Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 82: การเดินทางที่ใกล้ถึงจุดจบ
ณ หลุมลึกที่เกิดจากการระเบิด
แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วแต่สภาพของบริเวณนี้ยังเต็มไปด้วยกลิ่นของความตาย ร่างที่ไหม้เกรียมของอารันเนก็เริ่มปริแตกออก ภายในผิวหนังไหม้เกรียมมีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว ร่างใหม่กำลังขยายขนาดขึ้นและดัน “คราบ” เดิมให้หลุดร่วงไป
มันคือพลังในการสร้างร่างใหม่ อารันเนรอดตายมาได้เฉียดฉิวหรืออาจจะเรียกได้ว่าเธอตายมาแล้วหนหนึ่งก็ได้
“แก….” เธอคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอโกรธขนาดนี้มาก่อน และก็ไม่มีใครที่เธอทำให้เธอต้องเฉียดตายได้ขนาดนี้
แผลทั้งหมดหายไป ท่อนล่างและแขนขาที่เสียไปได้กลับคืนมาหมดแล้ว แต่ฝันร้ายยังไม่จบสิ้น อารันเนรู้สึกถึงบรรยากาศเป็นพิษที่ยังอบอวลอยู่โดยรอบ เธอไม่รู้ว่าฝุ่นกัมมันตภาพรังสีคือสิ่งใด แต่เธอแน่ใจว่าพิษร้ายที่หลงเหลือสามารถฆ่าเธอได้
แล้วกระบวนการเดิมก็เกิดขึ้นซ้ำอีก ร่างของอารันเนกำลังปริแตก ครั้งแรกในรอบหลายพันปีที่เธอต้องลอกคราบซ้ำในเวลาใกล้กันขนาดนี้ นี่มันอาจจะลดอายุขัยของเธอ แต่อารันเนไม่มีทางเลือก
แตกต่างจากครั้งที่แล้วที่เป็นคราบไหม้เกรียม ผิวหนังสด ๆ ของเธอถูกลอกออก และร่างใหม่ที่สมบูรณ์กว่าก็ถือกำเนิดขึ้น
อารันเนเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ เธอใช้พลังกาย เวทมนตร์ และพลังใจไปจนแทบหมดสิ้น แต่ท้ายที่สุดเธอได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ ด้วยร่างใหม่นี้ไม่เพียงแค่เธอจะไม่ต้องกลัว “พิษประหลาด” ที่หลงเหลือจากการระเบิด มันยังทำให้เธอดูดกลืนบางส่วนของพิษที่ว่ามาเป็นอาวุธใหม่ด้วย เธอไม่เพียงแค่รอดตายมาได้แต่ว่ายังแข็งแกร่งขึ้นอีก
ฟุบ
เสียงบางอย่างเคลื่อนไหว ทำให้อารันเนต้องหาต้นตอของเสียง เธอประหลาดใจมากเพราะแรงระเบิดควรจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากเธอสูญสลายไปหมด แต่เมื่อมองหาให้ดีเธอก็พบว่าตนเองไม่ได้อยู่ใน “ก้นหลุม” จากการระเบิดตามลำพัง
ร่มของโรมิเอลยังอยู่ตรงนั้น มันลอยอยู่เหนือพื้นดินเพียงแค่เล็กน้อย สิ่งที่อยู่ภายใต้ร่มคือร่างที่รุ่งริ่งของโรมิเอล เขาเองก็รอดมาจากการระเบิดได้เช่นกัน
สภาพของโรมิเอลทำให้อารันเนสับสน ทั้งร่ม ทั้งคน ไม่มีร่องรอยความเสียหายจากระเบิดแม้แต่น้อย ราวกับพวกเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นตอนที่เกิดเรื่อง บาดแผลทั้งหมดที่เขามีคือบาดแผลที่เธอสร้างให้ทั้งนั้น
