Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 421: โกหกกันทุกคน
หลังจากรับรู้เรื่องราวทุกอย่าง กำลังใจและเหตุผลในการต่อสู้ของทั้งสองพี่น้องก็หมดสิ้นไป พวกเธอไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะยืนขึ้น
“ไม่จริงใช่ไหม คุณแม่” โคเลทยังพึมพำ ถ้าเรื่องเมื่อครู่เป็นสิ่งที่ได้รับการบอกเล่ามา เธอต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องโกหกอย่างแน่นอน แต่เธอเห็นทุกอย่างอย่างแจ่มชัดผ่านประสบการณ์ที่เอเวอลินส่งต่อให้
“พวกเราถูกสร้างขึ้น… เพื่อให้กลายเป็นร้อยวิญญาณ”
“ขอโทษนะ โคเลท จิบริล แม่ก็ไม่ได้อยากให้มันจบลงแบบนี้หรอก เดิมทีตั้งใจว่าสร้างพวกเธอขึ้นมา ศึกษาผลกระทบของร้อยวิญญาณเสร็จก็จะนำคุณสมบัตินั้นส่งกลับมาที่ตัวเอง แต่ดูเหมือนว่ามันจะยังมีอะไรที่แม่ทำไม่ได้อีกเล็กน้อย”
“ส่งกลับ แล้วยังไงต่อ มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเราสองคนคะ”
“โคเลท” ดาเซียนาห้ามไม่ให้โคเลทถามต่อ แต่ไม่ทันแล้ว
“ถ้าทำสำเร็จ ลูก ๆ ก็ไม่มีความจำเป็นแล้ว”
“จะบอกว่าที่ผ่านมา มันไม่มีความผูกพันอะไรระหว่างคุณแม่กับพวกหนูเลยเหรอคะ” จิบริลถามทั้งน้ำตา ไม่บ่อยเลยที่จะเห็นคนเข้มแข็งแบบเธอใจสลายได้แบบนี้
“มีสิ มีมากด้วย แม่ถึงปล่อยให้มันยืดเยื้อเนิ่นนานมาถึงตอนนี้ยังไงล่ะ ถึงจะกลายเป็นเทพเจ้าไปแล้ว แต่หัวใจของมนุษย์ก็คงไม่ถูกกำจัดไปง่าย ๆ ล่ะมั้ง”
“จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปเหรอครับ” รีดัสถามบ้าง
“นายเป็นคนที่ไม่น่าจะถามที่สุดนะรีดัส ฉันก็จะทำให้ความปรารถนาของนายเป็นจริงยังไง ทำลายโลกนี้ซะ เฉพาะคนที่ถูกเลือกเท่านั้นจะได้ไปสู่โลกแห่งความจริง นายอยากช่วยคุณจีดัสไม่ใช่เหรอ”
“คุณพ่อ…” รีดัสหยุดไปครู่หนึ่ง
“มาสิ ถ้าช่วยฉันล่ะก็ ฉันจะทำให้แน่ใจว่านายจะไม่ถูกลบไปด้วย นั่นสินะ แม้แต่คุณแองจี ฉันก็พากลับมาได้นะ นายจะได้กลับมาอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าไง”
“อย่าไปหลงคารม ยายนี่คือปีศาจที่คิดจะทำลายโลกนะ” ดันเตเตือนสติรีดัส
รีดัสพยายามฝืนขยับอย่างทุลักทุเล อาการบาดเจ็บของเขาแท้ที่จริงหนักกว่าที่เห็นภายนอก แต่เขามีร่างกายที่ฝึกฝนมา จึงยังทรงตัวอยู่ได้ “ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่มีทางทำเรื่องที่ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ต้องเสียใจหรอก”
“ยอดเยี่ยม นายนี่มันลูกไม้หล่นไม่ใกล้ต้นจริง ๆ เลย” พูดจบเอเวอลินก็สะบัดมือ ปลายนิ้วของเธอส่องแสงวาบจากนั้นสายฟ้าก็พุ่งเข้าใส่ร่างของรีดัสจนเขากระเด็นกระดอนไป
