Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 87: นิยายหรือเรื่องจริง

พัค มินอา
เซกันทำตามที่สาวใช้บอก เขาเดินไปในอุโมงค์ที่มืดมิด อุโมงค์นี้เซกันเคยได้ยินมาว่ามันเคยเป็นเส้นทางหนีฉุกเฉินที่ไม่ได้ใช้แล้วเพราะสภาพที่ทรุดโทรมจนเกินกว่าจะซ่อมแซม
เขาเดินอยู่ในความมืดนานหลายนาที ที่ปลายทางเซกันเห็นแสงสว่างลอดออกมาจากช่องเล็ก ๆ เซกันกลัวว่ามันจะถล่มลงมาทับขณะที่เขากำลังมุดไปอีกด้าน แต่เขาไม่มีทางเลือก เขาไม่มีบ้านให้ย้อนกลับไปอีกแล้ว
เด็กเก้าขวบมุ่งไปตามลำพังสู่โลกภายนอก ตามปกติสามัญแล้วเขาแทบจะไม่มีโอกาสรอดเลยสักนิด แต่เซกันก็ผ่านพ้นคืนนั้นมาได้
ถึงจะเป็นคนซื่อจนบางครั้งก็คิดว่าตนเองค่อนข้างไม่ทันคน แต่เซกันก็ยังฉลาดพอที่จะไม่เดินทะเล่อทะล่าเข้าไปในตัวเมือง ที่นั่นมีทหารอยู่เต็มไปหมด มันอาจจะมีสักคนที่จำหน้าเขาได้หรือดูออกว่าชุดโทรม ๆ ที่เขาสวมอยู่มันไม่ใช่ชุดทั่วไป
“ต้องไปให้พ้นจากเอเทเซีย” พูดจบน้ำตาก็เริ่มไหลจนนองแก้ม อย่าว่าแต่ออกจากเอเทเซียเลย ทั้งชีวิตเซกันไม่เคยย่างกรายออกนอกปราสาทเลยด้วยซ้ำ เขาจินตนาการไม่ออกว่าตัวเองจะเอาตัวรอดยังไง
แต่เขาก็ปรับตัวได้เร็วกว่าที่คิด เขาอาศัยลัดเลาะไปตามแนวป่าบ้าง พื้นที่รกร้างบ้าง อยู่ให้ไกลจากสายตาของผู้คน เก็บผลไม้ที่นาน ๆ ครั้งจะพบได้ในป่า
เซกันไม่รู้ว่าอะไรกินได้บ้าง เขากินทั้งเห็ดพิษและผลไม้พิษเข้าไปหลายขนาน มีครั้งหนึ่งที่เขาดื่มน้ำที่ขังอยู่ในซอกหินโดยไม่รู้ว่ามันเจือปนด้วยแร่ธาตุอันตราย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะสังเกตว่าไม่มีสัตว์ชนิดใดกล้าแตะต้องมัน
หากเป็นคนธรรมดา เขาก็คงตายไปแล้ว เซกันรอดตายมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะร่างกายที่มีภูมิต้านทานเหนือมนุษย์ เขาป่วยจากสารพัดอาหารและน้ำที่เป็นพิษ แต่เขาก็ไม่ตาย
กลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เลวร้าย เซกันยังก่อไฟไม่เป็น ทุกค่ำคืนเขาต้องนอนคุ้ดคู้ด้วยความหวาดผวา เขากลัวว่าในความมืดมิดจะมีสัตว์ร้ายซ่อนตัวอยู่
ในคืนที่สาม เซกันก็พบว่าความกลัวของเขากลายเป็นจริง เดวัลกินเนื้อตัวหนึ่งถูกดึงดูดเข้ามาใกล้จุดที่เขาพัก เซกันไม่มั่นใจว่าเขาจะวิ่งหนีได้ทันจึงตัดสินใจปีนต้นไม้หนี เขาไม่รู้ว่าเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้สามารถปีนต้นไม้ได้เช่นกัน
เด็กชายปีนสูงขึ้นเมื่อพบว่าเจ้าตัวประหลาดที่คล้ายกับตุ๊กแกยักษ์สามารถปีนขึ้นมาได้ เขากลัวจนร้องลั่นแต่มือก็ยังไม่หยุดปีน ส่วนเจ้าเดวัลตัวปัญหาก็ไล่กระชั้นเข้าไปเรื่อย ๆ
ในที่สุดมันก็ถึงระยะโจมตี ฟันเล็ก ๆ แต่คมกริบขย้ำเฉียดเข้าที่ขาซ้ายของเขา เซกันร้องเสียงหลง ความตกใจทำให้มือที่ยึดต้นไม้ไว้หลุดออก จากนั้นร่างของทั้งเด็กน้อยและเดวัลน่าเกลียดก็ร่วงลงมาพร้อมกัน