อารันเนเดาว่าร่มคงมีพลังที่เธอไม่รู้จัก เธอไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าโรมิเอลเองรู้ตัวหรือไม่ด้วยซ้ำตอนที่ใช้พลังนี้ออกมา ถ้าเขามีพลังแบบนี้เขาควรจะใช้มันสู้กับเธอตั้งแต่แรก
“ไม่สิ หรือว่ามันตั้งใจเก็บพลังนี้เอาไว้ใช้กับระเบิด” อารันเนวิเคราะห์แล้วก็เผลอยิ้มออกมา
“แต่เสียใจด้วย สุดท้ายคนที่รอดก็คือข้า ส่วนเจ้าก็กำลังจะตาย”
เธอเดินเข้าไปใกล้ร่างของโรมิเอล เขตแดนที่ร่มสร้างกำลังหายไป อารันเนแน่ใจว่าหากเป็นตอนนี้ร่มของเขาคงไม่สามารถต้านทานการโจมตีของเธอได้ ใยของเธอค่อย ๆ ยกร่างของโรมิเอลขึ้นอย่างช้า ๆ เธอต้องการเห็นใบหน้าตอนตายของเขาให้เต็มตา
“ไล่ต้อนข้าได้ขนาดนี้ต้องขอชมเชย แต่มันจบแล้วล่ะ”
กร๊วม ๆ ๆ
เธอหันไปมองด้วยความตระหนก ตรงคราบที่เธอลอกทิ้งไว้ บางสิ่งกำลังกัดกินมันอยู่ อารันเนเพื่อรู้ตัวว่าร่มของโรมิเอลเล็ดรอดสายตาของเธอไป ตอนนี้มันกลายเป็นร่างปีศาจและกำลังกัดกินซากเก่าของเธอ
โรมิเอลที่ควรจะปางตายหลุดออกจากใยที่ตรึงเขาไว้ เขาถอยไปตั้งหลักใกล้กับที่บรอลกำลังสวาปามคราบของอารันเน และตอนนี้ปีศาจร่มเพิ่งเสร็จกิจกับอาหารมื้อใหญ่
“บาดแผลของแก” อารันเน มองร่างของโรมิเอล ชุดของเขาเต็มไปด้วยรูพรุนเท่ากำปั้น แต่บัดนี้แผลทั้งหมดได้หายไปแล้ว
“เฮ้อออ อิ่มแปล้เลย” บรอลเรอเสียงดัง
“ดูเหมือนจะรอดมาได้นะ” โรมิเอลสำรวจตัวเองและพบว่าตนกลับมาในสภาพที่สมบูรณ์แล้ว และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่นั้น ไม่ใช่แค่อารันเนที่ได้พลังใหม่เขาได้รับพลังใหม่มาเพิ่มด้วยเช่นกัน
ถ้าเป็นสภาพสมบูรณ์ อารันเนแน่ใจว่าเธอสามารถจัดการกับโรมิเอลได้แน่นอน แต่สถานการณ์กลับตาลปัตรเสียแล้ว เธอใช้พลังทั้งหมดไปกับการวิวัฒนาการที่ขณะที่คู่ต่อสู้มีพลังเหลือล้นจากสภาพเกิดใหม่
มันช่างน่าอับอาย แต่อารันเนไม่มีทางเลือก เธอจำเป็นต้องฟื้นฟูกำลังก่อนถึงจะล้มเขาได้ กำลังน้อยนิดที่เหลือถูกส่งไปที่ขาทั้งแปดก่อนที่จะกระโจนหนีสุดตัว
ฟึบบบ
ภาพทิวทัศน์แปลกไปชอบกล เธอเห็นภาพทุกอย่างหมุนติ้วอย่างผิดแปลก เดี๋ยวก็ภาพท้องฟ้า เดี๋ยวก็ภาพผืนดินที่ยังคงลุกไหม้ ควันหนาที่ยังปกคลุมทั่วบริเวณยิ่งทำให้เธอสับสน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมเธอถึงไม่สามารถขยับร่างกายได้อย่างใจคิด
อารันเนไม่รู้ตัวว่าคอของตัวเองขาดกระเด็นไปแล้ว เส้นใยคมกริบถูกโรมิเอลขึงเอาไว้เพราะเขามั่นใจว่าเธอจะถอยไปตั้งหลักซึ่งเป็นสิ่งที่เขาจะยอมไม่ได้
…ข้าอารันเนแพ้งั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้…
