Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 74: อนาเธอร์มี

อีริธ สแตนด์
“อย่าขยับ เดี๋ยวก็ตายเข้าจริง ๆ หรอก”
“แกทำอะไร” เคสเทรลทรุดเข่าลงไป อาการหน้ามืดหัวหมุนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เขาไม่สามารถยืนตรง ๆ ได้ด้วยซ้ำ
ด้านหลังของบาจิลประตูปริศนาได้ปรากฏขึ้น เดิมมันคือกำแพงเปลือยเปล่าที่ไม่เคยมีประตูใด ๆ มาก่อนแต่ตอนนี้ประตูขนาดใหญ่กำลังเปิดออกเอง
ภาพสุดท้ายที่เคสเทรลเห็นก่อนจะฟุบลงไป คือกลุ่มคนที่กรูกันออกมาจากประตูนั้น แต่ละคนเข้ามาล้อมและจับตัวเขายกขึ้นไปวางบนอะไรบางอย่าง เคสเทรลมารู้อีกทีว่ามันคือเตียงเคลื่อนที่เมื่อคนเหล่านั้นเข็นร่างของเขาผ่านประตูเข้าไป
ทุกอย่างดูเลือนลางและสับสน บาจิลเป็นหนึ่งในคนที่ล้อมอยู่รอบ ๆ เตียง เขากำลังถูกพาตัวไปห้องฉุกเฉิน
พลังของบาจิลคือมิติปิดกั้นที่มีโรงพยาบาลอยู่ในนั้น เคสเทรลแน่ใจว่าบาจิลกำลังจะทำอะไรเลวร้ายกับตนจึงพยายามดิ้นรน แต่เขาถูกกดเอาไว้กับเตียง เรี่ยวแรงและพลังจิตหายไปจนหมดสิ้น เขาไม่มีทางดิ้นรนได้เลย
เมื่อถึงห้องที่เป็นปลายทาง บาจิลได้พูดบางอย่างที่เคสเทรลจับใจความไม่ได้ อีกฝ่ายหายไปและกลับมาพร้อมกับเข็มฉีดยา เครสเทลพยายามปัดป้องแต่เขาทำไม่สำเร็จ ยาถูกฉีดเข้าไปในเส้นเลือดของเขาแล้ว
“ฤทธิ์เยอะนักนะ”
“จะตายไหมคะ”
แล้วสติของเคสเทรลก็ดับวูบไป
หลายนาทีก่อนหน้านั้น… แผนการถ่วงเวลาอีริธด้วยเครื่องสร้างภาพเสมือนจริงได้ผลดีกว่าที่อลินาคาดไว้ ในตอนแรกเธอคิดว่าอย่างเก่งก็คงถ่วงเวลาอีกฝ่ายได้ไม่เกินสิบนาที ต้องขอบคุณเทคโนโลยีล่าสุดที่ด็อกมาสร้างและความทุ่มเทของหน่วยต่อสู้ทุกคนที่สู้ยื้อเขาไว้อย่างสุดชีวิตจนกระทั่งพวกโซนาตาตามมาสมทบทัน
“เคสเทรลกับกาเรนสู้กับเจลรัลและวิลเลียมที่สวนชั้นบนสุด ส่วนยัยอีวากับบาจิลถูกพวกอีลิทไฟว์พาแยกไปอีกทาง” อลินาอธิบายรวดเร็ว
โซนาตามองอีริธที่กำลังสู้อยู่ในโลกเสมือนจริงกับตัวปลอมของตัวเองและพรรคพวก เครื่องนี้สมจริงจนแยกไม่ออก แต่เขาไม่คิดว่ามันจะหลอกอีริธไปได้มากกว่านี้ ไม่ช้าก็เร็วเขาจะรู้ตัวและหาวิธีหลุดออกมาได้
“อลินา เจเนวีฟ เวเน ทั้งสามคนอยู่ช่วยฉันตรงนี้ อัลโต ฝากนายช่วยพาคนที่เหลือไปจัดการกับอีวาและบาจิลด้วย โดยเฉพาะอีวา ยัยนั่นอันตรายมาก” โซนาตาสั่งรวดเดียว
“แล้วทางเจลรัลกับวิลเลียมล่ะ”
“วิลเลียมป่านนี้คงโดนฆ่าไปแล้ว ส่วนเจลรัลฉันจะลองหาวิธีจัดการเอง ระเบิดกับกระสุนก็ได้มาเพิ่มแล้วด้วย”
หลังจากตกลงกันเสร็จ พวกอัลโต ดีวานและพวกหน่วยรบที่เหลือก็แยกย้ายกันไปตามที่ตกลงไว้ คนสุดท้ายที่ยังยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหวคือโรมิเอลกับบรอล
“ข้าไม่ได้อยากข้องเกี่ยวกับการต่อสู้ของพวกเจ้า พวกนี้ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ปีศาจด้วยซ้ำ”
