Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 69: ไม่ได้มีแผน
กาเรนรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังเป็นสุนัขจนตรอก พวกเขาจะสู้ตายโดยไม่เลือกวิธีการอีกแล้ว และนาทีที่เฉียดตายแบบนี้วิลเลียมเริ่มกลับมาควบคุมสติได้อีกครั้ง อย่างน้อยในส่วนนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขาคือมืออาชีพอย่างแท้จริง
เคสเทรลและกาเรนแกล้งสร้างโอกาสเพื่อให้อีกฝ่ายสวนกลับ แต่เจลรัลและวิลเลียมก็ไม่ติดกับ วิลเลียมทอยลูกเต๋าจนได้หน้าที่เขาต้องการ จากนั้นก็เกิดการระเบิดที่รุนแรงขึ้น
ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแม้ว่ารัศมีทำลายของระเบิดจะกินอาณาบริเวณกว้าง พวกเขาทุกคนถอยออกมาหลบได้อย่างเฉียดฉิว เจลรัลและวิลเลียมใช้โอกาสนี้ถอยไปตั้งหลัก
“ปล่อยไปก่อน” กาเรนเป็นฝ่ายหยุดเคสเทรลที่ทำท่าจะตามไป
“จะปล่อยพวกมันไปจริงเหรอ” เคสเทรลรู้สึกเสียดาย อีกนิดเดียวก็พวกเขาจะฆ่าวิลเลียมได้แล้ว เขามองศัตรูที่กำลังลับสายตาไปอย่างหงุดหงิด
“ถ้าเป็นโซนาตาคงบอกว่า ดึงดันไปเราจะเสียเอง นี่เราได้ข้อมูลพลังของพวกมันหมดแล้ว ก็ตรงตามแผนล่ะนะ” กาเรนยักไหล่
“งั้นก็กลับกันเถอะ ฉันสังหรณ์ว่ายกสองมันจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้แหละ”
แทนที่จะขึ้นเหนือเพราะถูกศูนย์กลางของความมืดดึงดูด เชอรีสถูกทั้งเรวาเรนท์และพวกเจ็ดปีศาจสงครามโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าจนเส้นทางของเธอผิดเพี้ยนไป โชคดีที่เครื่องติดตามทนความร้อนสูงที่โซนาตาแอบติดไว้ทำให้เขารู้ตำแหน่งของเธออย่างแม่นยำ
โรมิเอลรู้เส้นทางลับที่พวกโซนาตาไม่รู้ มีปีศาจหนอนชนิดหนึ่งที่สร้างโพรงเชื่อมระหว่างเดดโคลด์และลอสวิลล์ โพรงนี้ไม่ใช่แค่ทางเชื่อมธรรมดาแต่เป็นพลังปีศาจ มันช่วยให้พวกเขาย่นระยะทางระหว่างสองเมืองให้เหลือเพียงแค่อึดใจเดียว
“ใช้ที่นี่เป็นฐานทัพชั่วคราวไม่ได้แล้วล่ะ” อัลโตใช้ดวงตาพิเศษมองสังเกตการณ์ “กองทัพอันเดดตั้งค่ายอยู่ทั้งในและนอกลอสวิลล์แล้ว”
“น่าจะเป็นทหารจากเนรอส” บรอลวิเคราะห์ “พวกเรวาเรนท์คงรู้แล้วว่าจับเธอไม่ไหว แต่จะฆ่าก็ไม่ง่าย ก็เลยมาตั้งรับอยู่ตรงนี้แทน”
