Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 422: หนังสืออะบีสออฟไทม์
ทุกคนกลับมาถึงพื้นโลกได้โดยสวัสดิภาพ ต่างคนต่างใจหายวาบเมื่อเห็นว่าเครื่องร่อนของดันเตพังลงแทบจะทันทีที่ใช้งานเสร็จ พวกเธอหวุดหวิดจะได้โหม่งโลกกันทั้งทีมแล้ว
“ระหว่างที่ร่อนลงมาเนี่ย ฉันพอคิดแผนได้ค่ะ”
“พี่คิดแผน” จิบริลขมวดคิ้วเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง
“อย่าเพิ่งขัดสิ ฟอลซิไฟเออร์ที่ถูกปล่อยออกมาทั่วโลกพวกเธอคิดว่ามันคือเรื่องไหน”
“นิยายมีตั้งมากมายใครจะไปเดาถูกล่ะ บางทีอาจจะเป็นนิยายที่แม่ของเธอเขียนเองด้วยซ้ำ”
“ไม่หรอก” ไอสลินน์กุมคางครุ่นคิด “ต้องมาจากอะบีสออฟไทม์แน่ ๆ”
“ลินน์ก็คิดแบบนั้นใช่ไหม คุณแม่.. เอเวอลินผูกพันกับอะบีสออฟไทม์มาก ในศึกสุดท้ายนี้เธอต้องเลือกใช้ตัวละครจากอะบีสออฟไทม์เป็นตัวหมากแน่นอน”
“แบบนี้ท่าจะหนักหนานะ จริงด้วยสิ มาคิด ๆ ดู ฟอลซิไฟเออร์ที่ออกมาจากเรื่องนั้นมักจะแข็งแกร่งผิดปกติด้วย”
“สู้กับกลุ่มอะบีสทั้งกลุ่ม” ไอสลินน์รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนศีรษะขึ้นมาฉับพลัน
“แล้วถ้าเราใช้กลุ่มอะบีสสู้บ้างล่ะ” จิบริลลองนึกอะไรแผลง ๆ ดู
“ปัญหาแรกคือพวกเราจะดึงฟอลซิไฟเออร์มาเป็นพวกได้ยังไง พวกเราไม่ได้มีพลังเหมือนกับคุณเอเวอลินนะ”
“และต่อให้ทำได้ก็ไม่ควรนำตัวละครจากอะบีสออฟไทม์มาใช้”
“ทำไมคุณดันเตคิดแบบนั้นล่ะ”
“เอเวอลินผูกพันกับอะบีสออฟไทม์มามากกว่าใคร เธอเคยช่วยรีไรท์นิยายเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เธอจึงรู้จักกับตัวละครและมีสายสัมพันธ์พิเศษกับตัวละครทุกตัว ถึงเราจะก็อปปี้โซนาตามาเป็นพวกสักร้อยคน ทั้งร้อยคนก็คงถูกผู้หญิงคนนั้นแย่งการควบคุมไปจนหมด”
“ก็อปปี้ของคุณโซนาตา”
“คิดอะไรอยู่เหรอโคเลท”
“ถ้าเป็นก็อปปี้ที่ไม่เหมือนจะเป็นยังไงเหรอคะ”
“ก็อปปี้ที่ไม่เหมือน อืมมม ไม่แน่ใจเหมือนกันแฮะ ก็อาจจะควบคุมไม่ได้ล่ะมั้ง”
“แล้วพี่จะไปหาก็อปปี้ที่ไม่เหมือนที่ว่าจากไหน คงไม่ใช่จะเขียนขึ้นเองนะ”
“ไม่ได้หรอก เขียนขึ้นเองแล้วมีคนรู้จักกันแค่พวกเรา ตัวละครเหล่านั้นทรงพลังไม่พอ” โคเลทสรุปจากสิ่งที่เธอเชื่อ
“งั้นเอาแบบนี้ดีไหมล่ะ” จิบริลกระซิบข้างหูของโคเลท
“จิบริล! เธอนี่มันอัจฉริยะจริง ๆ”
โคเลทและจิบริลช่วยกันเขียนบันทึกแบบเร่งด่วน สองพี่น้องตระหนักดีว่าการเขียนเนื้อหาบิดเบือนมากเกินไปจะกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะหากเอเวอลินรู้ตัวเร็วเกินไป เธออาจจะหาวิธีตอบโต้การแก้ไขได้ ที่พวกเธอทำจึงเป็นการเขียนบันทึกอย่างตรงไปตรงมาในเนื้อหาส่วนแรกซึ่งสอดคล้องเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว
“บันทึกนี่เริ่มมีพลังบางอย่างแล้วล่ะ” ดันเตมองเห็นออราแผ่ออกมาจากสมุดที่ทั้งสองแยกกันเขียนและกำลังนำมาเย็บรวมกันเป็นเล่มเดียว
“งั้นก็ได้เวลาแก้ไอ้ที่อยากแก้แล้วสินะ”
มันเป็นแค่คำ ๆ เดียวเท่านั้น แต่เป็นคำหนึ่งคำที่สามารถส่งผลกระทบอย่างที่สองพี่น้องต้องการ พวกเธอก็แค่แก้ชื่อของคนแต่งหนังสืออะบีสออฟไทม์จาก ‘เจ. ซี. โดนาเมส’ ซึ่งเป็นนามปากกาของจีดัสมาเป็นชื่อที่ไม่มีใครในวงการวรรณกรรมไม่รู้จัก ‘เอเวอลิน เลคเตอร์’
เป็นการบิดเบือนเล็กน้อยที่ส่งผลเป็นวงกว้างอย่างไม่น่าเชื่อในโลกความเป็นจริง อดีตทั้งหมดถูกเขียนทับใหม่ จากผลงานของนักเขียนที่มีชื่อเสียงไม่มากนักสู่ผลงานอมตะของนักเขียนระดับโลก อะบีสออฟไทม์ที่เคยถูกมองว่าเป็นนิยายรู้จักกันแค่เฉพาะกลุ่ม กลายเป็นผลงานระดับตำนานที่รู้จักไปแล้วทั่วโลก
ทุกคนพูดถึงมัน คนส่วนใหญ่ชื่นชอบมัน และมีอีกไม่น้อยที่เรียกได้เต็มปากที่กลายเป็นแฟนเดนตายของนิยายชุดนี้ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เมื่อโด่งดังขึ้นขนาดนี้ มันก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นิยายอีกต่อไป มันถูกนำไปปรับเป็นเวอร์ชันคอมมิคและมังงะ ถูกสร้างเป็นอนิเมชัน ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปเพื่อปรับเป็นบทภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ และกลายเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลอีกด้วย
กว่าที่เอเวอลินจะรู้สึกตัว อะบีสออฟไทม์ก็กลายเป็นผลงานที่น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เธอมั่นใจว่าไม่ใช่ฝีมือใครอื่นนอกจากโคเลทและจิบริลผู้สืบทอดพลังไปจากเธอ แต่ที่เอเวอลินไม่เข้าใจคือเด็กทั้งสองมีเหตุผลอะไรถึงได้ทำแบบนั้น
แทนที่จะเดาหรือใช้พลังไล่ตรวจสอบให้เสียเวลา มีวิธีง่ายกว่านั้นที่เอเวอลินจะได้รู้ความจริง มันคือการไปปรากฏตัวต่อหน้าลูก ๆ ของเธอนั่นเอง
“เราสองคนเนี่ย ซุกซนจริง ๆ เลยนะ”
โคเลท จิบริล ไอสลินน์ และดันเตต่างก็หัวใจแทบจะหล่นไปที่ตาตุ่ม เมื่อตัวอันตรายมาปรากฏตัวใกล้ ๆ แบบไม่ให้สัญญาณใด ๆ มาก่อน เอเวอลินในร่างของมนุษย์ธรรมดามองสำรวจไปรอบ ๆ เพื่อหาต้นตอของความผิดปกติ และเธอก็ได้พบกับบันทึกที่ไอสลินน์พยายามซ่อนไว้
“พวกเธอทำอะไรลงไป”
“ทำอะไรเหรอคะ ว่าแต่คุณรีดัสล่ะ เขา…” โคเลทแกล้งเปลี่ยนเรื่อง
“รีดัส? หมายถึงส่วนไหนของคน ๆ นั้นล่ะ” เอเวอลินพยายามยั่วให้พวกโคเลทโกรธ แต่มันไม่สำเร็จ พวกเธอทุกคนทำใจเอาไว้แล้วว่าทั้งดาเซียนา ทั้งรีดัสอาจไม่รอด
“สักวันคุณจะต้องเสียใจที่ทำแบบนั้นกับพวกเขาค่ะ” จิบริลพูดอย่างแค้นเคือง
“เจ้าลูกคนนี้ เอาเถอะ ตอบคำถามสุดท้ายมาหน่อยได้ไหม พวกเธอเข้าไปแก้ชื่อคนแต่งหนังสือใช่ไหม ทำไปแล้วมันจะได้ประโยชน์อะไร”
