Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 95: เดอะโฮลีเกล
เควนตัส บอร์มาร์ชายวัยเจ็ดสิบปีผู้มีฉายาเดอะโฮลีเกล เขาคือพาลาดินศักดิ์สิทธิ์แห่งสายลม ชายชราผู้นี้ เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่ผู้มีกำลังทหารมากที่สุด และยังเป็นถึงพ่อตาของกษัตริย์บาริกัน มันทำให้เขากลายเป็นชายผู้ทรงอำนาจสูงสุดรองจากองค์กษัตริย์
“ดูมัน ดูเจ้านั่นทำกับลูกของตัวเองสิ” เควสตันพยุงเซกันขึ้น จากนั้นสองตาหลานที่ไม่ได้พบหน้ากันนานก็สวมกอดกันอีกครั้ง
“ผมคิดว่าจะไม่มีโอกาสได้เจอท่านตาอีกแล้ว”
“เดี๋ยวค่อยว่ากันเถอะครับ” ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้วยกันเร่ง มันทำให้เควสตันรู้สึกหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะการพบกันระหว่างตาและหลานชาย “ไว้ออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะครับ”
“ข้ายังไม่แก่ถึงขนาดที่เจ้าจะต้องมากังวลหรอกน่า” เควนตัสไม่รอให้ลูกน้องของเขาช่วยปลดโซ่ที่ขาของเซกัน ฝีดาบของเขาไม่เคยทื่อลงตามสังขาร เพียงการตวัดครั้งเดียวโซ่ทั้งหมดก็ขาดสะบั้น
จากนั้นสองตาหลานและเหล่าผู้ติดตามอีกหลายชีวิตก็บุกตะลุยย้อนกลับในรวดเดียว เควนตัสแข็งแกร่งยิ่งกว่าคนหนุ่มส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือเวทมนตร์สายลมศักดิ์สิทธิ์ของเขาคืออาวุธสุดอันตราย ผู้คุมและกำลังเสริมที่ถูกส่งมาช่วยจากข้างนอก ถูกกระแสลมที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าสังหารตายจนสิ้น
ไม่ใช่แค่เซกันฝ่ายเดียวที่ต้องประหลาดใจ เควนตัสเองก็รู้สึกทึ่งในหลานชายเช่นกัน ทันทีที่เซกันได้รับดาบดำคืนมา คุกที่มีการป้องกันหนาแน่นที่สุดก็ไร้ราคาในทันที เพลงดาบเอเทเซียโดยปราศจากการเสริมความมืดก็เกินกว่าที่จะมีใครต้านทานได้
หนึ่งในทหารที่เข้ามาขัดขวางคืออดีตนักดาบฝีมือระดับพระกาฬ เขาเป็นผู้ใช้เพลงดาบเอเทเซียสายหนึ่งที่เชื่อกันว่าใกล้เคียงกับสายดั้งเดิมที่สุด กระบวนท่าของเขากดดันได้แม้แต่เควนตัส
“ฮึ่มมม” เควนตัสร้องคำราม คมดาบของทหารรายนั้นสร้างบาดแผลให้กับเขา ทั้งที่เห็นอย่างชัดเจนว่าฟันมาจากด้านขวา แต่นักรบผู้นี้กลับฝากบาดแผลไว้ที่ไหล่ซ้ายของเควนตัสได้
“ข้าจะรับมือเอง พวกท่านล่วงหน้าไปก่อนเถอะ” ขุนศึกมือขวาของเควนตัสเข้ามาแทรกกลาง เพียงการประดาบไม่กี่ครั้ง ทั้งคู่ก็พบว่าต่างฝ่ายต่างไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะจัดการได้โดยง่าย