“ไม่ผิดแน่ เครื่องติดตามบอกว่าเธอถูกบีบให้มาทางนี้ พวกเรวาเรนท์คิดจะสู้ตัดสินที่นี่นั่นแหละ” โซนาตาสรุป
โซนาตานึกถึงตอนที่เขาและเจเนวีฟแอบซุ่มอยู่หน้าป้อมปราการเรวาเรนท์ แต่ครั้งนั้นโชคดีที่เขาได้แนวเขาและป่าไม้ช่วยให้การซ่อนตัวราบรื่น แต่ในพื้นที่รกร้างสุดลูกหูลูกตาแบบนี้การจะหลบซ่อนตัวจากกองทัพอันเดดนับหมื่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ถึงแม้เนเธอร์เวิลด์จะมีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนเหมือนโลกมนุษย์ แต่ดวงอาทิตย์ประหลาดของโลกปีศาจไม่ได้เป็นอันตรายกับพวกอันเดด พวกมันไม่มีข้อจำกัดที่บังคับให้เคลื่อนไหวได้เฉพาะกลางคืนเหมือนกับอีกโลก
“กลับไปเดดโคลด์ก่อนดีไหม เราใช้เส้นทางหนอนปีศาจมาที่นี่ได้ในพริบตา ไม่จำเป็นต้องอยู่แถวนี้ก็ได้” เจเนวีฟเสนอความเห็น
“เส้นทางของหนอนปีศาจไม่ได้เปิดอยู่ตลอดเวลา มันต้องอาศัยโชคด้วย” โรมิเอลอธิบาย “ถ้าย้อนกลับไปแล้วเส้นทางมันปิดขึ้นมา เราอาจจะกลับมาไม่ทันตอนที่การต่อสู้เริ่มขึ้น”
“ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรอนานหรอก” โซนาตาเปิดแผนที่โฮโลแกรมขึ้นให้ทุกคนดูกันชัด ๆ จุดสีแดงที่หมายถึงเชอรีสกำลังมุ่งมาทางทิศของพวกเขา “ถ้าไม่หยุดหรือเปลี่ยนเส้นทางไปซะก่อน อย่างช้าก็ไม่เกินหนึ่งวัน”
“จะรอจนกว่าจะถึงตอนนั้นเหรอ” อัลโตพูดอย่างมีเลศนัย
“พวกเรวาเรนท์เข้ามาสอดหลายครั้งหลายหนแล้ว” โซนาตาตอบหน้านิ่ง
“นี่จะไปหาเรื่องกับทั้งกองทัพเหรอ พวกนั้นต่างจากอันเดดที่เราเคยเจอมานะ แล้วพวกเราก็มีกันแค่นี้ด้วย”
“น่าจะต้องออกแรงบ้าง แต่ถ้าใช้วิธีนั้นล่ะก็…” โซนาตาเดินไปตบบ่าโรมิเอล “ได้ไหม”
“ถ้าไม่ฝ่าเข้าไปถึงกลางวงมันก็คงไม่ได้ผลหรอก” บรอลตอบให้แทน
“อย่าพูดรู้เรื่องกันแค่สองคนสิ” เวเนโวยวาย “พวกเจ้าวางแผนอะไรกันแน่”
“มันไม่ได้ซับซ้อนพอจะเรียกว่าแผนได้หรอก” โซนาตายิ้มอย่างมีเลศนัย
ทั้งหกคนบวกอีกหนึ่งปีศาจร่มยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่เบื้องหน้ากองทัพของเรวาเรนท์ เวเนและเจเนวีฟรู้สึกหวั่นใจแต่พวกเธอเชื่อว่าโซนาตาคงจะมีแผนลับที่ไม่ได้บอกเธอ
พอเปิดฉากพุ่งเข้าไปหา สิ่งที่ตามมาตอนแรกไม่เหมือนการต่อสู้ด้วยซ้ำ อันเดดกลุ่มหนึ่งพยายามจับกุมพวกเขาเพราะเข้าใจว่าพวกเขาเป็นปีศาจเร่ร่อน โซนาตา อัลโต ดีวานและโรมิเอลจึงลองโจมตีก่อน และทั้งสี่จัดการทหารกลุ่มนั้นหมดได้ภายในพริบตา