“ฉันถึงได้ไม่ออกคำสั่งกับนายยังไง จะสู้ จะรอดูเฉย ๆ นายตัดสินใจเอาเองเถอะ” โซนาตาทิ้งท้ายก่อนที่จะวิ่งเข้าไปในห้องพร้อมกับอลินา เวเนและเจเนวีฟ
“มีโอกาสชนะแค่ไหน” อลินากระซิบ
“ถ้าสักสองเดือนก่อนหน้านี้ พวกเราสี่คนกับอีริธคนเดียว คงจะห้าสิบห้าสิบ”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
โซนาตาหันไปมองเวเนและเจเนวีฟ “น่าจะมีโอกาสชนะสักเก้าสิบเก้า”
“เหอออ พวกเธอเก่งขึ้นขนาดนั้นเชียว” อลินามองทั้งคู่อย่างประหลาดใจ ส่วนทั้งสองก็มองกันเองอย่างเขิน ๆ พวกเธอไม่รู้ว่าโซนาตาแค่อยากให้กำลังใจหรือว่ามองพวกเธอแข็งแกร่งขึ้นขนาดนั้นจริง ๆ
อีริธกับคนของเขา ทั้งสี่คนมาหยุดอยู่ที่กลางทะเลทรายเวิ้งว้าง เขาแน่ใจแล้วว่าที่สู้ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ต่อสู้และบรรยากาศของยานเป็นแค่ภาพเสมือนจริง มันทำให้เขายังสงสัยว่าอีกสี่คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงภาพลวงหรือตัวจริง
“ของจริงสินะ” ชายวัยกลางคนพึมพำ
“สี่ต่อสี่ พวกเราเอาชนะได้แน่” โซนาตาเอ่ยขึ้น
เวเนและเจเนวีฟสงสัยแต่พวกเธอก็ไม่ได้ถามอะไร อีริธตั้งท่าเตรียมต่อสู้ อาวุธของเขาอาจมีเพียงปืนคู่แต่ทุกคนก็รู้ว่าประมาทไม่ได้ มันมีสาเหตุอย่างแน่นอนที่เขาถูกเรียกว่า “ไซเลนเซอร์ในตำนาน”
“ร่างแยก” เวเนร้องเมื่อเห็นร่างอีกสามร่างโผล่ออกมาข้างอีริธ
“ไม่ใช่ร่างแยกธรรมดา” อลินาจ้องร่างเหล่านั้นเขม็ง แต่ละร่างดูคล้ายแต่แตกต่างจากอีริธ
“อนาเธอร์มี” ชายแก่แสยะยิ้ม มันคือชื่อความสามารถของเขาเอง “ก่อนสู้จะมาแนะนำตัวกันก่อนไหม”
“ไม่จำเป็นหรอก” เจเนวีฟเสียงเขียวใส่
“ไม่เสียหายอะไรนี่” โซนาตาแตะไหล่ของเจเนวีฟให้เงียบลง ตาของกวาดมองสำรวจคู่ต่อสู้ “แนะนำตัวได้เลย”
“ฉัน… อีริธทเวลฟ์ ฉันคือร่างซัมมอนตอนอายุสิบสองปี” ร่างแรกแนะนำตัว ถึงจะบอกว่าอายุสิบสองแต่เขาก็ไม่ได้ดูเด็กมาก ไซเลนเซอร์ส่วนใหญ่โตเร็วเกินวัย คนที่อายุสิบสองแต่ดูเหมือนสิบห้าสิบหกปีจึงมีอยู่เกลื่อน โซนาตาสังเกตว่าปืนคู่ของอีริธย้ายไปอยู่กับร่างเด็กนี่
“ฉัน อีริธเทวนตี คงเดาได้นะฉันคือร่างซัมมอนตอนอายุยี่สิบ” อีริธในร่างนี้ดูใจเย็นและสุขุมกว่าร่างแรก เขาพกดาบไฮฟรีเควนซีเบลดไว้ข้างเอวด้วย มันทำให้เดาได้ว่าอีริธในช่วงวัยรุ่นเปลี่ยนวิธีการต่อสู้จากปืนมาเป็นการโจมตีประชิดแทน
“อีริธเทอร์ตีทู แต่ไม่ต้องจำก็ได้เพราะวันนี้พวกนายทุกคนจะต้องตาย” ร่างซัมมอนรายที่สามดูป่าเถื่อนกว่าสองร่างแรกและคล้ายกับอีริธในปัจจุบันที่สุด เขาไม่พกอาวุธอื่นนอกจากถุงมือโลหะ สนับหน้าแข้งและหัวเข่า เดาได้ไม่ยากว่าเขาเปลี่ยนสายมาเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า