“รีดัส!” ทุกคนต่างตะโกนเรียก แต่ไม่มีใครมีโอกาสได้เข้าไปดูอาการของเขาได้เพราะเอเวอลินเริ่มการโจมตีแล้ว
“ต้องรีบจัดการก่อนที่เธอจะเอาจริง” ดาเซียนาบอกกับดันเตและไอสลินน์ รวมตนเองเข้าไปด้วยก็มีแค่พวกเธอสามคนเท่านั้นที่ยังมีกำลังสู้ต่อ
“นี่ยังไม่เอาจริงอีกเหรอ” ไอสลินน์บ่นอุบอิบ เธอใช้พลังลบตัวตนเพื่อหลบจากการเป็นเป้า แต่มันไม่ช่วยอะไรนักเพราะการโจมตีของเอเวอลินมีขอบเขตที่กว้างจนเกินไป
ดาเซียนาคาดไว้แม่นยำ เอเวอลินยังไม่เอาจริงเลยแม้แต่น้อย พลังของเธอขยายขอบเขตรุนแรงขึ้นในทุกขณะ แม้แต่พื้นดินก็กำลังยกสูงขึ้นโดยไม่รู้ว่าเธอคิดจะทำอะไร
โคเลท จิบริล รีดัส ไอสลินน์ ดันเตและดาเซียนา ทั้งหกถูกพื้นที่ยกสูงขึ้นพาลอยสูงขึ้นไปสู่ท้องฟ้า พวกเธอไม่คิดว่านี่คือการโจมตีของเอเวอลิน สิ่งเดียวที่นึกออกคืออีกฝ่ายเพียงแค่ต้องการเปลี่ยนเวทีการต่อสู้เท่านั้น
“ฉากต่อสู้ในเมืองมันน่าเบื่อไปหน่อยจริงไหม เรามาลองอะไรที่แฟนตาซีอีกนิดดีกว่า”
หิน ดิน ทราย กำลังก่อตัวขึ้นรูปโดยรอบ ในขณะที่ความสูงของพื้นก็พุ่งทะยานขึ้นไปราวกับจะไม่จบสิ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะคลุมปิดทับจนแทบไม่เหลือช่องให้มองออกไปภายนอก พวกเธอบางคนมั่นใจว่าความสูงของพื้นนั้นพุ่งทะลุความสูงของเมฆไปแล้ว
“ปราสาทงั้นเหรอ” ดันเตสะกิดพี่สาวให้มองดูรอบ ๆ แต่ดาเซียนาไม่ได้สนใจของพวกนั้นนัก เพราะตาของเธอกำลังจับจ้องไปที่รูปร่างที่กำลังเปลี่ยนไปของเอเวอลิน
ออราสีทองสว่างไสวจนแทบไม่สามารถจ้องมองได้โดยตรง ผมสีทองที่ถูกมัดเป็นมวยสยายออกและเคลื่อนไหวปลิวไปราวกับอยู่ใต้ท้องทะเล ชุดของเธอมีบางส่วนชวนให้นึกถึงตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ของอียิปต์ ผสมกับดีไซน์แฟนตาซีล้ำยุค และสิ่งที่ทำให้ดูผิดมนุษย์มากที่สุดก็คือหนังสือขนาดใหญ่ข้างหลัง หน้าของหนังสือแต่ละหน้าทำหน้าที่เหมือนกับปีกของเธอ
นี่คือแรงกดดันของเทพเจ้าตัวจริง แตกต่างจากฟอลซิไฟเออร์ที่พวกโคเลทเคยรับมือมาอย่างเทียบชั้นกันไม่ได้ เพียงแค่มองเอเวอลินตรง ๆ ทุกคนก็ต้องสั่นเทิ้มไปด้วยความยำเกรง
“นี่เหรอคะ พลังที่คุณแม่ตามหา” โคเลทถามอย่างไร้เรี่ยวแรง
“บอกแล้วยังไงว่าพลังนี้เป็นแค่ผลพลอยได้ ที่แม่อยากได้น่ะคือคุณสมบัติร้อยวิญญาณของลูกทั้งสองคน”
“งั้นเอาของหนูไปคนเดียว ปล่อยจิบริล แล้วก็ทุกคนไปนะคะ”
“พี่!!/โคเลท” จิบริลและไอสลินน์ร้องห้าม
