Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 86: เด็กชายต้องสาป

เซกัน เอเทเซีย
เรื่องราวเริ่มต้นจากคำทำนายที่กล่าวถึงยุคแห่งความทุกข์เข็ญ สงคราม โรคร้าย ธรรมชาติที่วิปริต ทุกหย่อมหญ้าของทวีปล้วนถูกชโลมไปด้วยเลือดและคราบน้ำตา มันคือยุคที่เลวร้ายที่สุดของดินแดนแห่งนี้
ต้นตอของความเลวร้ายนั่นเริ่มมาจากชายผู้หนึ่ง เขาคือคนที่เกิดมาพร้อมกับคำสาปต่ำทรามที่ไม่ได้จะแผดเผาเพียงตัวเขาเอง แต่มันพร้อมที่จะนำความวิบัติแพร่ไปสู่ทุกผู้ทุกคนรอบตัวเขา และท้ายที่สุดมันจะนำพาความชั่วร้ายนี้แปดเปื้อนไปทั้งดินแดนแห่งนี้
ในช่วงแรกมันเป็นแค่คำทำนายที่มีคนรู้กันเพียงแค่หยิบมือ เหตุเพราะคำทำนายเหล่านี้จะถูกส่งต่อกันอย่างลับ ๆ โดยกษัตริย์เอเทเซียแต่ละรุ่น จนกระทั่งวันหนึ่งบางส่วนของคำนายก็หลุดออกมาสู่โลกภายนอกอย่างเป็นปริศนา
ผู้คนส่วนใหญ่ถูกบังคับให้ต้องเชื่อคำทำนายเหล่านั้น เนื้อหาของคำทำนายเก่าได้พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นความจริง และแม้แต่เรื่องสำคัญที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้นตรงตามบันทึกไว้อย่างตรงไปตรงมาชนิดที่ไม่ต้องมาคาดเดาจากคำใบ้
คำทำนายของดานิกาไม่เคยผิดพลาด พวกเขาเชื่อฝังหัวแบบนั้นไปแล้ว
…และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เรื่องราวของชายหนุ่มผู้ต้องสาป เรื่องราวของชายที่ยังถูกถกเถียงกันจนถึงทุกวันนี้ เขาคือวีรบุรุษ คนลวงโลก หรือว่าเป็นแค่เหยื่อคนหนึ่งที่ถูกสังคมระบายภาพของปีศาจให้
ในปี 9110 วันที่ เดือน และปีที่ถูกระบุในคำทำนาย ทารกจำนวนหลายร้อยชีวิตได้ถูกสังเวยให้กับความเชื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ “เด็กต้องสาป” ถือกำเนิดขึ้น ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้ลุกขึ้นมาจัดการสิ่งที่ทางการนิ่งเฉย เป็นความเลวร้ายที่แม้แต่คนจิตใจต่ำทรามที่สุดยังต้องเบือนหน้าหนี หลายครอบครัวต้องเสียสมาชิกที่เพิ่งเกิดใหม่ไปโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กที่เกิดมาจะเป็นเด็กต้องสาปในคำทำนายจริงหรือไม่ หรือว่าพวกเขาก็แค่โชคร้ายที่เกิดในวันอัปมงคล
“นี่… รู้แล้วเงียบไว้นะ เขาลือกันว่าองค์ชายองค์ที่สองก็กำเนิดในวันนั้น” ชาวบ้านรายหนึ่งเริ่มเรื่อง
“พูดเป็นเล่น” อีกคนสีหน้าเหมือนไม่เชื่อ “ทำไมถึงลือกันแบบนั้นได้”
“เพราะไม่มีการจัดงานฉลองหรือประกาศอะไรเลยไงล่ะ ไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ”
“ไม่จริงมั้ง ถ้าเป็นเด็กในคำทำนายจริงก็คงถูกประหารไปแล้วแหละ”
“เฮ้ย อย่าเอาลูกชาวบ้านไปเทียบสิ เรากำลังพูดถึงเจ้าชายนะ ถึงเป็นตัวกาลกิณีจริงก็ไม่ถูกประหารหรอก”