โซนาตาเข้าใจความสามารถอย่างแจ่มแจ้งรวมทั้งเข้าใจด้วยว่าทำไมอีริธถึงได้กล้าบอกว่าเขาทำอะไรได้บ้าง พลังของเขาคือการดึงเอาตัวเองในอดีตมาสร้างเป็นร่างซัมมอน เงื่อนไขของมันเหมือนกับ “ออโตเซฟ” ในเกม เมื่อชีวิตดำเนินไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ออโตเซฟนี้จะทำงานและเก็บข้อมูลของตัวเองในอดีตเอาไว้ อย่างหนึ่งที่โซนาตาเห็นได้ชัดก็คืออาวุธที่ถูกเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงอายุ เขาต้องฝึกหนักอย่างมากและเตรียมตัวอย่างดีตั้งแต่เด็กเพื่อให้ความสามารถนี้ผลิดอกออกผล
มันคือเกียรติยศและความภาคภูมิของเขา พลังนี้คือหลักฐานของความแข็งแกร่งที่เขาสะสมมา อีริธกำลังจะบอกว่าแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่คือตัวตนสมบูรณ์แบบ นี่คือกองทัพทั้งกองทัพที่มีแค่เขาเพียงหนึ่งเดียวก็พอ
โซนาตาสร้างเลียนแบบพลังอนาเธอร์มีได้ แต่มันจะไม่มีทางมีประสิทธิภาพได้เท่ากับของอีริธ ช่วงอายุที่ผ่านมาของเขาไม่ได้มีจุดเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันบ่อยนัก แต่ต่อให้เอาตัวเองใน “เวอร์ชัน” ยังเด็กกว่านี้ออกมาก็คงไม่ได้อะไรไปมากกว่าตัวเขาในขณะที่ยังใช้สตีลมายด์ได้ไม่สมบูรณ์
…ไม่ใช่แค่เหตุผลข้างต้น จิตใต้สำนึกเตือนเขาว่าไม่ควรทำ เขารู้สึกว่ามันมีผลลัพธ์ที่นอกเหนือการคำนวณซ่อนอยู่ในการยืมพลังนี้มาใช้…
แล้วศึกระหว่างสี่ต่อสี่ก็เริ่มขึ้น เวเนเปิดฉากก่อนด้วยการเลือกคู่ต่อสู้ที่น่าจะแกร่งที่สุด เธอใช้เวทมนตร์ผนึกการเคลื่อนไหวของอีริธร่างจริง
“สแตนด์สติล” เวเนใช้เวทมนตร์ดั้งเดิมที่กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเธอ อีริธประมาทเพราะไม่คิดว่ามันจะได้ผลกับไซเลนเซอร์ เขาไม่ได้พยายามหลบด้วยซ้ำจึงถูกเวทมนตร์เข้าไปอย่างจัง
“ขยับไม่ได้” เขาแปลกใจที่มันได้ผล
…ยัยหนูนี่มันพวกปลายแถวที่โซนาตาเอามาเป็นพวกเพราะนึกสนุกไม่ใช่เหรอ...
เลเวลของเวเนเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก นอกจากนั้นเธอยังได้รับการฝึกจากอัลโตมาอย่างดี จุดอ่อนของไซเลนเซอร์มาจากที่พวกเขาเชื่อใน “สเปลอิมมูนิตี” มากจนเกินไป ทักษะนี้ใช้ได้ผลกับเวทมนตร์ดีกว่ากับพลังจิตเสียอีก มันทำให้ไซเลนเซอร์ส่วนใหญ่ละเลยที่จะหลบหลีกการโจมตีเวทมนตร์ อัลโตจึงเน้นให้เวเนฝึกฝนทักษะเสริมที่เขาและเธอช่วยสร้างขึ้น
ทักษะใหม่คือทักษะเสริมให้กับคาถาสแตนด์สติลโดยเฉพาะ หลักการของทักษะนี้คล้ายกับพลังพิเศษของไซเลนเซอร์ เวทมนตร์เดียวที่ทรงพลังมีประโยชน์กว่าเวทมนตร์หลากหลายแต่ใช้การจริงไม่ได้
“ถ้าเวทสแตนด์สติลนี่ล่ะก็… ต่อให้เป็นเจ็ดปีศาจสงครามข้าก็น่าจะหยุดไว้ได้”
…ถ้าไม่กี่นาทีนะ… เวเนแอบคิดในใจ