“อยากตามใจเป็นครั้งสุดท้ายนะ แต่เรื่องที่จะปล่อยทุกคนนี่คงเป็นไปไม่ได้หรอก เพื่อที่จะออกไปจากโลกนี้ การทำลายมันทิ้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“อย่าเห็นแก่ตัวนักจะได้ไหมคะ” จิบริลลุกขึ้นมาตวาด แต่เธอไม่ได้พูดกับแม่ของตนเอง ประโยคนี้เธอพูดกับพี่สาวของตน
“จิบริล”
“ถ้าพี่สละตัวแล้วตายไป ถึงหนูและคนทั้งโลกจะรอดไปได้ แต่คิดว่าหนูจะอยู่ต่อไปได้เหรอ” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“จิบริลพูดถูกแล้วละ ใช้ชีวิตคนหนึ่งแลกกับคนทั้งโลกอะไรเนี่ย สมัยนี้เขาไม่ทำกันแล้ว” ดาเซียนาขึ้นมายืนอยู่ด้านหน้าพร้อมกับดันเต
เอเวอลินเห็นความใจสู้ของอีกฝ่ายก็อยากตอบสนอง เธอชูมือขึ้นฟ้าจากนั้นก็เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่ว
“อะไรกันเนี่ย ความรู้สึกขนลุกแบบนี้” ไอสลินน์ไม่สามารถทำให้ร่างกายของตนหยุดสั่นได้
ประตูมิติแบบเดียวกับที่ดาเซียนาใช้ล่อฟอลซิไฟเออร์กำลังเปิดออกรอบ ๆ ปราสาท และโดยที่ไม่จำเป็นต้องมองเห็นพวกเขารู้สึกได้ว่าปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในที่อื่นด้วย ฟอลซิไฟเออร์จำนวนนับไม่ถ้วนกำลังจะบุกเข้ามาในโลกนี้
“หยุดเถอะค่ะ คุณแม่” โคเลทตะโกนออกไปทั้งที่รู้ว่าเปล่าประโยชน์
“ไม่ได้การแล้ว” ดาเซียนาหันไปสบตากับดันเต
“เดี๋ยวสิ ไม่ใช่คิดจะใช้ไอ้นั่นนะ”
“โคเลท จิบริล ไอสลินน์” ดาเซียนาเรียกชื่อลูกศิษย์ของเธอทีละคน
“พี่! อย่านะ ต่อให้เป็นพี่ก็หยุดประตูที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ไหวหรอก” ดันเตตะโกน สามสาวไม่เข้าใจความหมายของเขา ที่พวกเธอรู้ก็มีเพียงแค่ดาเซียนาเพิ่งตัดสินใจทำอะไรบางอย่างไปและน่าจะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ
“เมื่อฉันไม่อยู่แล้ว พวกเธอต้องสัญญานะว่าจะไม่ยอมแพ้”
“คุณดาเซียนา” โคเลทรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเธอตะโกนให้อีกฝ่ายหยุดมือ
“ชีทสกิล อันเบรเกเบิลโฟร์ตวอลล์” ดาเซียนาตะโกนสุดเสียง
“บ้าระห่ำเกินไปแล้ว ใช้ชีทสกิลกับโลกทั้งโลก”
ดาเซียนาหยุดนิ่งหลังจากตะโกนออกไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีแสงสว่าง ประกายไฟลุก หรือสิ่งที่ไม่น่าจะมีอยู่ปรากฏขึ้นหลังจากใช้พลัง ผลลัพธ์ของมันไม่ใช่สิ่งที่ตามองเห็น
ประตูมากมายที่เอเวอลินเปิดออกกำลังปิดลง ไม่ใช่เฉพาะประตูที่ถูกเปิดขึ้นบนปราสาทเหนือท้องฟ้า พวกโคเลทสัมผัสได้ว่าประตูที่โผล่ขึ้นมาทั่วโลกก็ได้รับผลเดียวกัน มันกำลังถูกบังคับให้ปิดตัวลง
“ชีทสกิลนี้จะสร้างกำแพงที่ต่อต้านสิ่งผิดปกติที่ไม่ควรมีอยู่จริง มันเป็นหนึ่งในวิธีที่สามารถปิดกั้นฟอลซิไฟเออร์ได้” รีดัสที่เพิ่งได้สติก่อนหน้านี้ไม่นานอธิบายแทน
