Advent of the three calamities [นิยายแปล] - บทที่ 30: การวิเคราะห์ความก้าวหน้า [1]
- Home
- Advent of the three calamities [นิยายแปล]
- บทที่ 30: การวิเคราะห์ความก้าวหน้า [1]
“…..”
ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉยในขณะที่สัมผัสได้ถึงตัวตนที่อยู่ข้างหลัง เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเอเวอลีนและลักสัน อีฟาก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เธอหันไปมองอย่างเย็นชา
“นายมาแล้ว”
เขายืนตระหง่านสูงกว่าเธอ โดยที่ส่วนสูงของเธออยู่แค่ระดับคางของเขาเท่านั้น
‘เขาได้ยินสินะ?’
ไม่มีทางที่เขาจะไม่ยินแน่ๆ
“.…อา”
เมื่อได้ยินคำยืนยัน อีฟาก็หลับตาลงครู่หนึ่ง จากนั้นจึงรวบรวมสมาธิแล้วพูดว่า
“นายได้ยินที่ฉันพูดใช่ไหม?”
“ได้ยินสิ”
จูเลียนยังคงจ้องมองเธอด้วยดวงตาที่ดูเหินห่างตามปกติ
อีฟาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นอย่างสงบนิ่ง
‘ดวงตาที่จองหองคู่นั้น… ฉันอยากรู้นักว่านายจะรักษาท่าทีแบบนั้นไปได้นานแค่ไหน?’
ไม่ว่าเขาจะได้ยินหรือไม่เธอก็ไม่สนใจ เป้าหมายของเธอคือการขึ้นไปสู่จุดสูงสุดเสมอ คือการเป็น Zenith
ความจริงที่ว่าเธอไม่ได้อยู่ในอันดับหนึ่งของชั้นปีถือเป็นความพ่ายแพ้อย่างรุนแรงต่อความทะเยอทะยานของเธอ
มันไม่ใช่สิ่งที่เธอคาดคิดไว้เลย
และกับการที่มีคนสองคนยืนอยู่เหนือเธอ…
เธอจะยอมรับเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร?
ดังนั้น…
“ดาวดำไม่ใช่แค่ตำแหน่งลอยๆ แต่มันมาพร้อมกับความรับผิดชอบ สถานการณ์มันเป็นแบบนี้ก็เพราะนายไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเอง”
อีฟาไม่สนว่าเธอจะดูเป็นคนเคร่งครัดเกินไปหรือน่ารำคาญ เพราะมันมีความจริงแฝงอยู่ในนั้น เธอก็รู้ตัวดี
อย่างไรก็ตาม คำพูดของเธอมันคือความจริงแท้แน่นอน
“มันเป็นหน้าที่ของนายที่จะต้องทำให้ทุกฝ่ายปรองดองกัน ไม่ใช่ฉัน แต่มันคือนาย”
“…..”
อีฟาคาดหวังว่าจูเลียนจะพูดสวนกลับมา โต้แย้งคำพูดของเธอ หรือเมินเฉยใส่เพื่อเปิดโอกาสให้เธอท้าทายเขาได้อย่างเต็มที่
ทว่า…
สิ่งนั้นกลับไม่เกิดขึ้น
สีหน้าของจูเลียนผ่อนคลายลงและเขาก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง โดยไม่พูดอะไรสักคำ เขาหันหลังกลับไปมองที่ไกลออกไป ซึ่งเป็นจุดที่นักเรียนคนอื่นๆ อยู่
“….แล้วฉันควรจะทำยังไงล่ะ?”
อีฟาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
ปฏิกิริยาของเธอถือว่าเบาที่สุดแล้ว คนที่มีปฏิกิริยารุนแรงที่สุดคือเอเวอลีนที่เบิกตากว้างและมองจูเลียนด้วยสีหน้าที่เหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ไม่ใช่สิ เธอไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เห็นจริงๆ ต่างหาก
“ฉันไม่เคยขอเป็นดาวดำ…”
เขาเริ่มพูดขณะที่ทอดสายตาไปในระยะไกล ดวงตาสีเฮเซลของเขาเป็นประกายภายใต้แสงแดด ขณะที่ผมซึ่งถูกจัดทรงไว้อย่างดีพริ้วไหวเล็กน้อยตามสายลม
อีฟาฟังคำพูดของเขาเงียบๆ มือของเธอขยับเกร็งโดยไม่รู้ตัว เธอคาดว่าเขาจะมองเธอด้วยความดูถูกพลางพูดทำนองว่า ‘ก็ทำเองสิ อย่ามาเซ้าซี้ฉันด้วยเรื่องไร้สาระพวกนี้เลย’
เธอจินตนาการภาพนั้นไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว
“…แต่การที่ฉันไม่ได้ขอเป็นดาวดำ ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่สนใจตำแหน่งนี้ ในเมื่อฉันได้มันมาแล้ว ฉันก็อยากจะรักษามันไว้”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาทำกลับตรงกันข้ามกับที่เธอคาดไว้อย่างสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น เขาทำในสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของเธอไปไกล
“เพราะงั้น…”
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย จ้องมองทุกคนที่อยู่ที่นั่นอย่างลึกซึ้ง
“…..บอกฉันมาแล้วกันว่าฉันต้องทำยังไงเมื่อถึงเวลา”
พูดจบเขาก็เดินผ่านพวกเขาไป
อีฟายืนอึ้งอยู่ตรงนั้นแม้ว่ากลิ่นอายของเขาจะจางหายไปแล้ว
“….”
เธอทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่กับที่
คนอื่นๆ ก็เช่นกัน
“เมื่อกี้เขาเพิ่งจะ…”
ลักสันเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบในขณะที่หันไปมองจูเลียนที่กำลังเดินจากไป
เขาหันไปถามเลออน
“นายบอกว่าเขาจะไม่ทำไม่ใช่เหรอ? นั่นนายโกหกพวกเราเหรอ?”
“…..เปล่า”
เลออนเองก็สับสนไม่แพ้กัน เขาจ้องมองแผ่นหลังของจูเลียน ดูจากสีหน้าแล้ว เขาเองก็ดูจะช็อกกับสถานการณ์นี้เหมือนกัน
แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น…
‘ฉันไม่ชอบแบบนี้เลย’
‘ฉันถูกดึงเข้าสู่จังหวะของเขาโดยไม่ตั้งใจ’
อีฟารู้สึกหงุดหงิด ลำคอของเธอเริ่มร้อนผ่าวและมือสั่นน้อยๆ
ท่าทางของเขาและน้ำเสียงที่พูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ… มันทำให้ดูเหมือนว่าเขากำลังปฏิบัติกับเธอราวกับเป็นคนรับใช้
‘ทำไมฉันต้องเป็นฝ่ายบอกนายด้วย?’
‘นายบอกว่าอยากรักษาตำแหน่งไว้ แต่กลับเรียกร้องให้คนอื่นบอกวิธีทำหน้าที่นั้นเนี่ยนะ…’
ไม่สิ ถ้าอยากทำจริงๆ ป่านนี้ก็คงทำไปแล้ว แค่พูดคำสองคำ… แสดงตัวตนให้พวกเขาเห็น แทรกแซงด้วยตัวเองสิ พวกเราไม่ควรเป็นคนมาบอกนายว่าควรทำอะไร
ฉันไม่ใช่เลขานุการของนายนะ
“เราควรทำยังไงดี? ควรจะรวบรวมหัวหน้าก๊กต่างๆ มาคุยกับเขาไหม?”
ลักสันถามอย่างไม่ประสีประสา อีฟากัดฟันเงียบๆ และพยายามทำหน้าให้นิ่งที่สุด
“…..พวกนายไปตกลงกันเองเถอะ”
จากนั้นเธอก็เดินแยกตัวออกไปคนเดียว
“เอ๊ะ? อีฟา…! เธอจะไปไหนน่ะ?”
“….”
ตึก—
อีฟายังคงเดินต่อไปแม้จะได้ยินเสียงลักสันเรียกชื่อซ้ำๆ
‘ช่างน่าขัน’
สถานการณ์ทั้งหมดนี้มันน่าตลกสิ้นดี
เธอต้องการความช่วยเหลือจากเขา
….แต่ทว่า
พอเขาเสนอตัวจะช่วย เธอกลับพบว่าตัวเองกำลังโกรธจัด
มันคือความย้อนแย้งงั้นเหรอ?
