Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 70: มาจินาและเหล่าบริวาร
เวเนงัดเอาทุกอย่างที่มีออกมาใช้โดยไม่มีการออมมือ เธอเรียกควินเนออกมาช่วยสู้ สลับเปลี่ยนรูปขบวนทัพแฟรีตามที่เคยฝึกซ้อมเอาไว้ ร่ายเวทมนตร์สนับสนุนทุกคนโดยไม่หยุดมือ
“มัลติโปรเทค” เธอร่ายเวทเพื่อเสริมการป้องกันให้ทุกคน มันค่อนข้างดูแปลกตาเพราะเวทมนตร์นี้ไม่ใช่เวทของเฮอร์มิตแต่เป็นเวทธาตุแสงที่เธอได้มาจากพวกพาลาดินที่เดินทางร่วมกันมา
“แอบไปเรียนมาตอนไหนเนี่ย” อัลโตหยุดมือจากการยิงกระหน่ำแล้วหันไปมองเวทมนตร์ใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นเวเนใช้
“นี่! อย่าหยุดมือสิ” เธอโวยวายเสียงสูง “จะไม่ให้พวกนั้นตายเปล่าหรอก ฉันจะสู้ในส่วนของพวกเขาด้วย”
“ฉันก็จะช่วยอีกแรง ให้ฉันสู้ในส่วนของพวกนั้นร่วมไปกันเธอนะ” อัลโตพูดด้วยเสียงนุ่ม ๆ สุขุมแต่แฝงความอ่อนโยน
“สองคนตรงนั้นน่ะ หยุดจีบกันได้แล้ว” โซนาตาโวยมาจากที่ไกล ๆ ตอนนี้เขากำลังถูกรุมโดยพวกนายกองที่ฝีมือฉกาจ
ดีวานเห็นฝีมือคู่ต่อสู้แล้วก็กังวลว่าโซนาตาจะพลาดพลั้ง แม้จะมือเป็นระวิงจากการถล่มพวกลิ่วล้อแต่เขาก็หาจังหวะเข้าไปแทรกจนได้ หนึ่งในนั้นคือคนคุ้นเคยที่คิดว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว
“แกดีวาน ทำไมอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างแกถึงมาอยู่ที่นี่” อดีตเจ้าชายผู้ตกอับกระแทกเสียง
“ไบรเดน…”
“เจ้าชายไบรเดน” เขาตะโกน “ไม่ว่าหน้าไหนมันก็กวนประสาททั้งนั้น ดีเลยวันนี้ข้าจะจัดการให้หมดซะทุกคน”
มันผ่านมาไม่นานจากครั้งสุดท้ายที่โซนาตาพบไบรเดน แต่อดีตเจ้าชายก็แข็งแกร่งขึ้นอีก ถึงจะไม่ได้เจอหน้าโซนาตาก็เดาได้ว่ามันต้องเป็นฝีมือของตัวแสบเจ้าเดิมอย่างดาร์คเจสเตอร์แน่นอน เช่นเดียวกับไบรเดน เมื่อดาร์คเจสเตอร์รู้ว่าประตูนรกเปิดก็คงจะวิ่งแจ้นมารวมพลกับกองทัพใหญ่ที่เนรอส
ดาร์คเจสเตอร์ดัดแปลงร่างไบรเดนหลายต่อหลายครั้ง ด้วยเวทมนตร์สุดชั่วร้าย ยาลึกลับ การเล่นแร่แปรธาตุ ไบรเดนกลายเป็นเดธไนท์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ร่างกายมีเรี่ยวแรงเหนือมนุษย์ สามารถใช้เวทมนตร์โจมตีได้ถึงสี่ธาตุ ไบรเดนเชื่อว่าเขาในตอนนี้สามารถจัดการกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์สามคนพร้อมกันยังได้
