Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 96: เมื่อแวมไพร์สาวกลับมา
การเดินทางของเซกันผ่านไปแล้วราวหนึ่งในสามของนิยายทั้งเล่ม โซนาตาหยุดพักจากนิยายแล้วกลับมาสนใจเกี่ยวกับไทม์แมชชีนรวมถึงงานปรับปรุงตัวยานมิเนอร์วาที่มากมายจนดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น
โรมิเอลนับวันก็ยิ่งมึนตึงกับโซนาตาและมันลามไปถึงสมาชิกคนอื่น ๆ ด้วย จะมีก็เพียงด็อกมาเท่านั้นที่เขายังญาติดีด้วย ซึ่งจะมาจากสาเหตุใดนั้นทุกคนก็ยังคงไม่แน่ใจ
“อย่าได้คิดว่าถ้ามีปัญหาอะไรอีกแล้วข้าจะช่วย” ตอนแรกโรมิเอลยืนกรานแบบนี้
“ข้าจะช่วย ถ้าพวกเจ้าไม่อยู่ ข้าคุ้มกันยานให้ก็ได้ แต่ก็แค่นั้นนะ” นี่คือที่เขาบอกหลังจากที่ด็อกมาช่วยเกลี่ยกล่อมให้
ถึงจะแค่รับปากว่าจะคุ้มกัน แต่แค่นั้นก็มากพอแล้ว ในการเดินทางต่อจากนี้โซนาตาแน่ใจว่าต้องมีสถานการณ์ที่ทิ้งด็อกมากับหน่วยวิจัยของเขาไว้กับยาน ถ้ามีคนที่แข็งแกร่งอย่างโรมิเอลถูกทิ้งไว้ด้วย อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังจนเกินไป
โซนาตาแวะเวียนไปหาอีริธ อีวา และบาจิลบ้างเป็นครั้งคราว คุกอัตโนมัติทำหน้าที่ได้ดีจนทั้งสามไม่น่าจะกลายเป็นปัญหาได้อีก อย่างน้อยก็ในช่วงนี้
แม้จะผ่านไปแค่ไม่กี่วัน แต่โซนาตาก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับคนในยานและตัวยานเอง
สปีด วีลเลอร์นักบินเพียงคนเดียวของมิเนอร์วาตื่นเต้นกับหุ่นยนต์รบตัวแรกที่สร้างขึ้นโดยใช้ร่างเดิมของ “ช็อคเวฟ” สิ่งมีชีวิตกึ่งจักรกลที่เคยถูกปราบลงได้ ด็อกมาตั้งชื่อของหุ่นยนต์รูปแบบใหม่นี้ว่า “อีเธอร์เกียร์” และเชื่อว่ามันจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของหุ่นรบที่กลุ่มอะบีสใช้ในอนาคต
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดฉันก็จะได้แสดงฝีมือแล้ว ถ้ามีตัวอะไรโผล่มาอีกพ่อจะสอยร่วงให้หมดเลย” สปีดพูดกับตนเองโดยไม่รู้ว่าโซนาตามองเขาอยู่จากด้านหลัง
โซนาตาพบว่าห้องหลายห้องที่เคยถูกปิดไว้สามารถใช้งานได้แล้ว หนึ่งในนั้นที่โซนาตารู้สึกสนใจก็คือร้าน “อะบีสเบอร์เกอร์” ที่เปิดโดยคริส แมคฟราย
คริสคือหนึ่งในสมาชิกของอีลิทไฟว์ หน่วยทหารพลังจิตที่แข็งแกร่งและใกล้ชิดกับโซนาตา คริสเคยคิดว่าหลังจากเกษียณเขาอยากจะกลับดาวบ้านเกิดและเปิดร้านขายเบอร์เกอร์ที่ใช้ซอสสูตรพิเศษที่คุณปู่สอนไว้ แต่เมื่อโซนาตาถูกขับไล่ลงจากยาน เขาจึงทิ้งความฝันนี้และติดตามเขาแทน
วันหนึ่งคริสได้เล่าเรื่องนี้ให้ด็อกมาฟัง ชายแก่อยากสนับสนุนความฝันของเขาจึงนำเรื่องนี้ไปคุยกับมินอา และจากนั้นพวกหุ่นก่อสร้างก็ได้รับผังของห้องใหม่
“จะรับอะไรดีครับท่านโซนาตา” คริสยิ้มแก้มบาน โซนาตาสังเกตว่ามีทหารคนอื่นมาเป็นลูกมือของเขาด้วย