“แต่ว่า… ใช้ปิดประตูทั้งหมดในโลกนี่”
ไอสลินน์ไม่กล้าพูดต่อ เธอสัมผัสร่างที่นิ่งค้างของดาเซียนาเพื่อตรวจสอบว่าผู้เป็นอาจารย์มีอาการเป็นเช่นไร แต่พอสัมผัสถูกร่าง ๆ นั้น ร่างก็ทรุดลงเหมือนกับตุ๊กตาหุ่นชักที่ถูกตัดสาย
โคเลทคว้าร่างของดาเซียนาไว้ทัน เธอเขย่าอีกฝ่ายเพื่อปลุกอาจารย์ของตน
“ไม่ใช่เวลาจะมามัวแต่เสียใจนะ จะหนีหรือจะสู้ก็รีบตัดสินใจซะ” ดันเตตะโกนเตือนสติ ดาเซียนาคือพี่สาวของเขาไม่มีทางที่เขาจะเจ็บปวดน้อยไปกว่าพวกโคเลท เขาเองก็กำลังต่อสู้กับความเจ็บที่มากกว่าหลายเท่า
“ถ้าไม่มีแผนรับมือ คงไม่มีทางชนะได้ครับ ผมเสนอให้ถอยก่อน” รีดัสสรุปให้แทน นอกจากอยากให้ทุกคนมีเวลาเตรียมแผนอีกนิด เขาก็อยากให้โคเลทและจิบริลได้ทำใจก่อนที่จะต้องสู้กับแม่ตนเอง
“ชีทสกิลของคุณดาเซียนามีเวลาเท่าไหร่ก่อนจะหมดฤทธิ์คะ”
“ถ้าใช้กับเป้าหมายเดียว มันอยู่ได้เป็นเดือน ๆ เลย แต่เป้าหมายเยอะขนาดนี้ อย่างเก่งก็คงสองชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น”
“กล้าปรึกษาเรื่องหลบหนีต่อหน้าแม่เชียวเหรอโคเลท” เอเวอลินหัวเราะ
“โตป่านนี้แล้วคงไม่ต้องขออนุญาตทุกเรื่องนะคะ” โคเลทยิ้มตอบ ความกลัวและความเกรงใจก่อนหน้านี้แทบไม่เหลือสะท้อนมาจากดวงตาทั้งคู่
รีดัสอาสาอยู่โยงถ่วงเอเวอลินเอาไว้ ในขณะที่ทุกคนวิ่งหน้าตั้งออกจากสนามรบ เช่นเดียวกับที่ดาเซียนาทำก่อนหน้านี้ รีดัสมีไพ่ตายเล็ก ๆ ที่เขาเชื่อว่าสามารถต้านเอเวอลินได้จนกว่าพวกโคเลทจะหนีไป
“ยุ่งไม่เข้าเรื่องเสมอเลยนายเนี่ย คราวนี้เตรียมตัวตายไว้แล้วใช่ไหม”
“ถ้าจะกรุณา ช่วยออมมือให้หน่อยก็ขอขอบคุณนะครับ”
สามสาวกับอีกหนึ่งชายฉกรรจ์ช่วยกันคนละไม้คนละมือในการทำลายกำแพงปราสาท หลังจากทะลุออกมาได้ พวกเธอก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าปราสาทตอนนี้ถูกยกขึ้นไปบนฟ้าก็เพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนีไปได้
“จับไว้ให้ดี” ดันเตเอาเครื่องร่อนจากที่ไหนก็ไม่รู้ออกมา ทุกคนเดาว่ามันคงทำขึ้นจากวัตถุดิบที่เขารวบรวมเอาไว้
“เยี่ยมเลยค่ะคุณดันเต พอเหมาะพอเจาะจริง” ไอสลิลน์ยกนิ้วโป้งให้ได้แค่ข้างเดียวเพราะอีกมือกำลังจับแกนของเครื่องร่อนพร้อมกันกับทุกคน
ปราสาทที่สูงเหนือเมฆห่างออกไปในทุกที จิบริลเหม่อมองมันจนหายไปลับตา เธอรู้สึกโกรธจนต้องกัดฟันแน่น
“โกหกชัด ๆ ใช้ชีวิตคนหนึ่งแลกกับคนทั้งโลกอะไรเนี่ย สมัยนี้เขาไม่ทำกันแล้วไม่ใช่เหรอ ทั้งคุณดาเซียนา ทั้งคุณรีดัส… ขี้โกหกกันทุกคนเลย”