เจ้าเดวัลตุ๊กแกยักษ์ไม่ยอมให้เหยื่อหนีรอดไปได้ มันพยายามงับที่ใบหน้า แต่ก็ติดแขนทั้งสองข้างของเซกัน เลือดของเด็กน้อยสาดกระจายไปทั่ว
เซกันคลานหนีสุดชีวิต เขาลุกไม่ขึ้นเพราะแผลแหวะหวะที่ขาซ้าย มันโจมตีเขาซ้ำ เริ่มจากงับที่ขาขวาที่ยังดีอยู่ จากนั้นก็ตรงเข้าขย้ำไหล่ซ้าย กรามของเจ้าเดวัลตัวนี้ไม่ได้มีพลังมาก มันจึงแค่ทำให้เขาอ่อนแรงลงด้วยจำนวนแผลที่เพิ่มขึ้น
เป็นความเจ็บปวดที่หนักหนาที่สุดที่เคยรับมา เซกันเคยโดนบีบคอ ถูกต่อย และถูกเฆี่ยนตีหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาแน่ใจว่าตัวเองกำลังจะตาย
แต่อย่างน้อย เขาก็คิดว่าตายแบบนี้ก็ยังดีกว่าถูกคนที่ตนเองรักฆ่า
เซกันเกือบจะตัดใจไปแล้วถ้าไม่บังเอิญมือของเขาไปแตะเข้ากับท่อนไม้ มันเป็นท่อนไม้ท่าทางแข็งแรงและมีขนาดพอดีมือ จังหวะที่เจ้าเดวัลกำลังจะพุ่งเข้ามางับ เขาก็ฟาดมันออกไป
บึ้กกก
ไม้ฟาดเข้ากับใบหน้าของสัตว์ร้ายเต็มเปา เซกันไม่รู้ว่ามันได้ผลแค่ไหน แต่เขาก็ฟาดมันออกไปอีก
เดวัลตุ๊กแกยักษ์แน่นิ่งไปแล้ว ใบหน้าครึ่งซีกของมันแหลกเละผิดรูป มันเป็นเรี่ยวแรงที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังยากที่จะทำได้โดยใช้แค่ท่อนไม้แบบนี้ การต่อสู้จบลงโดยที่เซกันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“ขอโทษนะ”
เด็กชายรู้สึกสงสารอีกฝ่าย เขาคิดว่ามันไม่ใช่ความผิดของเดวัลตัวนี้ มันอาจจะหิวจัด เขาอาจจะเข้ามาในอาณาเขตของมัน หรือแม้แต่ว่ามันโจมตีเพราะหวาดกลัวมนุษย์ บางทีถ้าเขาไม่เข้ามาที่นี่มันอาจจะไม่ต้องมาตายแบบนี้
เลือดยังไหลไม่หยุด สติของเด็กน้อยเลือนรางจนดับวูบ เซกันในวัยเพียงเก้าขวบแน่ใจว่าตัวเขากำลังจะตาย
ใครบางคนอุ้มร่างโชกเลือดของเขาขึ้นมา เขาไม่เห็นหน้าคน ๆ นั้น
“ไม่เป็นไรแล้วนะ” เสียงที่อ่อนโยนพูดกับเขา
“นะ.. หนาวจัง”
ใครสักคนมาเจอเขา เซกันบอกกับตัวเองแบบนั้น ร่างของเขาถูกแบกไป
มันดูสับสน แต่เซกันแน่ใจว่าคู่ชายหญิงที่ช่วยเขาไว้ดูแลเขาเป็นอย่างดี เขาฟื้นมาหลายวันหลังจากวันนั้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนแรกเซกันตั้งใจจะหนีไปเพราะเขากลัวว่าทั้งคู่จะรู้ตัวจริง แต่ทั้งคู่ก็ตามหาเขาจนพบในเวลาไม่นาน ทั้งสองบังคับให้เซกันเล่าเรื่องทุกอย่างออกมาจนหมดเปลือก
พวกเขารับฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ เซกันพบว่าตนเองเผลอร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ทั้งคู่ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจ พวกเขาเพียงแค่ดึงเซกันมากอดไว้
“ถ้าไม่รู้จะไปไหน จะอยู่ที่นี่สักพักก็ได้” ฝ่ายหญิงยื่นข้อเสนอ
“หรือจะอยู่ตลอดไปก็ได้ พวกเราไม่มีลูก คิดซะว่าที่นี่คือบ้านของเจ้าด้วยก็แล้วกัน”
