Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 64: คราวหน้า

อีวา บาร์เนส
การเดินชมยานใกล้จบลง แม้ห้องจะยังมีอีกมากแต่ส่วนใหญ่ก็มีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บยานพาหนะ มันยังเป็นต้องโล่ง ๆ ที่ไม่พร้อมใช้งาน
“ส่วนนี้คือห้องวิจัย มีห้องแยกออกตามงานแต่ละประเภท อ๊ะ อย่าเข้าไปใกล้ห้องนั้นจะดีกว่านะ เราใช้ทดลองพวกอาวุธชีวภาพ”
“ห้องทำงานของด็อค ของเธอ พ่อของเธอแล้วก็คนอื่น ๆ สินะ” กาเรนสรุป
เบนาร์ด ดอนนา ทอร์เบน และทิมอนจากกลุ่มของด็อกมาหันมามองกันตาปริบ ๆ พวกเขาแน่ใจว่ากาเรนจำชื่อพวกตนไม่ได้
“ห้องรักษาค่ะ” มินอาเปิดห้องให้ดู มันคือห้องขนาดไม่ใหญ่โต มีเตียงขนาดพอดีคนนอนได้และหุ่นยนต์สำหรับทำหน้าที่รักษาได้ตั้งแต่อาการเจ็บป่วยเล็กน้อยไปจนถึงการผ่าตัดใหญ่
“ห้องนี้ฉันดูแลควบไปด้วย ในระหว่างที่กลุ่มของเรายังไม่มีแพทย์จริง ๆ ค่ะ” ดอนนาสาวจักรกลรูปแบบมนุษย์อธิบายต่อ “เราสามารถรักษาทุกโรคเท่าที่เคยค้นพบได้ที่ห้องนี้ แต่ส่วนการผลิตยาก็จะทำในห้องวิจัยที่ผ่านมา”
“ไม่มีห้องพักผู้ป่วยเหรอ” เคสเทรลลองเดินสำรวจรอบ ๆ เขาเห็นห้องว่างอีกหลายห้องแต่ไม่มีห้องไหนเลยที่มีเตียง
“ช่วงนี้ถ้าเจ็บป่วยอะไรก็ขอให้พักในห้องส่วนตัวนะคะ” มินอาตอบกระแทกเสียง เธอเบื่อข้ออ้างเดิม ๆ ที่ต้องพูดย้ำมาตลอดว่าข้าวของในยานมันยังไม่สมบูรณ์
“ขอข้ามห้องเก็บของไปเลยนะคะ อันนั้นไม่มีอะไรจะให้ดูอยู่แล้ว เดี๋ยวจะแปลกใจที่ทำไมมันโล่ง”
“เค้าโกรธใครมาหรือเปล่า” กาเรนกระซิบถามดอนนาซึ่งอีกฝ่ายก็ได้แต่ส่ายหน้า
เคสเทรลสังเกตว่าอลินาไม่ได้สนใจการนำแนะห้องของมินอาต่อแล้ว เธอเปิดหน้าจอโฮโลแกรมขึ้นมาตรวจสอบบางอย่างและเมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ เขาก็พบว่ามันคือข้อมูลที่โดรนสังเกตการณ์ส่งมาให้นั่นเอง
“กังวลเรื่องพวกอีริธจะบุกมาเหรอ” เขาถาม
“มิเนอร์วาเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว พวกนั้นต้องเล็งจังหวะนี้เข้ามายึดยานไปแน่”
“คิดว่าพวกเรามีโอกาสเท่าไหร่”
“ถ้ามากันครบก็ไม่มีทางสู้ตรง ๆ ได้เลย ต้องพึ่งกลยุทธ์”
“อีกฝ่ายก็ฝึกฝนมาแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะใช้แผนอะไรก็คงโดนจับทางได้ทันที”
“ก็อาจจะ” อลินาถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ขอให้โซนาตารีบกลับมา ไม่ก็ยานเสร็จจนเราไปรวมตัวกับพวกเขาได้ มันอาจจะเป็นโอกาสเดียวของเราที่จะเอาชนะพวกนั้นได้”