“ครอสซิงคัทโธรท” ไบรเดนใช้ท่าไม้ตายออกมาพร้อมกับเวทไฟ ลม ความมืดและสายฟ้า เขาไม่สงสัยเลยหากว่าดีวานจะหัวกระเด็นด้วยการโจมตีนี้
แกร๊งงง
เสียงดาบปะทะกันลั่น ทั้งสองฝ่ายเซถอยไปคนละหลายก้าว ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ดีวานและไบรเดนยังคงอยู่ในท่าพร้อมสู้ราวกับการโจมตีเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
“โชคช่วยงั้นเหรอ” ไบรเดนพยายามให้เหตุผลกับตัวเอง
“เก่งขึ้นเยอะ น่าเสียดาย ท่านไม่น่ากลายเป็นเดธไนท์เลย”
คำพูดของดีวานทำให้ไบรเดนโมโหจนเลือดขึ้นหน้า เขาไม่ได้เลือกให้ตัวเองมาอยู่ในจุดนี้ ถ้าไม่มีพวกโซนาตาเขาก็ไม่ต้องกลายมาเป็นอันเดด ไม่ต้องมาเป็นขี้ข้าให้กับพวกเรวาเรนท์ที่ตนเองเคยเหยียดหยามมาตลอด
ไบรเดนโหมโจมตีอย่างบ้าเลือด มีเดธไนท์ที่ไม่ได้ถูกดัดแปลงแต่มีฝีมือด้อยกว่าไม่มากช่วยเสริม ดีวานถูกกดดันจนต้องสู้ไปถอยไปแต่กระนั้นความเร็วและกำลังของเขากลับไม่ตกลงเลย เพลงดาบของเขาเฉียบคมขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
มาจินาผู้เป็นแม่ทัพใหญ่เฝ้ามองการต่อสู้ด้วยความกังวลใจ ทหารอันเดดเกือบพันตนถูกทำลายไปแล้วอย่างถาวรส่วนอีกหลายพันที่กำลังตะลุมบอนอยู่ก็ไม่มีสัญญาณที่ดีให้เห็นสักนิด
“นั่นคือมาจินา” บรอลอยากชี้ให้โซนาตาดูแต่ทำไม่ได้เพราะตอนนี้โรมิเอลเปลี่ยนเขากลายเป็นดาบ
“เรธเคาน์ติส” อัลโตนึกถึงข้อมูลที่บรอลเล่าก่อนหน้านี้ มาจินาคือแม่ทัพคนสำคัญของเรวาเรนท์ เธอคือวิญญาณร้ายในชุดคลุมคล้ายยมทูต อัลโตเคยสู้กับศัตรูรูปแบบนี้มาก่อน แต่ตอนนั้นมันเป็นแค่เรธระดับล่างไม่ใช่ระดับสูงสุดเช่นนี้
“ฉันจะจัดการหัวหน้าเอง” โซนาตากำลังจะพุ่งผ่าออกไปแต่โรมิเอลเร็วกว่า เขากระโดดหวือขึ้นไปและใช้หัวของพวกอันเดดแทนเส้นทางเพื่อไปสู่มาจินา
“เจ้ามันช้า ข้าจะจัดการเอง” โรมิเอลแย่งสู้แทน “เจ้าดูแลพวกนั้นก็แล้วกัน”
ไม่เพียงแค่มีเป้าหมายที่มาจินา โรมิเอลโจมตีบรรดาปืนใหญ่และเครื่องยิงสารพัดแบบที่อยู่ระหว่างทางไปด้วย การเคลื่อนไหวของเขาทำให้ทัพของเรวาเรนท์ระส่ำระสายยิ่งกว่าเดิม
…เจ้าหมอนี่ อ่านง่ายจริงแฮะ… โซนาตาแกล้งทำเป็นเจ็บใจที่โรมิเอลนำหน้าไป ดูเหมือนว่าการบอกว่าจะเด็ดหัวแม่ทัพใหญ่จะกระตุ้นให้เขาเคลื่อนไหวได้อย่างที่คาด
เจเนวีฟล้มลงไปแต่ก็ลุกขึ้นมาใหม่ ทุกครั้งที่ทรุดลงไปเธอจะกลับมาใหม่พร้อมกับวิธีการที่พัฒนาขึ้น แม้แต่ตัวเจเนวีฟเองก็ไม่รู้ตัวว่าพลังในฐานะแวมไพร์กำลังถูกกระตุ้นผ่านการต่อสู้กับศัตรูที่เหนือกว่า