อาจจะใช่…
แต่มันก็ชัดเจนสำหรับอีฟาแล้ว
เหตุผลทั้งหมดที่เธอแสดงออกเช่นนี้
เธอคิดว่าเธอจัดการฝังอารมณ์พวกนั้น—จุดอ่อนเหล่านั้น—ไว้ลึกสุดใจแล้ว แต่ทว่า…
“….”
เธอมองมือตัวเองเงียบๆ มันกำลังสั่นเล็กน้อย
ความจริงของสถานการณ์ถาโถมเข้าใส่จนสีหน้าของเธอเริ่มมีรอยร้าว
“หึ…”
เสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมา
“…ช่างน่าสมเพชจริงๆ โดยเฉพาะฉันเนี่ยนะ…”
ใช่แล้ว
เธอ ‘อิจฉา’ เขา
ดึกสงัด ผมกลับมาอยู่ในห้องของตัวเอง
ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยนี้ ผมนั่งลงบนพื้นและจ้องมองมือของตัวเอง วงเวทสีม่วงสวยงามลอยเด่นอยู่เหนือปลายนิ้ว
หยด… หยด…
แม้เหงื่อจะไหลท่วมหัว แต่ผมก็ยังคงจับจ้องไปที่วงเวทตรงหน้าไม่วางตา
“ฉัน… ทำได้จริงๆ ด้วย”
ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลย
ความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ผม… ในที่สุดก็สามารถใช้เวทมนตร์จริงๆ บทแรกได้สำเร็จ นอกจากเวทมนตร์แห่งอารมณ์แล้ว นี่คือเวทมนตร์บทแรกสุดของผมเลย
วิ้งงง—
ผมค่อยๆ ยกมือขึ้น สอดเข้าไปในวงเวทที่เคลื่อนตัวลงมาอย่างช้าๆ ร่างกายส่วนมือของผมเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นสีม่วงเข้มทั้งมือ
เหมือนคราวก่อน จุดสีม่วงเริ่มปรากฏขึ้นในวิสัยทัศน์ของผม
จุดที่ไกลที่สุดอยู่สุดขอบห้องนั่งเล่น ห่างออกไปประมาณสิบห้าเมตร
“….นั่นคือขีดจำกัดระยะของฉันสินะ?”
ผมถอยหลังกลับและจุดสีม่วงนั้นก็ขยับตามมา
“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น”
ผมยื่นมือไปข้างหน้าและแตะลงบนจุดนั้นเบาๆ
วูบ—!
มือสีม่วงที่จับต้องได้เริ่มผุดขึ้นมาจากพื้น หนึ่ง… สอง… สาม… สี่… มีทั้งหมดสี่มือ พวกมันพุ่งขึ้นมาจากพื้นและพยายามจะยึดจับสิ่งที่อยู่เหนือพวกมันไว้
มันคงอยู่แบบนั้นสองสามวินาทีก่อนที่มือเหล่านั้นจะแตกสลายไป
“แฮก… แฮก…”
เมื่อร่ายเวทเสร็จ ผมก็หอบหายใจจนตัวโยน
มานาในตัวแทบจะหมดเกลี้ยง ผมฝึกมานานพอสมควรแล้วจึงไม่แปลกที่จะเหนื่อยขนาดนี้
“ห้าครั้ง…”
นั่นคือจำนวนครั้งที่ผมสามารถใช้เวทนี้ได้ก่อนที่มานาจะหมด
ขีดจำกัดในตอนนี้ของผม
“ฟู่…”
ผมนอนแผ่หลาลงบนพื้น
ผมเหนื่อย
ผมหมดแรง
ผมแทบจะขาดใจตาย
แต่ทว่า…
“ฮ่าๆ…”
ผมว่า…
ผมเสพติดมันเข้าให้แล้วล่ะ
10:00 น. อาคารคาร์ลสัน
อาคารคาร์ลสันเป็นที่ตั้งของลานฝึกซ้อม สถานที่นี้กว้างขวางมาก ด้วยพื้นที่กว่าหนึ่งพันตารางเมตร มันใหญ่โตมโหฬารจริงๆ
วันนี้เป็นการเรียนที่ไม่ปกติ
“การวิเคราะห์ความก้าวหน้า ทุกไตรมาสเราจะทำการตรวจสอบความก้าวหน้าของนักเรียนตลอดทั้งปี การทดสอบจะวัดผลสามอย่าง หนึ่ง ปริมาณและคุณภาพของมานา สอง สมรรถภาพทางกาย และสุดท้าย ความอดทนทางจิตใจ”