“ชุดทริปเปิลเบคอนชีสเบอร์เกอร์ เพิ่มเบคอน ฮันนี่มัสตาร์ด ไม่เอาหัวหอม”
“เบคอนเหลือแค่เบคอนจระเข้นะครับ”
“เจ้าจระเข้หกขาที่เพิ่งโดนพวกนายล้างบางไปน่ะเหรอ”
“ใช่แล้วครับ ถึงหน้าตาจะไม่ค่อยน่ากินนัก แต่พอทำเป็นเบคอนแล้วดูดีมากเลยครับ แถมรสชาติก็เข้มข้นถึงใจ เรียกได้ว่าจะลืมรสชาติเบคอนที่เคยกินมาก่อนหน้านี้เลย”
“โม้ขนาดนี้ ถ้าไม่อร่อยโดนเตะแน่” โซนาตาเหมือนพูดเล่น แต่คริสรู้ว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น
“เอ่ออ จะอัพไซส์ด้วยไหมครับ ได้โคลาแก้วใหญ่และเฟรนฟรายใหญ่…” คริสรีบเปลี่ยนเรื่องเผื่อว่าโซนาตาจะลืม ๆ เรื่องลงโทษไป
“ว่าแต่เนื้อนี่ล่ะ ไม่ใช่เจ้าเดวัลจระเข้ใช่ไหม”
“มะ… ไม่ใช่ครับ” คริสหลบสายตา เขาไม่ได้พูดโกหกแต่ก็ไม่ได้บอกว่าเอาเนื้อตัวอะไรมาใช้
“ถ้าต้องการใช้เนื้อแบบไหนที่หาไม่ได้ที่นี่ก็ไปบอกกับหน่วยวิจัยซะ พวกเขาน่าจะสร้างเครื่องสังเคราะห์เนื้อได้ทุกชนิด ส่วนผักก็ลองหามาปลูกที่สวนด้านบนดู”
“หา… โอ้ ขอบพระคุณมากครับ” คริสได้ยินเข้าก็ยิ้มแก้มแทบปริ ถ้าไม่ติดที่อีกฝ่ายเป็นหัวหน้าก็คงจะจับมาหอมแก้มสักฟอดเป็นการขอบคุณแล้ว
ในคืนนั้นขณะที่กำลังจะเปิดหนังสืออีกรอบ แขกที่ไม่คาดคิดก็มารออยู่ที่หน้าห้อง เธอคือเจเนวีฟที่ย้อนกลับมาก่อนนั่นเอง
“มินอากับเอลลีละคะ” ทันทีที่ประตูเปิด เจเนวีฟก็พยายามชะโงกเข้าไปดูในห้องแต่ก็ไม่เห็นใครอื่นนอกจากโซนาตา
“ไม่อยู่ที่นี่นะ”
“ไปไหนกันละเนี่ย” เธอถามแต่ตาจ้องเขาเขม็ง
โซนาตาเอียงคอมองเธอ เขาแอบคิดว่าไม่ชอบการถูกจ้องแบบนั้น
“นี่มันห้องฉัน ไม่ใช่ห้องพวกนั้นสักหน่อย” เขายักไหล่
“พวกนั้นไม่อยู่ก็ไม่เป็นไรค่ะ ข้าอยากคุยเกี่ยวกับเรื่องของคุณกับสองคนนั้น” เจเนวีฟเบียดตัวดันเข้าและแทรกตัวเข้ามาในห้องได้สำเร็จ
“เดี๋ยวก่อนนะ ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ ไว้จบตรงที่ไปถึงอัลกราดก่อนก็แล้วกัน” เขาสาวเท้าตามเธอมา
“เดี๋ยวเซกันจะได้พรรคพวกเพิ่มอีกสองคนค่ะ มีทอลโดกับชินา” เจเนวีฟหันมาคุยด้วย เธออ่านมาก่อน คงระลึกได้ถึงจุดของเหตุการณ์ที่เขาพูดถึง
“สปอยล์ใส่ซะงั้น” โซนาตาขมวดคิ้ว ถึงเขาจะไม่ได้มีปัญหากับการถูกสปอยล์ก็เถอะ แต่ก็เห็นได้ว่าเจเนวีฟตั้งใจแกล้ง
“ข้าอยากรู้ค่ะ ว่าทำไมคุณถึงได้ไป เอ่อ… ลงเอยกับสองคนนั้นได้” เจเนวีฟก้าวมาใกล้เข้า
“นี่ฉันกลายเป็นเด็กขนาดที่ต้องขออนุญาตเวลาจะคบใครแล้วเหรอ” โซนาตาหัวเราะเสียงใส ยกมือขึ้นกอดอก เขาไม่ได้โกรธที่เธอเจ้ากี้เจ้าการแต่กลับมองว่ามันเป็นเรื่องตลก เขาคิดว่าท่าทางของเจเนวีฟดูเหมือนแม่จับได้ว่าลูกวัยรุ่นแอบคบแฟน