แทนที่จะพาเควนตัสล่วงหน้าไปตามที่ถูกสั่ง เซกันกลับเลือกที่จะจัดการกับศัตรูแทน เขาใช้ท่าเดียวกับนักรบคนนั้นฟาดฟันจากทางทิศหนึ่งและใช้ความเร็วที่เหนือกว่าเปลี่ยนทิศทางในเสี้ยวพริบตา สิ่งที่แตกต่างคือจำนวนดาบที่เข้าถึงเป้าหมายไม่ใช่แค่หนึ่งแผล แต่มันมากกว่านั้นจนนับไม่ถ้วน
เกราะของทหารผู้นั้นถูกเลาะออกมาราวกับปอกเปลือกผลไม้ ถ้าเซกันไม่ยั้งมือเอาไว้ร่างของอีกฝ่ายคงจะเหมือนเนื้อวัวที่ถูกฝานจนบางเท่ากระดาษ การต่อสู้ที่ควรจะตึงมือจบลงในเวลาที่สั้นจนน่าตกใจ
นั่นคือทหารฝีมือดีคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ตรงนี้ หลังจากนั้นไม่ว่าจะมีทหารและผู้คุมเสริมกำลังมาอีกเท่าไหร่ก็ไม่แม้แต่จะทำให้พวกเขาช้าลง ในที่สุดพวกเขาทุกคนก็มาถึงชั้นบนสุด
มีงานที่ต้องสะสางอีกมาก แต่ก็เป็นเพียงทหารระดับปลาซิวปลาสร้อย เซกันปล่อยให้ทุกคนสู้กันเองเพราะสายตาของเขาถูกดึงดูดไปที่ร่างหนึ่งที่อยู่ในชุดคลุม
“กราเทีย…” เซกันพึมพำ เขาต้องขยี้ตาเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้ตาฝาดไป
“อย่าเข้าใจผิดนะ ข้ายังไม่เลิกล้มความคิดที่จะกำจัดเจ้า” เธอตอบโดยไม่ยอมแม้แต่จะสบตาอีกฝ่าย
“งั้นเหรอ”
“ข้าจะกลับไปเรฟลินตัน ไม่ว่าจะมีกำลังเสริมหรือไม่”
เซกันพยักหน้าอย่างเข้าใจ มันเดาได้ไม่ยากว่าเอเทเซียคงไม่ยอมช่วยเหลือในเวลาที่ประเทศของตนก็กำลังวุ่นวายแบบนี้
“ถ้าเจ้ายืนยันว่าตนเองไม่ใช่ตัวหายนะ เจ้าก็ต้องพิสูจน์ตนเอง ช่วยข้ากำจัดพวกเฟทซะ” กราเทียอ้างเหตุผลที่เธอเองก็รู้สึกว่ามันประหลาด แต่เธอไม่เหลือความหวังใดอีกแล้วนอกจากเขา
ถึงเวลาจะไม่มีมาก แต่เควนตัสก็พาเซกัน กราเทียและบรรดาลูกน้องของเขาไปที่รังลับที่อยู่ไม่ห่างจากคุกโบราณ สองตาหลานทักทายกันจนหายอยากจากนั้นจึงเริ่มเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปทั้งหมด
“ตอนที่เจ้าถูกจับ พวกเราหากันให้วุ่นเลยว่าถูกพาไปขังไว้ที่ไหน เพราะคุกอื่น ๆ คนของตาก็ตรวจสอบไม่พบ”
“คุกโบราณนี่เป็นคุกเก่าที่เลิกใช้มานานแล้วครับ พวกเราเลยหากันให้วุ่น” คนสนิทของเควนตัสเสริม
“แต่โชคดีได้ยัยหนูคนนี้ช่วย เอ่อ เรียกแบบนั้นไม่ได้สิ ต้องเรียกเจ้าหญิงกราเทียสินะ”
“ตอนที่เจ้าหญิงเข้าวัง ท่านได้ติดต่อกับคนของเราขอรับ นอกจากนั้นยังบอกวิธีที่จะทำให้หาท่านพบด้วย” คนสนิทยื่นของสิ่งหนึ่งให้เซกัน มันคือแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่งที่หาได้เฉพาะในป่าพรีวูด
เซกันรู้จักแมลงชนิดนี้ดี และก็เข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น แมลงชนิดนี้ชอบกลิ่นของดอกไม้ป่าที่เรียกว่า ลิลลีเลือด ดอกไม้หายากที่แทบจะไร้กลิ่นสำหรับมนุษย์หาได้เฉพาะในป่าพรีวูดเท่านั้น เซกันยังจำได้ดีว่าเขาเคยสอนกราเทียนำดอกไม้มาใช้ทำยาห้ามเลือด