“ถ้าเป็นจริงโดนประหารไปอาจจะทุกข์น้อยกว่า”
“ชู่วว… อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวใครก็มาได้ยินหรอก”
นี่คือเรื่องราวของเขา เซกัน เอเทเซียโอรสพระองค์รองในกษัตริย์บาริกัน เอเทเซียแห่งเอเทเซีย… โซนาตาอ่านถึงตรงนี้แล้วก็ขมวดคิ้ว “เซกัน” คือชื่อที่เขารู้สึกคุ้นเคย เขาแน่ใจว่าเคยได้ยินมาก่อน
“ใช่แล้ว มันคือชื่อที่เคยเห็นแต่ถูกลบเลือนไป ชื่อที่ดาบจันทราฮาร์เบลเคยพยายามบอกเขา”
จากที่อ่านอย่างไม่ได้ใส่ใจในตอนแรก โซนาตาเริ่มอยากรู้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มากขึ้น เขาจึงเริ่มอ่านต่ออย่างตั้งใจ
แม้จะเป็นเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ชีวิตของเซกันไม่ได้สวยงามเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ มันตรงกันข้ามเลยทีเดียว มันมืดมน สิ้นหวัง และชวนให้หมดเรี่ยวแรงยิ่งกว่าชีวิตสามัญชนทั่วไปต้องเผชิญ
เพียงหนึ่งปีหลังจากลืมตาดูโลก เหตุอาเพศก็เกิดขึ้นไม่เว้นวัน ทุกอย่างเป็นไปตามคำทำนายไม่ผิดเพี้ยน แมลงศัตรูพืชทำให้พืชผลเสียหาย เกิดความอดอยากไปทั่ว ตามมาด้วยโรคระบาดที่ทำให้ทุกเมืองเต็มไปด้วยซากศพที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
มันก็แค่เหตุร้ายที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกยุคทุกสมัย แต่เมื่อมีคำทำนายชี้นำแล้ว ทุกคนก็พร้อมใจที่จะเชื่อ พวกเขาต้องการกล่าวโทษอะไรสักอย่างโดยไม่สนว่ามันจะจริงหรือไม่
ในปีเดียวกัน ความตึงเครียดได้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เมื่อแรงกดดันจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น พวกเขาเรียกร้องให้เอเทเซียจัดการทำอะไรบางอย่างกับ “เด็กต้องสาป” และเมื่อไม่ได้รับคำตอบที่พอใจเรื่องก็ลุกลามขึ้น
มันอาจจะเป็นแค่ข้ออ้าง แต่หลายอาณาจักรมองว่านี่คือจุดอ่อนที่พวกเขาสามารถงัดมาข่มขู่เอเทเซียได้ตามใจชอบ พวกเขาเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เป็นไปไม่ได้
ฟังดูเหมือนเรื่องชวนหัว ใครจะไปคิดว่าเพียงแค่คำทำนายจะจุดไฟสงครามได้ แต่มันเป็นแบบนั้นเสมอมา ความเชื่อที่แตกต่าง แนวคิดทางการเมือง ทุกอย่างที่ขัดแย้งเพียงเล็กน้อยก็สามารถลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้เสมอ
ปี 9111 แม้จะเป็นปีนี้จะยังเต็มไปด้วยข่าวร้าย แต่อย่างน้อยสำหรับชาวเรฟลินตันพวกเขาก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง
คาฟาร์ โรดอสเดินวนเป็นวงกลมอย่างว้าวุ่น มีเวียภรรยาของเขาเจ็บท้องมาตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อน เขาเพิ่งมีลูกเป็นคนแรกจึงช่วยไม่ได้ที่จะกังวลจนนั่งไม่ติดเก้าอี้