“ลำบากมาเยอะแล้ว ต่อไปก็พักที่นี่ให้สบายใจนะจ๊ะ” เซกันรู้สึกซาบซึ้งจับใจ เขาพูดคำขอบคุณซ้ำ ๆ จนสองสามีภรรยาต้องบอกให้หยุด
แต่แล้ว… เซกันก็พบกับบางอย่างที่ไม่เข้าใจ เขาพยายามมองหน้าของทั้งคู่ แต่ก็มองไม่เห็น
แล้วไม่นานนักเซกันก็รู้ความจริง ที่เรื่องราวดูรวดเร็วและง่ายดายแบบนั้นเพราะมันไม่เคยเกิดขึ้น เขาบาดเจ็บจนเพ้อฝันไปเอง ร่างของเขายังนอนอยู่ตรงที่เดิมไม่ห่างจากซากของเดวัลที่ถูกเขาตีจนตาย
ก่อนหน้านี้แม้เขาจะเสียเลือดไปมาก อาจจะมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ร่างเล็ก ๆ ของเขามีด้วยซ้ำ แต่เซกันก็ไม่ตาย และไม่เพียงรอดมาได้ฉิวเฉียด ร่องรอยแผลฉกรรจ์ทั้งหมดก็หายไปราวกับปาฏิหาริย์
เขาพยุงร่างกายของตนที่อยู่ในสภาพดีแล้วลุกขึ้นยืน
“ทางตะวันออก เป็นดินแดนของพวกคนตาย” เซกันรำพึงกับตัวเอง เขาเคยได้ยินสาวใช้พูดว่ามีประเทศของพวกภูตผีอยู่ทางทิศตะวันออก แผนของเขาคือมุ่งสู่ทิศใต้โดยการลัดเลาะไปทางตะวันตก
…ว่าแต่ทิศใต้มันทางไหนล่ะ…
ระหว่างการเดินทาง เซกันกินเห็ดพิษเข้าไปอีกหลายครั้ง พิษที่ทำให้คนตายได้นับสิบคน มีผลแค่ทำให้เขาท้องเสียหรือท้องตีกลับให้อาเจียนออกมา ส่วนพวกที่มีพิษอ่อน ๆ เซกันก็สามารถกินได้โดยไร้ปัญหา การที่เขาสามารถกินของที่ไม่ควรกินได้และสัตว์อื่นหลีกเลี่ยงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ช่วยไม่ให้เด็กน้อยที่แม้แต่จุดไฟยังไม่เป็นรอดมาได้จนถึงตอนนี้
ร่างกายเขาคุ้นเคยกับป่าทีละน้อย เขาไม่บาดเจ็บจากการเดินนาน ๆ เหมือนวันแรก และไม่รู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความชื้น เขาเริ่มเรียนรู้ว่าแมลงในป่าคือสารอาหารชั้นเยี่ยม แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าเขาเลือกเป็นและกินเฉพาะพวกที่ไม่มีพิษหรือปรสิต
มีพยาธิอันตรายชนิดหนึ่งที่อยู่ในตัวแมลงสีทอง ไข่ของพยาธิชนิดนี้จะถูกกระตุ้นด้วยน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร มันจะฟักตัวและไชขึ้นสู่สมอง เซกันไม่เคยรู้เรื่องนั้น เขากินมันเข้าไปแล้วรู้สึกว่าปวดท้อง
ไข่พยาธิทั้งหมดตายแทบจะในทันทีที่ถูกกิน ร่างกายของเขามีพิษที่สะสมมาจากเห็ด พืชและแมลงพิษ และนอกเหนือจากนั้นภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติของเขาก็กำลังตื่นขึ้นจากการถูกกระตุ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เซกันไม่รู้ตัวว่าเขาอาจจะเป็นสัตว์ประหลาดอย่างที่ทุกคนหวาดกลัวจริง ๆ ก็ได้
เรื่องราวของเซกันแปลกประหลาดและพิสดารขึ้นในทุกที มันทำให้โซนาตาต้องหยุดและย้อนกลับไปอ่านคำนำอีกครั้งว่าหนังสือเล่มนี้เป็นแค่นิยายหรือมีเค้าโครงจากเรื่องจริง