แม้จะกลายเป็นยาแล้วกลิ่นของมันก็ไม่ได้หายไป บ่อยครั้งที่แมลงปีกแข็งชนิดนี้จะคอยวนเวียนอยู่รอบคนที่พกตัวยานี้ เขาเดาว่ากราเทียจับมันมาตั้งแต่ก่อนออกจากป่าและส่งต่อให้คนของเควนตัสเมื่อเธอต้องเข้าวัง
กราเทียตีหน้านิ่ง เธอไม่ได้รู้สึกว่ามันคือความชอบใด ๆ สาเหตุเดียวที่เธอเก็บแมลงนั้นไว้มีเพียงแค่เธอต้องการแน่ใจว่าเซกันจะหลบหนีไปไม่ได้ มันไม่ได้เกิดจากเจตนาดีเลยสักนิด
“เรื่องเรฟลินตันข้าเพิ่งได้ข่าวใหม่มา… ตอนนี้พวกเฟทที่ก่อกวนอยู่ถอนกำลังออกไปแล้ว” เควนตัสว่าพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้กราเทีย เธอรับมาอ่านแล้วพบว่ามันคือเอกสารรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มเฟท
“ทำไมกัน ไม่เห็นมีเหตุผลเลย พวกนั้นกำลังได้เปรียบอยู่แท้ ๆ”
“ไม่ใช่แค่เรฟลินตันหรอกนะครับ พวกเฟทถอนกำลังจากหลาย ๆ เมืองด้วยเช่นกัน” คนสนิทของเควนตัสพูดด้วยน้ำเสียงเครียด “พวกมันกำลังไปรวมตัวกันที่อัลกราด”
“อัลกราด!” กราเทียเผลอร้องเสียงดัง
“นครศักดิ์สิทธิ์… ถ้าถึงกับยอมทิ้งหลายเมืองที่เกือบจะยึดได้ แสดงว่าพวกนั้นแน่ใจสินะครับว่าจะยึดอัลกราดไว้ได้แน่นอน” เซกันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“ถ้าเจ้าอยากกลับเรฟลินตัน ตอนนี้เป็นโอกาสที่เหมาะแล้วล่ะ” เควนตัสหันไปบอกกับกราเทีย “ที่นั่นน่าจะปลอดภัยแล้ว”
กราเทียไม่ได้คลายความกังวลแม้แต่น้อย เธออาจจะโล่งใจที่เรฟลินตันที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนปลอดภัย แต่อัลกราดคือบ้านหลังที่สองของเธอและมันยังเป็นเมืองสำคัญที่มีผลต่อความรู้สึกของผู้คน หากเมืองที่เป็นศูนย์รวมจิตใจถูกพวกนอกรีตของเฟทยึดไว้ได้ เธอไม่กล้าจินตนาการผลที่อาจตามมา
“ข้าต้องไปช่วยอัลกราด” กราเทียพูดกับตัวเอง
“อย่าเหลวไหลน่า เจ้าจะไปทำอะไรได้ กลับบ้านเจ้าซะภารกิจของเจ้าจบลงแล้ว” เควนตัสขึ้นเสียงอย่างลืมตัวว่าเขากำลังพูดกับเจ้าหญิงต่างเมือง
“เรฟลินตันเสียไพร่พลไปมากกับการปราบปรามพวกเฟท หน้าที่ของเจ้าหญิงอย่างท่านคือการกลับไปฟื้นฟูบ้านเมืองขอรับ” คนสนิทของเควนตัสช่วยเกลี้ยกล่อม ซึ่งเขาก็ไม่ได้พูดผิดไปเลย
กราเทียรู้ตัวว่าเธอไร้พลัง ไม่มีทั้งความกล้า ประสบการณ์ หรือสติปัญญาที่เลอเลิศ เป็นแค่เจ้าหญิงนิสัยดื้อรั้นที่ดันทุรังจนพาตนเองและคนรอบข้างเดือดร้อนไปด้วย แต่บางส่วนบอกกับเธอว่าจะปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้
เควนตัสรู้สึกเสียดายที่เขาได้ใช้เวลากับหลานชายเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเซกันยืนกรานว่าเขาจะไปส่งกราเทียชายแก่ก็ไม่ได้ห้ามหรือท้วงติง สิ่งที่เขามอบให้มีเพียงคำอวยพรและของขวัญที่น่าจะช่วยให้การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นขึ้น