“ใจเย็น ๆ ก่อนนะเจ้าคะ” สาวใช้เริ่มตาลายเมื่อเห็นเจ้านายของเธอเดินไปทางนั้นทีเดินไปทางนี้ที
“จะเป็นอะไรไหมนะ มีเวียยิ่งร่างกายไม่แข็งแรงด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” แม่นมที่ถูกเรียกให้มาเตรียมพร้อมไว้พูดปลอบใจ ในใจเธอเองก็เริ่มเป็นห่วงเพราะมันเริ่มจะนานกว่าที่คิดไว้
“ขออย่าให้คำสาปของเอเทเซียมาจนถึงนี่เลย” สาวใช้รุ่นน้องกระซิบกระซาบ
“ตบปากเจ้าเลยนะ อย่าพูดถึงสิ่งไม่มงคลแบบนั้น” สาวใช้คนแรกไม่ว่าเปล่า เธอหยิกรุ่นน้องจนช้ำเป็นจ้ำ ๆ ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่กล้าแม้แต่จะร้องเสียงดัง
แล้วนาทีต่อมาแม่นมก็ถูกเรียกเข้าไปในห้อง จากนั้นไม่นานเกินรอเสียงร้องไห้ก็ดังขึ้น ทุกคนเข้าใจได้ในทันทีว่าช่วงเวลาแห่งการลุ้นระทึกได้จบลงแล้ว
คาฟาร์ปรี่เข้าไปในห้องทำคลอดโดยไม่สนพวกสาวใช้อีกหลายคนที่ห้ามปรามไว้ เขาปรี่เข้าไปจับมือภรรยาเอาไว้ในขณะที่กำลังมองทารกตัวน้อยที่กำลังได้รับการทำความสะอาด
“ชายหรือหญิง” เขาถาม
“องค์หญิงค่ะ” ภรรยาตอบเสียงแผ่วเบา
“งั้นเหรอ” เสียงฟังดูผิดหวังอย่างปิดไม่มิด
“ข้า… ขอโทษ”
“ยังมีโอกาสอีก” คาฟาร์อยากบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ภรรยาของเขาต้องขอโทษ แต่แล้วเขากลับพูดประโยคที่มาจากใจจริงไปเสียแทน เขายังเชื่อว่าครั้งหน้าอาจจะได้ลูกชายอย่างใจหวัง
“ชื่อที่ท่านเตรียมไว้คงไม่เหมาะเสียแล้ว” มีเวียพูดเสียงเศร้า
“นั่นสิ มันเป็นชื่อที่เหมาะกับผู้ชายนี่ งั้นเจ้าก็ตั้งให้เองก็แล้วกัน อะไรก็ได้” คาฟาร์ยิ้มแต่ปิดบังสีหน้าแห่งความผิดหวังไว้ไม่มิด “บางทีคนต่อไปอาจจะได้ใช้ชื่อที่เตรียมไว้”
แล้วสุดท้ายเขาก็ไม่ได้ตั้งชื่อให้กับลูกสาวด้วยตนเอง มีเวียยังไม่ได้หมดหวัง เธอแน่ใจว่าลูกคนนี้สักวันจะทำให้บิดาของเธอภาคภูมิใจได้ มีเวียตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่ากราเทีย…
กราเทีย โรดอสอีกหนึ่งตัวละครที่จะมีความสำคัญในเรื่องราวต่อไป…
ในปี 9113 หรือสามปีหลังจากเซกันถือกำเนิด ลัทธินอกรีตก็ถือกำเนิดขึ้นมาเช่นกัน พวกเขาคือผู้ศรัทธาในคำทำนาย แต่แทนที่จะหวาดกลัวและทำทุกอย่างเพื่อแก้ไข ลัทธิชั่วร้ายกลับมีแนวคิดอันตรายยิ่งกว่านั้น พวกเขามองว่ามนุษย์สมควรสูญสิ้น และเด็กต้องสาปคือผู้ปลดปล่อยที่แท้จริง
พวกเขาเรียกตัวเองว่า “เฟท” ที่มาจากชื่อเต็มว่า “ฟอลโลเวอร์ออฟเดอะทรูเฟท”
ลัทธิบ้าคลั่งนี้ซ้ำเติมทำให้ทุกอย่างที่แย่อยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิมหลายเท่า พวกเขาทำให้โรคระบาดแพร่กระจายกว่าเดิม ถ้าสมาชิกในลัทธิเกิดติดเชื้อ นอกจากไม่รักษาแล้วพวกเขายังหาวิธีทำให้ผู้อื่นติดไปด้วย