ศาสตราจารย์ผู้รับผิดชอบ โอลิเวีย เจ. เคลสัน หญิงร่างสูงผมบลอนด์ยาวดวงตาสีเขียว เริ่มอธิบาย
“เนื่องจากสถาบันกำลังเตรียมความพร้อมให้พวกเธอเพื่อเข้าสู่มิติกระจก การโฟกัสทั้งสามด้านจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต่อให้เธอจะเป็นจอมเวท การรักษาร่างกายให้ได้มาตรฐานก็เป็นสิ่งจำเป็น ในกรณีที่เธอตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้และถูกบังคับให้หนี พละกำลังทางกายจะเป็นปัจจัยสำคัญ”
เธอพูดถึงความสำคัญของแต่ละหัวข้อการทดสอบและประโยชน์ที่จะได้รับในระยะยาว
ผมตั้งใจฟังทุกคำพูดของเธอและจดจำไว้อย่างละเอียด
ผมยังคงเป็นคนแปลกหน้าสำหรับโลกใบนี้ แม้สิ่งที่เธอพูดอาจจะดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ไม่ใช่เรื่องพื้นฐานทุกอย่างที่จะใช้กับผมได้
มีบางสิ่งที่ผมยังไม่รู้
“ตอนนี้ฉันจะแบ่งพวกเธอออกเป็นสามกลุ่ม จากนั้นให้ทำตามผู้ช่วยที่ได้รับมอบหมายเพื่อเข้ารับการทดสอบ”
รายชื่อเริ่มถูกเรียกออกมาทีละคน พร้อมกับที่เธอจะชี้ไปยังผู้ช่วยคนหนึ่ง
“ลักสัน เรเวนส์ครอฟต์”
“โรส แดนโกรฟ”
“เลออน เอลเลิร์ต”
“โจเซฟิน ไทเพิร์ล”
“อีฟา เคล เมเกรล”
“เคียรา ไมล์น”
“เอเวอลีน เวอร์ลิค”
.
.
.
“เอวีนัส จูเลียน ”
เมื่อชื่อของผมถูกเรียกออกมา มีช่วงเวลาที่หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่ศาสตราจารย์จะขมวดคิ้วและชี้ไปทางชายร่างยักษ์หัวโล้น เขายืนตระหง่านท่วมหัวผม คิ้วหนาของเขาขมวดเข้าหากันขณะที่จ้องเขม็งมาที่ผม
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมรู้สึกได้ว่าเขาดูจะไม่ค่อยชอบผมเท่าไหร่นัก…
ผมคิดไปเองหรือเปล่านะ?
‘มั้ง’
อาจจะเป็นเพราะเขาดูน่าเกรงขามอยู่แล้วก็ได้
ในตอนนี้ ภายใต้สายตาที่จับจ้องมาจากเหล่านักเรียนและเจ้าหน้าที่ ผมเดินตรงไปยังกลุ่มของตัวเอง ใบหน้าที่คุ้นเคยสองสามคนปรากฏขึ้นในสายตาเมื่อผมเดินเข้าไปใกล้
โดยเฉพาะเด็กสาวผมยาวสีขาวดวงตาสีแดง
ผมจ้องมองเธอครู่หนึ่ง และราวกับเธอจะสัมผัสได้ถึงสายตาของผม เธอจึงหันมาและดวงตาของเราก็สบกัน
ทันใดนั้น ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นความไม่พอใจ ดูจะเกลียดชังเลยด้วยซ้ำ
‘…สงสัยเธอยังจำเหตุการณ์คราวก่อนได้อยู่’
เรื่องบุหรี่นั่นสินะ
ก็นะ นั่นเป็นความผิดของผมเอง ผมไม่ควรทำตัวแบบนั้นเลย
“รีบๆ หน่อย เราไม่มีเวลาทั้งวันมารอนายคนเดียวหรอกนะ”
น้ำเสียงหยาบกระด้างดังขึ้นทางผม เมื่อเงยหน้าขึ้น ผมเห็นผู้ช่วยศาสตราจารย์คนเดิมกำลังจ้องเขม็งมาที่ผมจากระยะไกล
อา—
หมอนี่…
เขาเกลียดผมจริงๆ ด้วยแฮะ
แต่เพราะอะไรล่ะ…?