“มินอาน่ะข้าเข้าใจค่ะ ข้าเคยได้ยินมาว่าพวกคุณสองคนเคยคบหากันมาเมื่อหลายปีก่อน แต่เอลลีนี่สิ”
ดวงตาของโซนาตามองสำรวจใบหน้าของเจเนวีฟ แล้วพยายามไม่หลุดขำพรืดออกมา เพราะเขาไม่ได้จริงจังกับท่าทีไม่พอใจของเธอ แต่ก็ไม่คิดว่าการยั่วเย้าให้เธอโมโหไปกว่าเดิมเป็นเรื่องควรทำ การจะแหย่คนอื่น ถ้าทำไปแล้วอีกฝ่ายสนุกด้วยก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าจุดจบไม่ใช่ความสนุกก็สู้อย่าทำมันเลยซะดีกว่า
“เธอหงุดหงิดเพราะเอลลีเหมือนอยู่ ๆ ก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้เหรอ” เขาดักทางเธอ
เจเนวีฟไม่ได้พูดออกไป แต่เธอก็คิดแบบนั้นจริง ๆ มันเหมือนเธอถูกตัดหน้าโดยใครก็ไม่รู้ ทั้งที่เธอก็แสดงตัวอย่างชัดเจนว่ามีใจให้เขามาตั้งแต่ต้น
“เอลลีเป็นเด็กดีนะ ถ้าได้รู้จักมากขึ้นเธอเองก็น่าจะชอบ” เขาพูดไปตรง ๆ ซื่อ ๆ
โซนาตารู้ว่าเจเนวีฟคงยังยอมรับไม่ได้ เขาจึงอธิบายต่อ “ตอนที่เธอคนนั้นมาเปิดใจ ฉันถามไปว่าเธอคาดหวังอะไรกับความสัมพันธ์นี้ เอลลีตอบว่าไม่ได้คาดหวังอะไรเลย”
เจเนวีฟขมวดคิ้ว โซนาตาจึงพูดต่อ “เธอบอกว่าวันข้างหน้าเธออาจจะไปชอบคนอื่นแทนก็ได้ แต่สำหรับตอนนี้เธออยากได้โอกาสทำความรู้จักกับคนที่เธอฝันไว้ และสุดท้ายถ้ามันไม่เป็นไปตามหวังเธอก็จะได้ไม่ติดค้างในใจ”
“จะบอกว่าสำหรับข้ามันแตกต่างกันสินะคะ”
“และที่สำคัญกว่านั้น… ที่ฉันบอกว่ามองเธอเป็นน้องสาว ฉันพูดจริงนะ” โซนาตารู้ว่าผู้หญิงไม่ชอบการปฏิเสธแบบนี้หรอก แต่ที่เขาพูดเพราะมันคือความรู้สึกแท้จริง ไม่ใช่แค่น้องสาวร่วมโลกที่เขาจะพูดกับใครก็ได้ แต่โซนาตามองว่าเธอเป็นหนึ่งในครอบครัวของเขา
“แต่ข้าไม่ได้มองแบบพี่ชาย” เจเนวีฟงุดหน้าหนี เธอไม่อยากให้เขาคิดว่าเธอใช้น้ำตามาต่อรอง
โซนาตาขยับมือและนิ่งไป เขาลังเลใจ แต่ในที่สุดก็ยกมือขึ้นไปลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู ส่วนเจเนวีฟก็ไม่ได้ขัดขืนใด ๆ มือของโซนาตาไล้ไล่มือไปตามผมนุ่มของเจเนวีฟและมาจับปอยผมของเธอพันกับข้อนิ้วของเขา ทั้งสองอยู่เงียบ ๆ แบบนั้นครู่ใหญ่ จนเจเนวีฟเริ่มรู้สึกเขินขึ้นมาและต้องหาเรื่องคุย
“อ่านถึงไหนแล้วคะ”
โซนาตาแน่ใจว่าเพิ่งบอกเธอไป
“ยังไม่เจอทอลโดกับชินาที่เธอพูดถึงหรอก” โซนาตาเปิดหน้าที่คั่นไว้ให้ดู เจเนวีฟเข้ามากอดแขนของเขา และเอียงศีรษะเข้ามาแนบ
เธอทำแบบนั้นแล้วคงสบายใจขึ้น
โซนาตาอยากให้เจเนวีฟทำใจเรื่องของเขาได้ แต่ความรัก ไม่ใช่เรื่องที่บอกให้อีกฝ่ายหนึ่งหยุดรักแล้วเขาหรือเธอจะสั่งหัวใจให้มันหยุดรักลงไปได้ทันที เพราะแบบนั้นเขาจึงคิดว่าเขาต้องรอคอยเวลาที่เจเนวีฟจะได้พบกับคนอื่นที่เธอสัมผัสได้ด้วยใจว่าคน ๆ นั้นสมควรเป็นที่รักมากกว่าเขา
“อ่านต่อสิคะ” เจเนวีฟเงยหน้ามองประสานสายตากับเขา