พวกเฟทมีสมาชิกหลายคนอยู่ในแวดวงคนชั้นสูง บางครั้งพวกเขาก็ยุยงปลุกปั่นจนเกิดปะทะ หรือแม้แต่ฆ่าคนที่เข้ามาขัดขวาง ทั้งหมดทำไปเพียงเพราะต้องการสนองความเชื่อว่ามนุษย์ไม่สมควรอยู่ต่อไป
ทุกครั้งที่กลุ่มเฟทสร้างปัญหา แน่นอนว่าไม่ใช่แค่สมาชิกของลัทธิเท่านั้นที่ถูกสาปแช่ง เด็กสามขวบผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรอย่างเซกันก็จะถูกกล่าวโทษไปด้วย
บางคนที่ยังมีสติและความยุติธรรมพออาจคิดได้ว่าไม่ควรเอาทุกอย่างไปลงกับเด็กคนหนึ่ง แต่มันยากที่จะหาใครสักคนที่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเขา เด็กแปลกหน้าที่ถูกมองเป็นศูนย์กลางของปัญหาทั้งมวล ไม่ว่าใครก็มีครอบครัว มีคนที่ตนต้องห่วงใย ไม่มีใครอยากออกตัวแทน แม้แต่บิดาและมารดาของเซกันเองก็ตาม
“เขาต้องผ่านมันไปให้ได้” ชาวบ้านชราคนหนึ่งในหมู่บ้านพูดไม่เต็มเสียง เขากำลังคุยกับหลานชายที่รู้สึกว่าเรื่องของเจ้าชายองค์รองเป็นเรื่องที่ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย
“เขาเป็นแค่เด็กน้อยนะปู่”
“แต่เขาเป็นองค์ชายนะ ชาวบ้านอย่างพวกเราทำอะไรไม่ได้หรอก” พ่อของชายหนุ่มเตือนลูกตัวเองไม่ให้คิดทำอะไรเกินตัว
“อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย” ชายแก่ปราม “อย่างที่พ่อของเจ้าบอก เราทำอะไรไม่ได้หรอก แล้วก็อย่าได้เที่ยวไปพูดเรื่องนี้กับคนอื่นล่ะ ระวังชาวบ้านเขาจะเกลียดเจ้าไปด้วย”
ชายหนุ่มได้ยินก็ยืนคอตก ในใจรู้สึกสงสารเจ้าชายจนจับใจ แต่ทั้งพ่อและปู่ของเขาก็พูดไม่ผิด เขาเป็นแค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่มีครอบครัวที่ต้องดูแล เรื่องแบบนั้นเขาคงต้องปล่อยให้ใครสักคนทำให้แทน
บางทีคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้หลงไปกับคำทำนายก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกับเขา ทุกคนเชื่อว่าคงมีใครบางคนลุกขึ้นมาสู้ในส่วนที่ตนเองไม่สามารถทำได้ แต่มันไม่เคยมีคนที่ว่า…
ปี 9119 เป็นปีที่องค์ชายเซกันอายุเก้าปี สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ดีขึ้น โรคระบาดที่เคยหายไปพักหนึ่งกลับมาใหม่และร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม ทุกเมือง ทุกหมู่บ้าน ทุกอาณาจักรเต็มไปด้วยซากศพจากโรคร้าย
แต่ความหวังของผู้คนทั้งทวีปกลับมาอีกครั้งเมื่อลัทธิฟอลโลเวอร์ออฟเดอะทรูเฟทถูกกวาดล้างจากการร่วมมือของหลายประเทศ เหล่าแกนนำถูกสังหารระหว่างการจับกุม สมาชิกทั้งหมดถูกดำเนินคดีและตัดสินประหารชีวิตโดยการไต่สวนที่รวบรัด เชื่อกันว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องติดร่างแหและถูกประหารไปด้วยไม่น้อยกว่าหมื่นชีวิต