เวเนอาจจะดูด้อยที่สุดด้านการเติบโต เธอไม่ใช่แวมไพร์สายพันธุ์พิเศษ อดีตพาลาดินผู้สืบทอดสายเลือดจากเทพ แต่เธอก็พยายามอย่างหนักแม้จะไม่มีใครเห็น ทีละเล็กทีละน้อย เธอกำลังปลดขีดจำกัดตัวเองเพื่อให้กลายเป็นสมาชิกกลุ่มอย่างสมภาคภูมิ
ไบรเดนล้มคว่ำหลังจากที่ถูกดีวานถีบกระเด็น เขาจะลุกขึ้นมาแต่ก็ถูกดีวานเหยียบหลังเอาไว้
“อย่าลุกขึ้นมา ข้าไม่อยากจะฆ่าเจ้าหรอก”
“บัดซบ” ไบรเดนตะโกนอย่างเจ็บแค้น เขาฝืนยันตัวขึ้นแต่ไม่สามารถชนะแรงของดีวานได้ หน้าของเขากระแทกกับพื้นหินที่ร้อนระอุของเนเธอร์เวิลด์
“อยู่ตรงนั้นแหละ” แล้วดีวานก็ยกเท้าออก
ไบรเดนอยากลุกขึ้นสู้อีกครั้งแต่เขาสัมผัสจิตสังหารของดีวานได้ ดีวานยอมปล่อยเขาไปเพื่อเห็นแก่ที่ตนเคยทำงานรับใช้เอเทเซีย แต่หากไบรเดนยังกล้าจับดาบขึ้นสู้อีก เขาจะไม่ปรานีอีกต่อไป
ดีวานไม่มีจังหวะได้พักเพราะหลังจากไบรเดนยอมแพ้ไปแล้วคู่ต่อสู้ใหม่ที่แกร่งกว่าเดิมก็ปรากฏตัวขึ้นในทันที เขาเป็นอัศวินแวมไพร์ระดับสูง ทั่วร่างเต็มไปด้วยอาวุธและเครื่องป้องกันชั้นดี โดยเฉพาะโล่ใหญ่ที่เขาใช้ ดีวานรู้สึกถึงอันตรายจากมัน
“มองออกสินะว่าโล่นี่ไม่ใช่ธรรมดา” อัศวินแวมไพร์คุยโอ้อวด โล่สีดำของเขามีลวดลายใบหน้ามังกรและในปากที่อ้าของมังกรนั้นมีเปลวไฟคุกรุ่นอยู่
ดีวานใช้คลื่นดาบเปิดฉากโจมตี เขาแค่หยั่งเชิงอีกฝ่ายเท่านั้นจึงยังไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ ฝ่ายศัตรูไม่หลบและยกโล่ขึ้นตั้งรับ น่าแปลกที่ทั้งเสียงทั้งแรงสะเทือนของการปะทะไม่เกิดขึ้น ราวกับว่าคลื่นดาบที่ถูกฟันออกไปหายไปอย่างเป็นปริศนา
ถึงจะยังข้องใจแต่ดีวานพุ่งเข้าประชิดอย่างกล้าหาญ ดาบของสองฝ่ายปะทะกัน เขามั่นใจว่าฟราคาเรียนเหนือกว่าดาบอีกฝ่ายเพราะเพียงปะทะกันไม่กี่ครั้ง ดาบชั้นดีของอีกฝ่ายก็ปรากฏรอยบิ่นให้เห็นแล้ว
“ดาบดี” อัศวินแวมไพร์ชม
“แน่นอน นี่คือสมบัติของเอเทเซีย”
“แต่ไม่เท่ากับโล่มังกรดำของข้า”
ทั้งคู่ประดาบกับอย่างดุเดือด ฟราคาเรียนไม่มีแม้แต่ริ้วรอยในขณะที่ดาบของอีกฝ่ายเริ่มร้าว แต่เมื่อเขายกโล่ขึ้นป้องกัน ดีวานก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง ราวกับแรงปะทะสลายไปจนหมด ดีวานฟันซ้ำไปอีกหลายครั้งจนแน่ใจว่าการโจมตีของเขาไม่ได้ผลกับโล่นี้