ยังเหลือโซนอีกหลายโซนแต่อลินาก็ปลีกตัวออกไปก่อนแล้ว เธอใช้เวลาส่วนใหญ่หลังจากนั้นไปกับการตระเตรียมแผนการณ์รับมืออีริธ มันช่วยไม่ได้ที่เธอจะเลิกหวังพึ่งพาเคสเทรลและกาเรน เคสเทรลเป็นพวกชอบทำก่อนคิดเขาคิดแค่ว่าถ้าอีกฝ่ายมาหาเรื่องเมื่อไหร่ก็ค่อยสวนกลับไป ส่วนกาเรนก็เอาแต่ลอยชายไปมาตั้งแต่มาถึงเนเธอร์เวิลด์ เขาดูไม่จริงจังกับสถานการณ์ล่อแหลมในตอนนี้
อลินาไม่รู้เลยว่าทั้งสองได้รับการติดต่อลับ ๆ เมื่อหลายวันก่อน และพวกเขากำลังแอบเดินทางไปพบกับพวกของอีริธโดยไม่ได้บอกอะไรเธอเลย
“คงไม่ได้บอกคนอื่นสินะ” เจลรัลทักทันทีที่เจอหน้า
“อยากจะพูดอะไรก็ว่ามา” เคสเทรลตอบโต้ด้วยเสียงไม่เป็นมิตร มันทำให้กาเรนต้องดึงเอาไว้
“ใจเย็น ๆ น่า ฟังที่พวกนี้อยากจะพูดก่อน”
“ใช่แล้ว พวกนายควรฟังและเอาไปคิดให้รอบคอบ” วิลเลียมหนึ่งในสองคนที่มาหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงที่ไม่รื่นหู
มันเป็นอย่างที่สองสหายคาดเอาไว้ เจลรัลและวิลเลียมต้องการให้เขาย้ายมาอยู่ข้างอีริธ พวกเขาจงใจเรียกทั้งคู่ออกมาเพราะคิดว่าการเกลี้ยกล่อมผู้ชายเหมือนกันจะง่ายกว่าอลินา
“ลองคิดให้ดีนะ โซนาตาไม่ได้สนใจพวกนายด้วยซ้ำ แล้วดูจำนวนคนตอนนี้สิ พวกนายคิดเหรอว่าจะหยุดไม่ให้เราชิงยานใหม่ไปได้”
“ที่ว่ามามันก็มีเหตุผลหรอก ถ้าสามารถจบเรื่องโดยไม่ต้องสู้กันก็ดีกว่าเนอะ ที่สำคัญฉันเองก็ไม่อยากสู้กับอีวาจังด้วยสิ” กาเรนตอบกึ่งเล่นกึ่งจริง
“แล้วยังไง ถ้ายอมถอยให้ พวกนายจะยอมให้เรากลับขึ้นยานด้วยงั้นเหรอ”
“นอกจากโซนาตาแล้ว พวกเรารับรองความปลอดภัยของทุกคนได้” วิลเลียมตอบ
“รับรองความปลอดภัย” เคสเทรลหัวเราะ “ทั้งที่พวกนายเองก็แอบอีริธมาเจรจาเนี่ยนะ”
“พูดอะไรของนาย” เจลรัลถามกลับ
“พวกนายเพิ่งเสียสมาชิกไปคนนึง มีหรือที่อีริธจะส่งพวกนายมาเจรจากันแค่สองคน ถ้าหมอนั่นไม่แอบซุ่มอยู่ที่ไหนสักแห่ง พวกนายก็คงตัดสินใจมากันเองโดยพลการนั่นแหละ”
เจลรัลและวิลเลียมได้ยินระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“นายเข้าใจผิดแล้ว”
“จะปฏิเสธงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่เรื่องนั้น นายคาดได้ถูกเลยเรื่องที่เราตัดสินใจมาเจรจากันเอง” วิลเลียมยังหัวเราะไม่หยุด มันทำให้เคสเทรลเริ่มฉุนขึ้นมาจริง ๆ แล้ว
“ที่ว่าเข้าใจผิดน่ะ คือเรื่องที่คิดว่าพวกเราสองคนกับพวกนายสองคนมันเท่ากันน่ะ” เจลรัลเฉลย เขาปรับแก้ความคิดของศัตรูที่พยายามหว่านล้อมให้มาเป็นมิตรด้วย “แค่ฉันคนเดียวก็เหนือว่านายสองคนรวมกันแล้ว นี่คิดเหรอว่าเราจำเป็นต้องพาทุกคนมาเพื่อล้มพวกนาย อีริธไม่เสียเวลามาด้วยหรอก ต่อให้บอกไป”