ความวุ่นวายของจริงเริ่มหลังจากนั้น นายกองรายหนึ่งวิ่งนำกองทัพของเขามา ก่อนที่เขาจะเปิดปากพูดพวกโซนาตาก็เล่นงานเขาซะแล้ว
“มากันเรื่อย ๆ แล้ว” เจเนวีฟชี้ไปทางอีกกองทัพที่กำลังจัดขบวนทัพใหม่ เธอเดาว่าพวกเรวาเรนท์กำลังจะหาทางล้อมกรอบพวกเธอไว้
“ตกลงแผนคืออะไรรีบบอกได้แล้ว” เวเนโบกไม้เท้าไปมา เธอเรียกแฟรีออกมาช่วย แต่จำนวนที่มีมันเทียบไม่ได้กับพวกอันเดดที่เยอะจนมืดฟ้ามัวดิน
“ก็บอกว่าไม่ได้มีแผนอะไร” โซนาตาขำสีหน้าหวั่นวิตกของเธอ “เชอรีสเก้าหางน่ากลัวกว่าพวกนี้แน่ พวกเราเลยต้องซ้อมมือกันสักหน่อย”
“จะบ้าเหรอไง กะจะให้เราเอาชนะพวกนี้จริง ๆ เหรอ” เวเนเคยคิดว่าตัวเองบ้าบิ่นแล้วแต่เธอก็ต้องขอยอมแพ้โซนาตาเลย
“เอาเวลาบ่นมาสู้ให้เต็มที่ดีกว่าน่า”
ทั้งเวเนและเจเนวีฟเริ่มปลงได้อย่างรวดเร็ว มันเป็นการต่อสู้ที่บ้าระห่ำแต่หากผ่านไปได้ พวกเธอแน่ใจว่าตนเองจะต้องพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
“นั่นสินะ มัวแต่มากลัวนั่นกลัวนี่ มันไม่สมกับเป็นข้าเลย พูดแล้วก็เริ่มคึกขึ้นมาแล้วนะ” เวเนยิ้มจนเห็นฟันหน้าครบทุกซี่ เป็นรอยยิ้มที่ทุกคนไม่ได้เห็นมานาน เธอทิ้งเหตุผลหรือความกลัวไว้ข้างหลัง อีกฝ่ายแข็งแกร่งและมีจำนวนนับไม่ถ้วน แต่แล้วยังไง พวกเธอมีกันแค่หยิบมือแล้วยังไง อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ได้สู้อยู่เคียงข้างเพื่อนทุกคน
เจเนวีฟเองไม่แตกต่างกัน ก่อนหน้านี้เธอถูกรุมเร้าด้วยความเครียดที่เกือบจะแบกรับไว้ไม่ไหว เนเธอร์เวิลด์ไม่ได้แค่เต็มไปด้วยอันตรายทุกย่างก้าว แต่มันยังช่วงชิงเอาความหวังของผู้คนไปอีกด้วย เธอเกือบลืมเป้าหมายแรกสุดของตัวเองไป เธออยากเก่งขึ้นและอยากเป็นกำลังให้กับคนที่เธอหลงไหล
เช่นเดียวกับดีวานก่อนหน้านี้ แรงผลักดันมหาศาลคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัด
ขุนพลเรวาเรนท์ตนหนึ่งหมายหัวเจเนวีฟไว้ เขาสัมผัสได้ว่าเธอคือแวมไพร์สายพันธุ์พิเศษและรู้สึกอยากลิ้มลองรสชาติเลือดของเธอ เขากลายร่างเป็นร่างผสมระหว่างค้างคาวและหมาป่า มันคือหลักฐานว่าเขาเองก็เป็นสายพันธุ์พิเศษที่เป็นทั้งแวมไพร์และมนุษย์หมาป่า