“….”
เมื่อรู้ว่าอาจจะโดนเพ่งเล็ง ผมจึงปิดปากเงียบและเดินเข้ากลุ่มไป
และราวกับจังหวะนรก พอก้าวเข้ากลุ่มปุ๊บ ศาสตราจารย์ก็เรียกชื่อครบทุกคนพอดี
“ฉันเรียกครบแล้ว”
เธอหันไปบอกเหล่าผู้ช่วยศาสตราจารย์
“พวกเธอเริ่มการทดสอบได้ กลุ่มหนึ่งไปที่การทดสอบร่างกาย กลุ่มสองไปที่การทดสอบมานา และกลุ่มสาม… ไปที่การทดสอบทางจิต”
พวกเราคือกลุ่มสอง ซึ่งหมายความว่าบททดสอบของเราคือการทดสอบมานา
ใจหนึ่งผมก็รู้สึกหวั่นกับการทดสอบนี้ เพราะรู้ดีว่าผลลัพธ์ของผมมันต้องออกมาแย่แน่ๆ แต่ในขณะเดียวกัน… ผมก็รอไม่ไหวที่จะได้ทดสอบมัน
คนอื่นจะคิดยังไงกับผมมันก็เรื่องของเขา แต่มันไร้ความหมายสำหรับผม สิ่งที่ผมสนใจที่สุดคือการได้เห็นระดับปัจจุบันของตัวเอง
เพื่อจะได้เห็นภาพรวมของระดับตัวเอง จะได้รู้ว่าควรปรับปรุงตรงไหนบ้าง
“เมื่อทุกคนทดสอบเสร็จแล้ว เราจะสลับส่วนกัน ไปได้”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของศาสตราจารย์ก่อนที่เราจะถูกนำทางโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ไปยังส่วนที่กำหนดไว้
สถานที่นั้นกว้างขวาง
ขนาดพอๆ กับห้องเรียนห้องหนึ่ง
ในพื้นที่นั้น มีวงเวทขนาดใหญ่ถูกเขียนไว้บนพื้น โดยมีโต๊ะตัวใหญ่ตั้งอยู่และมีลูกแก้วสามลูกปรากฏขึ้น
“นี่คือการประเมินการสั่นพ้องของมานา”
น้ำเสียงหยาบกระด้างของผู้ช่วยศาสตราจารย์เริ่มดังขึ้น
“การทดสอบนั้นง่ายมาก มีลูกแก้วสามลูกบนโต๊ะ ลูกแก้วแต่ละลูกมีหน้าที่แตกต่างกันไป”
เขาชี้ไปยังลูกแก้วเหล่านั้น
“ลูกทางซ้ายสำหรับวัด ‘ปริมาณ’ มานา ลูกกลางสำหรับวัด ‘ความบริสุทธิ์’ ของมานา และลูกทางขวาสำหรับวัด ‘การควบคุม’ มานา สิ่งที่พวกเธอต้องทำก็แค่พาดมือลงบนลูกแก้วและส่งมานาเข้าไป ผลคะแนนจะออกมาหลังจากสิ้นสุดการทดสอบ”
ทันทีที่เขาพูดจบ สายตาของเขาก็ตกมาที่ผม
วินาทีนั้นผมรู้เลยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น และเขาก็พิสูจน์ว่าผมคิดถูกด้วยการชี้ไปที่ลูกแก้วเหล่านั้น
“จูเลียน…”
เขาเรียกชื่อผม เหมือนพยายามจะเคี้ยวชื่อนั้นทิ้ง
“นายเริ่มคนแรก”