“รถม้า คนขับ ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นและค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง” เควนตัสกอดเขาเป็นการร่ำลา
“ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยครับ”
“อย่าพูดแบบนั้น… ตลอดมาตาคนนี้ไม่เคยได้ทำอะไรเพื่อเจ้าเลย”
“ไม่จริงหรอกครับ ถ้าท่านตาไม่ช่วย ผมคงจะตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว” เซกันพอเดาได้ว่าสาวใช้และทหารที่ช่วยเปิดทางให้เขาหนีในสมัยเด็กคือคนของท่านตา
“รีบออกเดินทางเถอะครับ ก่อนที่จะมีใครมาเห็นเข้า” คนสนิทเร่ง
“เจ้านี่ยังไงนะ ชอบเร่งเสียจริง” เควนตัสโวยวาย
เควสตันมองขบวนรถม้าจนลับสายตา การจากไปของทั้งสองทำสีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม แม่ทัพชราแน่ใจว่าความหายนะกำลังตามติดคนทั้งคู่ไป
“ปล่อยให้ทำตามใจจะดีเหรอครับ”
“แบบนี้แหละดีแล้ว”
การที่ได้รู้ว่ามีใครสักคนยังเชื่อใจตนอยู่มีความหมายกับเซกันมาก ตั้งแต่สมัยก่อนแล้วก็มีเพียงแค่อุลกับท่านตาเท่านั้นที่ดีกับเขา เซกันเชื่อว่าในสักวันจะไม่ใช่แค่สองคนนี้แต่ผู้คนจะยอมรับเขามากขึ้น
กราเทียลอบมองใบหน้าของเซกันอยู่เป็นระยะ เธอลังเลอยู่ว่าควรขอโทษเรื่องที่เธอเคยทำร้ายเขาดีหรือจะปล่อยเลยตามเลย รอยยิ้มของเซกันที่ส่งกลับมาทำให้เธอแน่ใจว่าเขาอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยถูกเธอแทงจนทะลุอก
มันไม่ใช่เรื่องที่จะลืมกันไปได้ง่าย ๆ เธอรู้สึกจุกในอกชอบกล
“ข้าตั้งใจจะแวะเรฟลินตัน” เธอเสียงสั่นเปิดปากพูดกับเขา
“แวะ… คุณตั้งใจจะไปอัลกราดต่อสินะครับ” ใบหน้านั้นยังคงเจือรอยยิ้มอ่อนโยน
“ถ้ายืนยันได้แล้วว่าเรฟลินตันปลอดภัย ข้าก็จะไปช่วยอัลกราด”
เซกันไม่ได้พยายามห้ามปราม เขารู้ว่าคนหัวดื้ออย่างกราเทียไม่มีทางเปลี่ยนความคิดด้วยการเกลี้ยกล่อมเพียงไม่กี่ประโยค โดยเฉพาะคำพูดของเขา เธอคงไม่คิดจะฟังคำพูดของเขาแน่
“ถ้าอยากให้ผมช่วย…”
“…” กราเทียเงียบไป เธออยากให้เขาไปด้วย ต่อให้ไม่ใช่ในเรื่องของการต่อสู้ แต่อย่างน้อยเธอก็รู้สึกอุ่นใจในเวลาที่รู้สึกว่าเขาอยู่ไม่ห่าง
“ตราบใดที่กลุ่มเฟทยังทำร้ายผู้คน ผมเองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบ”
“บางที… ต่อให้หยุดพวกนั้นได้ คนก็อาจจะยังเกลียดเจ้าอยู่” กราเทียไม่เข้าใจว่าทำไมถึงพูดไปแบบนั้น แต่มันคือสิ่งที่เป็นความจริง ต่อให้ไม่มีพวกเฟท คนที่เชื่อว่าเซกันจะนำความล่มสลายมาสู่มนุษย์ก็ยังมีอยู่
“ผมจะไปครับ” เซกันตอบพร้อมรอยยิ้ม