แต่โซนาตาไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ดูเหมือนเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ถูกรวบรวมมาจากนักเขียนและนักบันทึกหลายต่อหลายคน เนื้อหาบางส่วนอาจจะเป็นจินตนาการผสมกับข้อเท็จจริง แต่ก็มีบางส่วนที่อ้างอิงกับเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นจริงตามประวัติศาสตร์
“หนังสือของเธอนี่นิยายหรือเรื่องจริง” โซนาตาสะกดกลั้นความสงสัยไว้ไม่ได้ สุดท้ายเขาจึงติดต่อไปหาเจเนวีฟที่ยังอยู่ในระหว่างการสำรวจ
“หนังสืออะไรคะ”
“จะหนังสืออะไร ก็หนังสือที่เธอให้ยืมยังไง”
“อ๋ออออ” เจเนวีฟลากเสียงยาว “หนังสือประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่สูญหายไปหมดตอนที่ราชาบาลดริกสั่งให้เผา… ข้าเองก็ตอบไม่ได้หรอกค่ะว่ามันมีความจริงอยู่มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยข้าคิดว่าเซกันที่เป็นตัวเอกของเรื่องมีตัวตนอยู่จริงนะคะ”
พอได้ยินคำว่าเซกัน เวเนก็วิ่งปรี่เข้ามาร่วมวงด้วย
“เรื่องของเซกัน ข้าก็เคยได้ยินมานะ ข้ามีหลักฐานด้วย”
“หลักฐาน”
“ดาบดำไงล่ะ ดาบดำนั่นเป็นดาบของเซกัน”
โซนาตาไม่สงสัยเลย เขารู้สึกแบบนั้นมาตลอด
“เขาเล่าว่าเซกันครอบครองมันมาตั้งแต่เกิด”
“ตั้งแต่เกิด… หมายถึงเขามีดาบนี่ก่อนที่จะถูกไล่ออกจากปราสาทเหรอ”
“ใช่แล้ว ในหนังสือเล่มนั้นไม่ได้บอกแบบนั้นเหรอ”
“ไม่นี่… เธอไม่ได้จำผิดนะ”
“ไม่ผิดแน่นอน ก็พ่อของเขามอบดาบไว้ให้นี่นา”
“นี่เวเนอย่าเพิ่งเล่าข้ามสิ”
“อา… ไม่ต้องสปอยล์ เดี๋ยวฉันอ่านเอง”
พักสายตาจากหนังสือได้ไม่นานโซนาตาก็หยิบมันขึ้นมาอ่านต่ออีกครั้ง เขารู้สึกว่าเรื่องเล่านี้มีบางอย่างที่ดึงดูดเขาไว้ บางทีอาจจะเป็นเพราะดาบดำที่เชื่อมโยงเขากับตัวละครในเรื่อง โซนาตาวางหนังสือไว้บนลังไม้ลอยน้ำ ขณะที่เขากำลังแช่น้ำร้อนอย่างสบายใจ
“เอามาอ่านในที่แบบนี้ ไม่กลัวหนังสือเปียกเหรอคะ” เสียงมินอาดังขึ้นจากอีกฟากของโดมกระจก โซนาตาค่อนข้างประหลาดใจที่เธอเข้ามาในห้องของเขาโดยพลการ
“นี่เธอเข้ามาได้ยังไง”
“อย่าลืมสิ ฉันเป็นคนสร้างห้องนี้รวมถึงออนเซ็นและโดมกระจกนะคะ” มินอายังคงยืนเท้าเอวอยู่ด้านนอก โซนาตามองเห็นแค่เงาของเธอผ่านกระจกที่ขึ้นฝ้าเท่านั้น
“ช่างเถอะ” โซนาตารู้ว่าเธอเข้ามาได้ทุกเมื่อเพราะมีกุญแจกับรหัสผ่าน ตอนแรกเขาแค่จะถามว่าทำไมเธอถึงเข้ามาก่อนที่จะได้รับอนุญาต แต่คิดอีกทีเขาก็รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ขอเข้าไปนะคะ” โดยไม่รอให้โซนาตาอนุญาต มินอาทาบมือบนแท่นควบคุม จากนั้นประตูของโดมกระจกก็เลื่อนออก
“มีเรื่องด่วนขนาดที่รอไม่ได้เลยเหรอ” โซนาตาถอนหายใจ
“ไม่มีหรอกค่ะ”
มินอาไม่ได้สนท่าทีเย็นชาของเขา เธอจัดการถอดแว่นและชุดและส่งให้กับหุ่นรับใช้ จากนั้นก็ค่อย ๆ เยื้องย่างเข้าไปในบ่อน้ำร้อนเทียมราวกับว่าโซนาตาไม่ได้อยู่ตรงนั้น