“เจ้าเป็นแวมไพร์แบบไหนกัน ทำไมถึงมีกลิ่นคล้ายกับท่านอาร์มอนเด” ขุนพลร่างผสมถามเจเนวีฟ
“แบบไหนมันก็เรื่องของข้า” เจเนวีฟเลี่ยงตอบ เธอคิดว่าคงไม่ดีแน่ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเธอได้เลือดลงอาคมมาจากเชื้อพระวงศ์
“จับตัวเจ้าไว้ก่อน แล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังก็ได้”
ร่างกายที่แข็งแกร่ง ความว่องไวเหนือชั้น พลังฟื้นตัวของอันเดด และเวทมนตร์ของแวมไพร์ ขุนพลรายนี้มีทุกอย่างที่ว่าในระดับสูง ต่อให้เขาไม่ได้อยู่ในเนเธอร์เวิลด์พลังของเขาก็ยังเหนือกว่ามาร์เคลมาก ไม่มีทางใดเลยที่เจเนวีฟจะรับมือเขาได้ เธอเคยคิดแบบนั้น
“ข้าจะต้องเป็นกำลังให้ท่านโซนาตา” เจเนวีฟพึมพำ “หมดเวลาสำหรับความอ่อนแอแล้ว”
เจเนวีฟพุ่งสวนใส่ขุนพลครึ่งมนุษย์หมาป่า มันเป็นอย่างที่ควรเกิดขึ้น เธอถูกตะปบด้วยกรงเล็บจนกระเด็น ในขณะที่เล็บของเธอสร้างรอยขีดข่วนได้เพียงเล็กน้อย ส่วนเวทมนตร์ที่เธอแอบร่ายใส่จากมุมอับก็พลาดไปเพราะความเร็วที่เหนือกว่า
“หึ ยัยโง่ ไม่รู้จักประเมินกำลังตัวเองเลย”
แทนที่จะเกรงกลัว เจเนวีฟพุ่งเข้าใส่ซ้ำ คราวนี้เธอใช้เวทมนตร์เพิ่มความเร็วและกำลังกับตนเองด้วย แต่ผลก็ไม่ต่างจากเดิมมาก กรงเล็บของเธอสร้างบาดแผลได้เพียงเล็กน้อยและมันก็แทบจะรักษาหายได้ในทันที ส่วนเวทมนตร์ไฟที่เธอใช้คราวนี้ก็เฉียดไป
“ไม่เห็นต่างจากเดิม”
“ก็ใช่…” เจเนวีฟยอมรับออกมาตรง ๆ มันทำให้อีกฝ่ายแปลกใจ “แต่ฉันคือแวมไพร์ ไม่ตายหรือหมดแรงง่าย ๆ อยู่แล้ว”
“นี่คิดว่าจะใช้ข้าเป็นบันไดฝึกฝนงั้นเหรอ อวดดีจริงนะ” พูดจบเขาใช้ความเร็วที่เหนือกว่าอ้อมไปหวังจะหักแขนขาเจเนวีฟทิ้ง
กร๊อบบ ยิ่งกว่าที่คาดไว้แขนข้างหนึ่งขาดกระเด็นและร่วงลงมา แต่มันไม่ใช่แขนของแวมไพร์หญิงที่เขาโจมตี มันคือแขนของเขาเอง
“ระวังหน่อยสิ” โรมิเอลสะบัดคราบเลือดออกจากร่ม เขารู้ว่าทั้งเจเนวีฟและศัตรูของเธอคืออันเดด การโจมตีแค่นี้คงไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย แต่หากเธอเจ็บหนักศัตรูอาจใช้จังหวะนี้จับตัวเธอไว้ก็ได้
“ขะ ขอบคุณ” เธอตอบ เจเนวีฟสังเกตเห็นว่าโซนาตาเองก็ขยับเข้ามาสู้ใกล้ ๆ กัน ถ้าโรมิเอลไม่ลงมือก่อน ก็คงจะเป็นเขานี่แหละที่ช่วย
“รีบตามมาซะ” เขากระซิบกับเธอ