และในปีเดียวกันนี้ ก็เกิดเรื่องสำคัญอีกเรื่อง…
องค์ชายเซกันในวัยเก้าขวบเหม่อมองดวงจันทร์จากหน้าต่าง เขาสงสัยว่าทำไมดวงจันทร์ถึงมีอยู่ถึงเก้าดวงมากกว่าที่จะสงสัยว่าทำไมตนถึงถูกขังอยู่ในคุกสี่เหลี่ยมที่มีเพียงช่องอากาศเล็ก ๆ กับประตูเหล็กที่หนาและหนักจนคน ๆ เดียวไม่สามารถเปิดได้
“อาหาร” เสียงของทหารเฝ้ายามดังขึ้น จากนั้นช่องเล็ก ๆ ที่ประตูก็เปิดออก ถาดใส่อาหารถูกสาวใช้ดันเข้ามาในห้อง
“ขอบคุณครับ” เด็กน้อยกำลังจะยื่นมือออกไปดึงถาดเข้าหาตัว แต่สาวใช้ตกใจที่เห็นเขาเข้ามาใกล้ เธอกรีดร้องและปล่อยให้ถาดหลุดมือ
เซกันคว้าทุกอย่างไว้ได้ ขนมปังแข็ง ๆ แก้วน้ำ จานสลัด ถ้วยใส่เนย จานเล็ก ๆ ที่มีแฮมอยู่ชิ้นเดียว เด็กน้อยเร็วพอที่คว้าทุกอย่างไว้ได้หมด เขาส่งยิ้มให้กับใบหน้าที่เห็นได้เพียงครึ่งเดียวผ่านช่องว่างสำหรับส่งอาหาร แต่สายตาที่มองกลับมามันไม่ใช่สายตาขอบคุณที่เขาช่วยไม่ให้ทุกอย่างเละเทะ แต่เป็นสายตาที่กำลังมองสัตว์ประหลาด
เขาไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองสาวใช้ เซกันแค่รู้สึกเศร้าที่ความหวังดีของเขาทำให้อีกฝ่ายกลัว มันทำให้เขาหวนนึกถึงสาเหตุที่เขาต้องถูกขังอยู่ในหอคอยแบบนี้
ตั้งแต่จำความได้เซกันก็พบว่าเขามีเรี่ยวแรงเหนือกว่าคนทั่วไป ท่านพ่อของเขากษัตริย์บาริกันเคยทำการทดสอบหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเซกันแตกต่างจากผู้อื่น
เซกันเคยคิดว่าหากเขาทำตามที่บอก บางทีท่านพ่อและท่านแม่อาจจะรักตนเหมือนที่รักพี่ชายก็ได้ เด็กน้อยจึงตอบสนองทุกอย่างที่ท่านพ่อของเขาต้องการ เมื่อครึ่งปีก่อนเขาสามารถล้มอัศวินคนหนึ่งได้ แต่แทนที่จะได้รับคำชม ผลตอบแทนของความพยายามคือห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้
“เพื่อความปลอดภัย เจ้าอยู่ในนี้แหละ” ราชาบาริกัน… พ่อของเขาบอกแบบนั้น เซกันรู้ดีแก่ใจว่าไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเอง แต่เป็นความปลอดภัยของคนอื่น
เขาอยากมีเพื่อน อยากได้วิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่น อยากได้รับความรักจากท่านพ่อและท่านแม่ แต่ความปรารถนาทั้งหมดยากเกินกว่าจะไขว่คว้ามาด้วยสองมือเล็ก ๆ นี้
…บางทีหากโตขึ้น เราอาจจะทำได้ก็ได้ ต้องมีสักอย่างที่ทำให้ทุกคนภูมิใจ… เขาปลอบใจตัวเอง
เซกันไม่รู้เลยว่าเขาอาจจะไม่มีโอกาสที่ว่า ในคืนนั้นประตูเหล็กได้ถูกเปิดออก
“ท่านหนีไป” สาวใช้และทหารรายหนึ่งช่วยกันเปิดประตู
“หนี… หนีไปไหน เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”
“ไม่มีเวลาแล้วนะ” ทหารเร่งสาวใช้ “ข้าไม่อยากเกี่ยวกับเรื่องนี้มากไปกว่านี้”
“ฟังนะคะ ข้าไม่มีเวลาอธิบาย แต่ราชากำลังจะมาฆ่าท่าน ท่านต้องหนี!”