“แบล็คเฟลม” เพลิงดำระยะเผาขนถูกอัดใส่โล่อย่างจัง ดีวานแน่ใจว่ามนต์ชั่วร้ายที่ถูกผนึกไว้ที่โล่จะถูกไฟของเขาเผาผลาญจนสิ้นฤทธิ์
“ไม่ได้ผลหรอก” อัศวินแวมไพร์หัวเราะลั่น คราวนี้ดีวานเห็นอย่างชัดเจนว่าเพลิงสีดำถูกดูดเข้าไปในปากของใบหน้ามังกรที่โล่
“โล่ดูดกลืนการโจมตีทั้งหมดเข้าไป”
แล้วคู่ต่อสู้ของเขาก็ทำให้ดีวานต้องแปลกใจอีกครั้ง ปากของมังกรพ่นบางสิ่งออกมา ทั้งไฟสีดำ คลื่นที่เกิดจากการปะทะ คลื่นดาบที่คมกริบ ทุกอย่างถูกปล่อยออกมาพร้อมกันจนดีวานไม่สามารถปัดป้องไว้ได้หมด
ร่างของเขากระเด็นไปพร้อมกับเลือดที่พุ่งกระฉูดจากคอ ดีวานตั้งสติได้ก็ใช้เวทรักษาตัวเองในทันที โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้พุ่งเข้ามาโจมตีซ้ำเพราะเข้าใจว่าสามารถจัดการเขาได้แล้ว ก่อนที่ปลายเท้าจะแตะพื้น ดีวานก็รักษาตัวเองเสร็จเกือบจะสมบูรณ์
“ยังรอดอีกเหรอเนี่ย” อีกฝ่ายพึมพำ
โล่มังกรดำทำให้ดีวานนึกถึงตำนานของ “โล่แห่งซิลเวอร์” โล่วิเศษที่เล่าลือว่าสามารถสะท้อนคาถาได้ทุกชนิด ต่างกันที่โล่ที่เขาต้องรับมือใช้เวลาในการสะสมการโจมตี แต่มันก็เหนือกว่าโล่แห่งซิลเวอร์ตรงที่แม้แต่การโจมตีทางกายภาพก็ยังถูกดูดกลืนเข้าไป
“ไม่ต้องพยายามหาทางเอาชนะ โล่นี้ไม่มีจุดอ่อนหรอก” อัศวินแวมไพร์ปล่อยคลื่นดาบออกมาอีกครั้ง มันไม่ได้เป็นอย่างที่ดีวานเข้าใจ เขาไม่ต้องรอสะสมพลังโจมตีแต่จะปล่อยพลังออกมาได้แม้จะมีสะสมไว้เพียงน้อยนิด
“เป็นไปได้ยังไง นี่มันโล่ระดับไหนกัน”
“ระดับแปด” อีกฝ่ายตอบอย่างภาคภูมิใจ “โล่นี้คือผลงานของลูนาร์ โรสเซทช่างในตำนานคนนั้น ถ้านับว่าโล่ระดับเก้ามีเพียงโล่แห่งความวิบัติเฟนเดอร์และโล่แห่งซิลเวอร์แล้ว โล่นี้ก็คือโล่ที่แข็งแกร่งแทบจะที่สุดในซีนและเนเธอร์เวิลด์”
…ถ้าโล่ที่สะท้อนได้แต่เวทมนตร์มีระดับเหนือกว่า แสดงว่าโล่มังกรดำต้องมีจุดอ่อนแน่นอน…
ดีวานกระโดดเข้าใส่ศัตรูอีกครั้ง เขาฟาดฟันใส่อย่างไม่ยั้ง หากคนเป็นปกติเมื่อเห็นว่าการโจมตีจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองก็คงไม่กล้าทำแบบนี้ แต่ดีวานไม่สนใจ เขาแน่ใจว่าหากโจมตีไปเรื่อย ๆ เขาจะต้องได้พบกับคำตอบ
คมดาบถูกสะท้อนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า เกราะที่สวมอยู่ต้านทานคมดาบแทบไม่ได้เลย ที่เขายังไม่ล้มลงไปมาจากใจสู้และเวทรักษาที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่อง