ผลลัพธ์ได้ปรากฏให้เห็นในแต่ละสนามต่อสู้ โรมิเอลเอาชนะอารันเนมาได้แต่เขาก็ถึงขีดจำกัดแล้ว สปีดพบเขาในจุดที่ห่างจากการระเบิดจึงรีบพาตัวเขากลับมาพักฟื้นที่มิเนอร์วา และโดยไม่ได้พักหายใจสักนิดสปีดก็ต้องขับเพกาซัสตระเวนรับคนกลับมาอีกหลายต่อหลายรอบ เขาพบกาเรนที่เพิ่งทำหลุมศพให้กับใครบางคน จากนั้นอีกไม่นานก็พบกับกลุ่มอลินาที่ล่วงหน้าไปก่อน
“มาพอดี พาพวกเราไปส่งข้างหน้าเลย” อลินารีบพูด
“แต่อย่าเข้าไปใกล้เกินนะ เดี๋ยวจะโดนลูกหลงเอา” อัลโตเตือน วันนี้มีคนต้องตายมากเกินไปแล้ว เขาไม่อยากให้ใครต้องเข้าไปเสี่ยงอีกโดยไม่จำเป็น
“เราชนะใช่ไหมครับ” สปีดถามด้วยเสียงกังวล นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพวกไซเลนเซอร์ทำหน้าเครียดแบบนี้
“ต้องบอกว่าโชคดี… ศัตรูแกร่งมาก จะมีใครตายก็ไม่แปลกเลย” อลินาถอนหายใจ
อลินาคิดมาตลอดว่าพวกตนไร้เทียมทาน ไม่ว่าจะเป็นสงครามแบบไหน มนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาด หรือแม้แต่ไซเลนเซอร์ด้วยกัน ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรพวกเธอก็จะสามารถเอาชนะผ่านมาได้เสมอ แต่ศึกครั้งนี้ทำให้เธอเริ่มเปลี่ยนความคิด
ซีน… เนเธอร์เวิลด์… โลกนี้มีศัตรูที่แม้แต่เธอหรือแม้แต่โซนาตาก็อาจจะรับมือไม่ไหว บางทีข้างนอกนั้นอาจจะมีใครบางคนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเจ็ดปีศาจสงครามซ่อนตัวอยู่ก็ได้
“เราต้องแข็งแกร่งให้ได้มากกว่านี้” อลินาพึมพำ
“ไม่ก็ต้องมีพรรคพวกมากกว่านี้” กาเรนรำพึง เขาจินตนาการดูว่าจะเป็นเช่นไรหากไซเซอร์กับเขาสามารถเป็นเพื่อนกันได้ บางทีตอนนี้เธออาจจะกำลังนั่งข้าง ๆ เขาและช่วยออกแบบแผนการว่าจะรับมือกับนูเอลอย่างไร
สปีดลดความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้สนามต่อสู้ เขาทำตามที่อัลโตแนะนำและจอดลงแถวนั้น ในใจรู้สึกเจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้
“กลับไปรอที่มิเนอร์วาก่อนก็ได้” อัลโตเตือนอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง ความใจดีของเขาทำให้เวเนชักสงสัยว่าเขาทำแบบนี้กับสาว ๆ คนอื่นด้วยหรือเปล่า
“ผมอยากรอตรงนี้ครับ ถ้าการต่อสู้จบจะได้รับกลับได้ทันที”
“แถวนี้ไม่ปลอดภัยหรอก หรือจะบอกว่าที่เนเธอร์เวิลด์ไม่มีที่ปลอดภัยก็ได้ เดวัลโผล่มาตัวเดียวก็ฆ่านายได้แล้ว” เวเนก็ช่วยเกลี้ยกล่อมด้วยอีกคน
สปีดไม่มีทางเลือก เขาไม่ใช่คนขี้ขลาดแต่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ที่กลุ่มอะบีสจะเสียนักบินเพียงคนเดียวไป เขาตัดสินใจกลับไปรอที่มิเนอร์วาและภาวนาขอให้ไม่เกิดความสูญเสีย