กาเรนหัวเราะไปด้วยกับการดูถูกของอีกฝ่าย ตรงกันข้ามกับเคสเทรลที่แม้จะไม่ได้ตอบโต้แต่เขาก็เดือดจนแทบถึงจุดปรอทแตก มันเป็นอย่างที่เขาคาดไว้ตั้งแต่แรกว่าตนคงไม่มีทางญาติดีกับพวกนี้ได้
“หัวเราะอะไรของนาย เรากำลังโดนมันดูถูกอยู่นะ” เคสเทรลแทบจะหันไปตบหัวเพื่อนที่หยุดหัวเราะไม่ได้
“ไม่ให้หัวเราะได้ยังไง พวกโง่นี่มากันแค่สองคนนะ”
“เรื่องนั้นมันก็จริงอยู่ แต่มันก็น่าหงุดหงิดอยู่ดี”
“ฆ่าทิ้งให้หมดเดี๋ยวก็หายหงุดหงิดเอง”
แล้วไซเลนเซอร์ทั้งสองฝ่ายก็พุ่งเข้าปะทะกัน
ระยะทำการของความสามารถ “สตีลมายด์” ของโซนาตาคือยี่สิบเมตรหรือราว ๆ ตึกหกชั้น เป็นระยะที่ไม่ใกล้มากแต่ก็ไม่ไกลเช่นกัน การที่จะใช้ความสามารถนี้อย่างต่อเนื่องโซนาตาจำเป็นต้องเกาะติดอยู่ในระยะห่างยี่สิบเมตรนี้ตลอดโดยห้ามขาดช่วง
แต่บางครั้งเงื่อนไขเหล่านี้ก็ไม่ตายตัว โดยเฉพาะเมื่อเขาต้องรับมือกับศัตรูที่มีร่างกายยักษ์ใหญ่ดังขุนเขาอย่างเช่นกลาเซียในตอนนี้ สตีลมายด์สามารถยืดระยะได้มากกว่าเดิม และมันทำให้เขาควบคุมระยะระหว่างตนเอง กลาเซียและโรมิเอลได้
ร่างแยกน้ำแข็งถูกสร้างออกมาสองร่าง ร่างแรกใช้พลังน้ำแข็งของกลาเซียสร้างกำแพงขึ้นต่อต้าน ส่วนร่างที่สองที่ประกบติดกับโรมิเอลได้สร้างอาวุธที่ทำให้อีกฝ่ายต้องตกตะลึง
“เฮ้ย เจ้าหมอนี่ก็มีร่มด้วย” บรอลร้องเสียงลั่น ไม่เพียงแค่เลียนแบบวิชาปีศาจแต่มนุษย์คนนี้สามารถแบ่งวิญญาณตัวเองออกมาเป็นรูปร่างได้ด้วย
“เจ้านี่โวยวายเสียงดังชะมัด” ร่มสีดำในมือโซนาตาร่างน้ำแข็งพูด “ขอกินมันเลยได้ไหม”
“เราต้องจัดการอีกตัวก่อน” โซนาตาน้ำแข็งตอบ
โซนาตาแทบไม่ได้สนใจโรมิเอลอีก อีกฝ่ายแม้จะไม่ได้เป็นมิตรแต่ก็ไม่ได้แผ่จิตสังหารออกมาเหมือนกับกลาเซีย เขาจึงเพียงแค่ให้ร่างแยกร่างหนึ่งสู้โดยระวังหลังให้ ส่วนร่างหลักและอีกหนึ่งร่างน้ำแข็งก็ทุ่มพลังโจมตีไปที่ร่างยักษ์
ระหว่างการต่อสู้โซนาตาพบว่ากลาเซียมีเวทมนตร์ที่ชื่อว่า แอบซอร์บโคลด์ ที่ไม่เพียงทำให้ตนไม่ได้รับผลจากความเย็น แต่ยังสามารถใช้ความเย็นมาฟื้นฟูความเสียหายได้ และเมื่อเขาเลียนแบบเวทมนตร์นี้มันก็ทำให้การโจมตีเกือบทั้งหมดของกลาเซียถูกปิดกั้น