“เปล่าประโยชน์น่า” อีกฝ่ายตะโกนใส่ แต่ดีวานแน่ใจว่าไม่ใช่แบบนั้น อัศวินแวมไพร์ถูกบีบให้ตั้งรับอย่างเดียวและเขาเองก็ดูกังวลไม่เหมือนกับคนที่กำลังได้เปรียบ
ดีวานพบเงื่อนงำอย่างหนึ่งแล้ว โล่มังกรดำไม่ได้สลายการโจมตีทั้งหมดได้อย่างที่เข้าใจ มีพลังโจมตีบางส่วนไม่ได้ถูกดูดกลืนไปและเพื่อให้โล่สามารถทนรับแรงกระแทกที่หลงเหลือมันถึงถูกออกแบบให้ใหญ่ หนาและหนักขนาดนี้
ฉัวะ
เป็นครั้งแรกที่ดีวานโจมตีถูกอีกฝ่าย คลื่นดาบของเขาเลี้ยวโค้งเพราะการตวัดดาบ อีกฝ่ายควรจะหลบหรือป้องกันได้ถ้าเขาไม่ได้ต้องถือโล่ที่หนักแบบนั้น
ไฟสีดำลุกไหม้จากบาดแผลของศัตรู เขารีบใช้โล่มังกรดำดูดไฟเข้าไปก่อนที่มันจะลุกลามไปทั่ว ดีวานสามารถบอกได้จากสีหน้าของศัตรูว่าเขากำลังหวั่นวิตก การป้องกันที่สมบูรณ์แบบไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคาดไว้
“แบล็กเฟลม โฮลีเฟลม” ดีวานระดมโจมตีด้วยเวทมนตร์วิถีโค้ง
ส่วนใหญ่อัศวินแวมไพร์จะป้องกันไว้ได้แต่บางส่วนก็เกินกว่าที่เขาจะปัดป้องไว้ได้หมด เขาอยากเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกแทนแต่ก็ทำไม่ได้เช่นกันเพราะดีวานไม่ได้หยุดมือ เพลงดาบของดีวานไม่เปิดช่องว่างสักนิด
เลือดสาดกระจายไปทั่ว ดีวานหลบคมดาบที่สะท้อนกลับมาได้ราวเจ็ดในสิบครั้ง โชคดีที่เพลิงดำและเพลิงขาวไร้ผลกับตัวเขาเอง ไม่เช่นนั้นแม้แต่ดีวานที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานก็คงจะไหม้เกรียมไปหมดแล้ว
…เจ้าบ้านี่ไม่กลัวตายเลยหรือไง…
…ถ้าเป็นการดวลตัวต่อตัวข้าอาจจะแพ้ แต่นี่คือสงคราม…
อัศวินแวมไพร์ส่งสัญญาณให้กับลูกน้องที่ยืนคุมเชิงอยู่ ในจังหวะที่ดีวานเพิ่งหลบการสะท้อนจากโล่มังกรดำ เขาก็พบว่าแวมไพร์อีกสี่ตัวกระโดดเข้ามาจากข้างหลัง เขาตวัดดาบและสังหารหนึ่งในนั้นได้ในทันที ตัวที่สองหลบคมดาบของเขาพ้นแต่ก็ทำให้การโจมตีของมันต้องหยุดลงด้วย
วินาทีที่ตัวที่สามและสี่กำลังจะทะลวงกรงเล็บเข้าที่ใบหน้าและคอของเขา โซนาตาก็โผล่เข้ามาแทรกพอดี เขาหักคอแวมไพร์ทั้งสองตนทิ้งในพริบตา
“ขอบใจนะ” ดีวานยังคงหอบตัวโยน ถึงเขาจะแกร่งขึ้นมากแต่มนุษย์ก็ไม่ใช่เครื่องจักร การโหมใช้แรงอย่างต่อเนื่องทำให้เขาเกือบพลาดไป
“พวกปลายแถวน่ะ ฉันจัดการเอง นายเอาชนะเจ้านั่นให้ได้ก็พอ”