“ท่านพ่อจะฆ่าข้า… ท่านล้อข้าเล่นแน่เลย” เด็กน้อยปากบอกไม่เชื่อ แต่น้ำตาเขาเริ่มปริ่ม ภาพในอดีตที่ท่านพ่อเคยเกือบจะฆ่าเขาหลายต่อหลายครั้งผุดขึ้นมา
มีครั้งหนึ่งที่เซกันทำให้ผู้เป็นพี่ชายได้รับบาดเจ็บระหว่างที่สองพี่น้องเล่นกัน ผลคือเขาถูกท่านพ่อบีบคอจนหมดสติ ในตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งเข้าใจว่าตนกับพี่ชายไม่ได้อยู่ในฐานะเดียวกันตั้งแต่แรก
สาวใช้พาเซกันไปซ่อนตัวไว้ที่อีกห้องหนึ่ง เขาอยากขัดขืนแต่ก็รู้สึกกลัวจับใจจนไม่กล้าแม้แต่จะร้องขอความช่วยเหลือ
“มันหนีไปได้ยังไง” เซกันจำเสียงนี้ได้ มันคือเสียงท่านพ่อของเขา
“ทหารคุ้มกันถูกวางยาและกุญแจก็ถูกขโมยไปครับ” ทหารนายหนึ่งแก้ตัว
“มีคนรู้ว่าพระองค์จะสำเร็จโทษองค์ชาย” เซกันจำเสียงนี้ได้เช่นกัน เสียงของชายแก่ผู้นี้คือที่ปรึกษาของท่านพ่อ
“เจ้านั่น… มันจะก่อเรื่องให้ข้าอีกแค่ไหนถึงจะสาแก่ใจมัน”
“หนีไปได้งั้นเหรอ” เสียงย่ำเท้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงของผู้มาใหม่ “เด็กแค่คนเดียวปล่อยให้หนีไปได้ยังไง”
“เจ้าหุบปากไปเลย” บาริกันตะคอกใส่ “ต้องเป็นฝีมือของคนของเจ้าแน่”
“อย่ามากล่าวหาพล่อย ๆ นะ ข้าเองก็ไม่อยากเก็บเจ้าเด็กบ้านั่นไว้พอ ๆ กับท่านนั่นแหละ”
เซกันตกใจจนตัวแข็งไปหมด อีกเสียงที่เขาได้ยินคือเสียงของราชินีเควนดาริน เอเทเซีย
“ท่านแม่…” เด็กน้อยเกือบจะหลุดร้องออกมาแต่เสียงออกเขาหายไปเพราะถูกสาวใช้ปิดปากไว้แน่น เธอรู้ว่ามันดูใจร้ายแต่ขืนถูกจับได้ทุกคนคงถูกประหารกันถ้วนหน้า
มันไม่ได้ราบรื่นสักนิด แต่สุดท้ายสาวใช้ก็พาเซกันเล็ดรอดสายตาจากคนในวังได้สำเร็จ เธอพาเขาไปส่งที่อุโมงค์เก่าที่สามารถนำเขาไปสู่ภายนอกได้
“ไปซะ แล้วอย่ากลับมาอีก”
“ผมไม่รู้จะไปไหน”
“อย่ามางอแงนะ” สาวใช้เอ็ดใส่ “ข้าช่วยได้แค่นี้แหละ จะรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเจ้าเอง”
เธอเบือนหน้าหนี เหมือนกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนหากหันไปสบตากับเจ้าชายตัวน้อย เธอบอกตัวเองว่าทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว อุโมงค์นี้มีทางลอดเล็ก ๆ ที่เซกันน่าจะมุดออกไปได้ แต่เรื่องหลังจากนั้นมันเกินกว่าความรับผิดชอบของเธอแล้ว
“ขอบคุณพี่สาวนะครับ สักวัน…”
“ข้าไม่ได้ทำเรื่องอะไรให้ควรได้รับคำขอบคุณ” เธอไม่หยุดรอฟังเขาพูดให้จบและรีบจ้ำเดินหายไปในความมืด