อโลกนี้เป็นลูกโซ่ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ วันที่คนทั้งสองจะทำให้โลกถูกทำลายจะต้องมาถึงในสักวัน
รีดัสบอกตนเองว่าเขาต้องทำเรื่องเลวร้ายอย่างการกำจัดเด็กทั้งสองทิ้ง น่าเสียดายที่จีดัสสอนเขามาดีจนเกินไป รีดัสไม่สามารถหักใจทำร้ายเด็กไร้เดียงสาได้
เรื่องราวของเอเวอลิน เลคเตอร์ในฐานะมนุษย์สิ้นสุดลงในตรงนั้น เธอกลายเป็นตัวตนที่ไม่อาจเรียกว่ามนุษย์ปุถุชนได้อีกแล้ว ร่างที่กำลังเคลื่อนตัวลงมาจากท้องฟ้าไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่เป็นแม่ของโคเลทและจิบริล เธอกลายเป็นเทพเจ้าในโลกของเธอเอง