อีริธเทวนตีไม่ยอมให้แผนของเวเนเป็นไปโดยราบรื่น เขาพุ่งเข้าใส่เวเนแต่ก็ถูกเจเนวีฟเข้ามาขัดขวาง เธอประเดิมการโจมตีแรกด้วย “อันโฮลีโบลท์” เวทที่เหมือนกับลูกศรศักดิ์สิทธิ์ที่พาลาดินกับนักบวชชอบใช้ แต่แทนผลของธาตุแสง เวทมนตร์นี้เคลือบแฝงไปด้วยคำสาปอันชั่วร้าย
ไม่ใช่แค่อีริธเทวนตีเท่านั้นที่พยายามหยุดเวเน อีริธเทอร์ตีทูก็ผละจากโซนาตาและพุ่งเข้าหาเวเนเช่นกัน กำปั้นของเขากำลังจะป่นกะโหลกศีรษะเธออยู่แล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าอีริธทเวลฟ์ถูกอลินาสลับที่มาแทน เขาใช้ปืนคู่หยุดหมัดของอีกฝ่ายไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
“เจ้าแก่นี่ ระวังหน่อยสิ เกือบโดนหน้าฉันเลยนะ” อีริธร่างเด็กโวยวายใส่
“ถ้าฉันไม่หยุดก่อน คิดเหรอว่านายจะรับไว้ได้” อีริธวัยกลางคนถอนหายใจ “นี่ฉันเคยเป็นเด็กปากเสียขนาดนี้ด้วยเหรอ”
อลินาและโซนาตาคือสองคนที่สามารถเข้าปะทะได้โดยตรง เจเนวีฟแม้จะใช้เวทมนตร์เสริมพลังแล้วแต่เธอก็ยังด้อยกว่าอีริธร่างเด็ก หน้าที่หลักของเธอจึงเป็นการร่ายเวทเพื่อสนับสนุนพวกเดียวกันและคอยขัดขาศัตรู
“แบททรานส์ฟอร์ม” เจเนวีฟกลายร่างเป็นฝูงค้างคาวหลบการโจมตีของอีริธวัยหนุ่มไปได้ เธอพบว่าดาบของเขาไม่เพียงแค่มีความคมที่น่ากลัวแต่มันสามารถดูดพลังงานของอีกฝ่ายได้ด้วย นี่คือวิชาที่อีริธถ่ายทอดให้เจลรัล
กร๊อบบ
โซนาตาเตะก้านคอของร่างเด็กเต็มเหนี่ยว เสียงกระดูกคอร้าวดังลั่นอย่างน่าสยอง แม้จะใช้การสลับที่ที่ยืมมาจากอลินาแต่เขาก็ต้องหาจังหวะอยู่นานถึงจะโจมตีได้เหมาะเหม็ง ร่างของอีริธทเวลฟ์ลอยละลิ่วจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านซึ่งโซนาตาก็ใช้การสลับที่กับสิ่งของรอไว้แล้ว
กร๊อบบบ
เสียงกระดูกคอดังอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนมั่นใจว่ามันไม่ใช่แค่ร้าวแน่นอน ร่างเด็กนี้แม้จะมีกำลังวังชาของวัยรุ่นแต่ด้านประสบการณ์แล้วเขาเทียบกับโซนาตาไม่ได้เลยสักนิด การโจมตีครั้งนี้ทำให้ร่างซัมมอนเสื่อมสลายไปหลงเหลือไว้แต่ปืนคู่ที่ร่างจริงใช้
ร่างหนึ่งล้มลง แต่อีกร่างกลับลุกขึ้น เวเนไม่สามารถใช้สแตนด์สตีลหยุดอีริธร่างจริงได้แล้ว มันไม่ใช่แค่พลังเวทมนตร์ที่ใช้ แต่เธอไม่สามารถหยุดเขาได้อีกโดยใช้แรงเท่าเดิม
“เวเนต้องพัก ทางนั้นคนที่อ่อนแอที่สุดหายไปหนึ่งแต่ตัวปัญหาที่สุดดันเป็นอิสระแล้ว”
“ข้ายังไหว และพวกเค้าก็ยังไหว” เวเนโบกไม้เท้าไปมา เหล่าแฟรีที่พักอยู่ทยอยกันออกมา พวกเขาและเธอยังไม่ฟื้นตัวจากการต่อสู้กับเรวาเรนท์ แต่ทุกคนก็มีกำลังใจดีเยี่ยม อย่างน้อยการสู้กับอีริธก็น่ากลัวน้อยกว่ากองทัพอันเดด
“งั้นก็ดีเลย ไม่ต้องใช้สแตนด์สตีลแล้ว เธอกับพวกแฟรีคอยสนับสนุนทุกคนก็แล้วกัน”
“ไว้ใจพวกข้าได้เลย” เวเนฉีกยิ้มกว้าง ส่วนแฟรีทุกคนก็หันมาตะเบ๊ะเลียนแบบทหารของโซนาตา