แต่กลาเซียก็ไม่ยอมตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียว แม้จะใช้ความเย็นไม่ได้เธอก็ยังมีร่างใหญ่โตเป็นอาวุธ เธอมั่นใจว่าขอแค่เพียงการเหยียบอีกฝ่ายได้สักครั้งก็มากพอที่จะฆ่าเขาได้แล้ว และเพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะไม่มีทางหลบพ้น เธอสร้างหิมะมากขึ้นและขยายขนาดตัวเองยิ่งกว่าเดิม
“เอ้า ไหนลองหนีให้ดูหน่อย”
“ไม่จำเป็นต้องหนีหรอก” โซนาตาวิ่งสวนเข้าหา เขากระโดดไปมาไล่จากหน้าแข้งไปเข่าและวิ่งไปจนเกือบถึงเอวในเวลาสั้น ๆ
“ถึงจะไต่ขึ้นมาได้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
กลาเซียเองก็รวดเร็วมากทั้งที่ยังอยู่ในร่างน้ำแข็งยักษ์ เธอคว้าโซนาตาไว้ได้ก่อนที่เขาจะขึ้นมาจนถึงไหล่ กำปั้นที่ใหญ่พอกับเมือง ๆ หนึ่งบีบร่างเล็กจิ๋วจนแหลกละเอียด แต่กลับกลายเป็นว่านั้นเป็นเพียงแค่ร่างแยกน้ำแข็ง
ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสอง ร่างแยกน้ำแข็งเพิิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าเดิม โซนาตาเรียนการใช้งานวิชานี้ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องแบ่งพลังให้กับทุกร่างเท่ากัน พวกมันส่วนใหญ่มีหน้าที่เป็นแค่ตัวล่อเท่านั้น
กลาเซียไม่ได้สังเกตเลยว่าร่างที่ถือร่มสีดำทำหน้าที่ของมันเสร็จแล้ว ระหว่างที่เธอถูกดึงความสนใจไปที่ร่างแยก ร่างนี้ก็ใช้พลังของโรมิเอลรวบรวมน้ำจำนวนเท่ากับทั้งทะเลสาบไว้เรียบร้อย
น้ำจำนวนมหาศาลเทกระหน่ำจากเบื้องบน แม้จะเป็นร่างที่ใหญ่โตก็ยังดูเล็กลงไปทันทีเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่โซนาตารวบรวมมาได้ ต้องขอบคุณแดนเยือกแข็งที่กลาเซียสร้าง ความชื้นที่นี่มากกว่าดินแดนอื่นของเนเธอร์เวิลด์ มันช่วยให้โซนาตารวบรวมน้ำมากมายขนาดนี้ได้ง่ายขึ้น
น้ำที่ถูกเทลงบนร่างยักษ์จับตัวแข็งในทันที มันแตกต่างจากน้ำแข็งที่กลาเซียสร้างขึ้น เธอไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างใจ เธอพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากพันธนาการแต่แล้วก็พบว่าโรมิเอลไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เขาเองก็ทำแบบเดียวกับโซนาตา มวลน้ำที่ท่วมขึ้นมาจากพื้นดินกำลังยึดช่วงล่างของเธอเอาไว้
”
ลูกไม้เยอะจริงนะ” กลาเซียตะโกนมาจากภายในร่างยักษ์ เธอตัดใจจากร่างที่สร้างขึ้นและพุ่งทะลวงออกมาในทันที
“ยอมโผล่ออกมาแล้วเหรอ” โซนาตายิ้มเยาะ
กลาเซียรวบรวมความเย็นอีกรอบ แต่ไม่ใช่เพื่อสร้างร่างยักษ์ขึ้นมาอีก คราวนี้เธอเปลี่ยนน้ำแข็งกลายเป็นดาบเล่มใหญ่ “จงภูมิใจซะเถอะที่จะได้ตายด้วยดาบนี้ มันเทียบเท่ากับดาบระดับเจ็ดเชียวนะ”