โคเลทไม่ได้ตอบคำถาม ที่เธอทำก็มีเพียงแค่ใช้พลังของไชน์นิงไนท์สวมให้กับตนเอง ไอสลินน์ จิบริล และดันเตก็ตอบสนองในรูปแบบเดียวกัน พวกเธอตั้งท่าพร้อมจะโจมตีเต็มที่
“ช่างเถอะ ตราบใดที่มันไม่ได้กระทบกับพลังของฉัน จะทำอะไรไปก็ไร้ค่า”
เป็นการทักทายกันหนสุดท้ายก่อนที่ต่างฝ่ายต่างเริ่มเอาจริง เอเวอลินทิ้งคราบของมนุษย์ไป เธอกำลังกลายร่างเป็นเทพเจ้าอีกครั้ง
พลังของเธอรุนแรงยิ่งกว่าครั้งล่าสุด โคเลทสัมผัสถึงความเป็นมนุษย์ได้น้อยลงทุกขณะ ยิ่งเข้าใกล้การเป็นเทพเจ้าแห่งหนังสือมากเท่าไร หัวใจของมนุษย์ก็ยิ่งห่างออกไปเท่านั้น
ไม่ใช่ความผิดของโคเลทที่จะตื่นตระหนก ธรรมชาติของมนุษย์ยากที่จะต่อกรกับสิ่งนั้น เป็นความกังวลที่มีอยู่เหนือเหตุผลใด ๆ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน มนุษย์ก็ไม่อาจฝืนต่อสิ่งมีมีพลังอำนาจเหนือกว่าและยากแก่การทำความเข้าใจ ไม่ต่างจากมนุษย์ยุคโบราณที่กำลังท้าทายอยู่ต่อหน้าธรรมชาติที่พวกเขาไม่มีทางชนะได้
โคเลทไม่ได้ละสายตาจากศัตรูเบื้องหน้าเลยแม้แต่เสี้ยววินาที แต่เพียงอึดใจต่อมา เธอก็พบว่าหนังสือได้ปรากฏขึ้นในมือของเอเวอลินแล้ว
“อะบีสออฟไทม์”
“เดี๋ยวสิ…”
พลังของดาเซียนายังส่งผลอยู่ การเปิดประตูเพื่อนำเอาฟอลซิไฟเออร์มาจึงน่าจะเป็นสิ่งที่แม้แต่เอเวอลินก็ทำไม่ได้ แต่ด้วยหนังสืออะบีสออฟไทม์ที่เธอสร้าง กำเนิดขึ้นจากการเพิ่งแบ่งพลังวิญญาณส่วนหนึ่งของตนเข้าไป การอัญเชิญฟอลซิไฟเออร์ผ่านทางหนังสือเล่มนี้จึงไม่สามารถต้านทานด้วยชีทสกิลของดาเซียนา
หนังสืออะบีสออฟไทม์ส่องแสงจ้าจนสว่างกลบออราของเอเวอลินเอง แล้วสิ่งที่พวกโคเลทกังวลมาตลอดก็เกิดขึ้น หน้าหลังสือที่เปิดค้างไว้กลายเป็นประตู
“โซนาตา” โคเลทเรียกชื่อเขา ชายที่เธอไม่อยากสู้ด้วยมากที่สุดรองลงมาจากแม่ของเธอ
“เซกัน” ไอสลินน์เรียกชื่อคนที่ออกมาเป็นลำดับที่สอง นักดาบดำสมาชิกที่แข็งแกร่งที่สุดของกลุ่มอะบีส
“เรย์” จิบริลเรียกชื่อชายคนที่สาม เธอเองก็ไม่มั่นใจว่าสายฟ้าที่รุนแรงของเขาจะสามารถทะลุผ่านสเปซเอกซ์พลอเรอร์ได้หรือไม่
“ลูนาร์” ดันเตเรียกชื่อมนุษย์คนที่สี่ที่ออกมาจากหนังสือ เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำตามพวกสาว ๆ แต่ความรู้สึกสิ้นหวังทำให้เขาทำได้แค่เรียกชื่อของศัตรูที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น
โคเลทและเพื่อน ๆ ของเธอไม่ได้เอ่ยชื่อกลุ่มอะบีสที่เหลือนอกจากนั้น พวกเธอรู้สึกหวาดกลัวจนเรี่ยวแรงหดหาย แม้แต่แผนการที่อุตส่าห์เตรียมเอาไว้ก็หายไปจากสมองจนหมดสิ้น
จิบริลเหลือบมองพี่สาวและพยักหน้า โคเลทเหลียวมองไปทางไอสลินน์และดันเตตามลำดับ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรมากนัก แต่ความกลัวที่เกาะกุมจิตใจของโคเลทกลับค่อย ๆ คลายลง