“เธอ…”
“ไม่ต้องห่วง ไม่ได้ลงมาทั้งที่ยังไม่ได้ล้างตัวหรอกค่ะ” มินอาตอบหน้าตาเฉย หน้าของเธอแดงระเรื่อไม่รู้จากความร้อนหรือความเขินอาย
“กังวลผิดเรื่องหรือเปล่า” โซนาตาถอนหายใจซ้ำ “อลินาใช้มาสินะ”
“คุณอลินาไม่อยากให้คุณอยู่คนเดียว”
“แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดมาอาบน้ำเป็นเพื่อนหรอกน่า”
“อะไรกัน อายงั้นเหรอคะ นึกว่าจะชินแล้วซะอีก ทำอย่างกับว่าเราไม่เคย…”
โซนาตามองมินอาแล้วก็รู้สึกปวดขมับ อลินาคงจะกลัวว่าเขาจะเอาแต่คิดมากเรื่องเชอรีส จึงอยากให้เขาผ่อนคลาย แต่เขาไม่แน่ใจว่ามันจะผ่อนคลายหรือปวดหัวยิ่งกว่าเดิมนี่สิ
“เอาเถอะ อยากจะทำอะไรก็ทำแล้วกัน” ว่าจบโซนาตาก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านต่อเหมือนไม่ได้สนใจเธอนัก
“เรื่องอะไรเหรอคะ” มินอาเขยิบเข้าไปเบียด มันทำให้น้ำในบ่อกระเพื่อม “ขอฉันอ่านด้วยคนนะ”
“จะอ่านก็อยู่นิ่ง ๆ ทำหนังสือเปียกเมื่อไหร่จะฉันจะจับเธอโยนออกไปทั้งแบบนี้เลย”
มินอาทำหูทวนลม ตาของเธอไม่ได้สนใจที่ตัวหนังสือเท่าไหร่ เธอหวนนึกถึงเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ทั้งคู่สนิทกันมากกว่านี้
โซนาตากลับไปสนใจเรื่องราวในหนังสือต่อ มันเพิ่งเล่าถึงดาบที่เซกันไปเจอบังเอิญไปเจอระหว่างการเดินทาง ในนิยายเล่าว่าดาบต้องสาปเล่มนี้คืออาวุธชั่วร้ายที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้วิญญาณโสมมของเทพปีศาจตนหนึ่ง
…ดาบสีดำสนิท ตั้งแต่ปลอก ด้ามจับไปจนถึงตัวใบดาบ มีลักษณะคมด้านเดียว เกิดจากการนำโลหะแห่งเทพมาเผาและตีแผ่ซ้อนทับกันครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นลักษณะของดาบแบบเดียวกับที่ชาวซิแปงในยุคโบราณเรียกดาบของพวกเขา…
“ซิแปง… ฟังดูเหมือนชื่อประเทศนะคะ” มินอาแทรก
โซนาตาไม่ได้สนใจตรงส่วนนั้น เขารู้ระแคะระคายมานานแล้วว่าโลกนี้มีทวีปอื่นด้วย มีบางอย่างที่ปิดกั้นไม่ให้คนในโลกนี้รับรู้ เขาสนใจตรงส่วนที่บรรยายเกี่ยวกับดาบมากกว่า ดาบสีดำรูปร่างเหมือนดาบคาตานะแถมยังมีวิญญาณของเทพปีศาจ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็น่าจะเป็นดาบจันทราฮาร์เบล
นิยายเล่าว่าเด็กน้อยได้หลงอยู่ในวังวนของความมืดในระหว่างการเดินทางคราวนั้น และในที่สุดเขาก็ถูกเชื้อเชิญโดยพลังที่เลวร้ายจนกระทั่งได้พบกับดาบที่ถูกซ่อนอยู่
โซนาตาประหลาดใจกับเนื้อหาช่วงนี้ มันถูกรวบรัดตัดความทั้งที่ควรจะเป็นเนื้อหาสำคัญ เขาได้ดาบมาได้อย่างไร ดาบนี้เกี่ยวข้องกับคำสาปหรือมากน้อยแค่ไหน และเหนืออื่นใด…
“สำนวนในนิยายช่วงนี้ดูแปลกไปนะคะ” มินอาทัก แม้แต่คนที่เพิ่งอ่านไปไม่กี่หน้าอย่างเธอยังรู้สึกได้ ราวกับเนื้อหาตรงส่วนนี้ถูกใครบางคนแก้ไข
“ไอ้นิยายเรื่องนี้มันชักจะแปลกมากขึ้นทุกทีแล้วสิ”