ฉัวะะะ
เสียงร่างกายถูกฟันขาดเป็นสองท่อน ก่อนที่ดาบของกลาเซียจะถึงตัว โซนาตาชักดาบดำและฟันสวนออกไป ทั้งดาบน้ำแข็งทั้งร่างของเธอถูกฟันผ่านไปราวกับตัดกระดาษ
แต่จิตปีศาจของเธอไม่ได้หายไป เธอยังไม่ตาย ร่างที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้กัน
โซนาตาฟันออกไปอีกหลายครั้ง เขาพยายามใช้พลังของดาบให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้ตนเองต้องรับผลกระทบไปด้วย ขา แขน คอ เอว ของกลาเซียถูกตัดออกเป็นชิ้น ๆ เธอเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสแต่ก็ยังไม่มีที่ท่าที่จะพ่ายแพ้
…อย่างข้าเนี่ยนะ จะถูกมนุษย์เล่นงานได้ขนาดนี้…
เป็นความจริงที่รับได้ยาก กลาเซียรู้ว่าถึงดันทุรังสู้ต่อไปเธอก็จะแพ้ในที่สุด มนุษย์ผู้นี้แม้จะมีอายุเพียงเศษเสี้ยวของเธอ แต่เขากลับมีประสบการณ์ต่อสู้และพลังเวทในระดับที่เธอเองยังรู้สึกยำเกรง เธอยังมีอาวุธที่ยังไม่ได้ใช้อีกมากแต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรเธอก็ไม่คิดว่าจะใช้ได้ผลกับโซนาตา
…แช่แข็งทุกอย่างไปเลยดีไหมนะ ไม่ได้ เจ้านี่อาจจะรู้จักเวทลับละลายน้ำแข็งของเรา…
ในขณะที่กำลังคิดหาทางหนีทีไล่ โซนาตาก็ไล่ต้อนเธออย่างไม่ลดละ ร่างกายส่วนใหญ่ของกลาเซียถูกทำลายไปแล้วแต่แม้จะเหลือแค่ชิ้นส่วนเล็ก ๆ แต่เธอก็ไม่ถูกทำลายไปสักที
…ต้องหนีไปตั้งหลักก่อน…
กลาเซียกลายเป็นร่างจิ๋วจากชิ้นส่วนเล็ก ๆ เท่านิ้วก้อย โซนาตาสังเกตเห็นเธอแทบจะในทันทีแต่เขาโจมตีเธอไม่โดน ร่างย่อส่วนของเธอเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แม้จะมองเห็นแต่ก็ยากจะตามได้ทัน
…บ้าจริง เมื่อกี้ก็ตัวใหญ่เท่าภูเขา ตอนนี้ดันเหลือเท่าแมลงอีก…
“ข้ายอมรับว่าเจ้าแกร่งมาก คราวหน้าข้าจะทุ่มสุดแรงเพื่อเด็ดหัวของเจ้า” กลาเซียพูดพร้อมกับบินฉวัดเฉวียนไปมา ในสภาพที่ทั้งคู่กำลังร่วงลงมาจากฟ้าเขาหมดสิทธิที่จะไล่ตามเธอแล้ว
เงามืดฉายทับมาจากด้านหลัง กลาเซียหันควับไปมองแต่ก็ไม่ทันการแล้ว บางอย่างได้ตระครุบเธอเอาไว้ทั้งตัว และก่อนที่จะได้รู้ว่ามันคือปากของปีศาจ ร่างของเธอก็ถูกกลืนหายไปแล้ว
“โอ้ยยย อร่อยอย่าบอกใครเลย” บรอลทำหน้าทะเล้น เขาทำท่าจะพูดโม้ต่อแต่ถูกขัดจังหวะโดยโรมิเอลที่เปลี่ยนเขากลับเป็นร่มเหมือนเดิม
โซนาตาหล่นลงมาจนถึงพื้นแล้ว เขาไม่ได้ตกใจที่เห็นกลาเซียถูกกินทั้งเป็น เดิมทีเขารู้อยู่แล้วว่าโรมิเอลรอจังหวะอยู่ หากเป็นเขาที่พลาดพลั้ง ปีศาจตนนี้ก็คงหันมาเล่นงานเขาแทน