Chronicles of Primordial Wars ตำนานของสงครามแรกเริ่ม - ตอนที่ 14 : ผู้เชี่ยวชาญหิน
เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนที่ดวงอาทิตย์ขึ้น, เด็กทุกคนในถ้าตื่นขึ้นมาและ
บางคนมีรอยหมองคล้ารอบดวงตา พวกเขาไม่ได้รับการนอนหลับ
ที่เพียงพอ เนื่องจากความวิตกกังวล
ม่อเอ๋อร์กระตือรือร้นเมื่อเขาตื่นขึ้น สำหรับสถานการณ์ที่ไม่เคย
เกิดขึ้นในอดีต เขาได้ฆ่านกนางแอ่นราตรีไม่กี่ตัวในระหว่างทำการ
ฝึกฝนเมื่อคืน และบนแขนของเขาก็มีรอยแผลไม่กี่ที่ที่มีความลึก
แตกต่างกัน เขาได้ปิดรอยแผลด้วยสมุนไพร
โดยไม่คำนึงถึงความอยากรู้อยากเห็นของเขา ม่อเอ๋อร์ยืนขึ้นและ
หยิบมีดหินของเขาและรอสำหรับอะไรจะทำต่อไป เขาพบว่าทุกๆ
เด็กห้าคนจะยืนใกล้กัน พร้อมกับเชือกฟางและอะไรบางอย่าง
เล็กๆสีดำ ในอ้อมแขนของพวกเขา พวกเขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับ
สิ่งที่อยู่ใกล้ทางเข้า ขณะที่พวกเขามองไปที่ฉาวซวนอย่างตื่นเต้น
เต็มที่
“ดวงอาทิตย์ขึ้น! สภาพอากาศวันนี้น่าจะดี เพื่อที่พวกเราจะ
สามารถไปตกปลา! ” เด็กพูดเช่นนั้นและจ้องมองไปที่ดวงอาทิตย์
บนท้องฟ้า
” แต่อากาศก็ดีเหมือนเช่นเมื่อวาน แต่เราก็ไม่สามารถจับปลา!
วันนี้จะเป็นเช่นเดียวกับเมื่อวานหรือป่าว? ” เด็กอีกคนเทน้าเย็น
บนความกระตือรือร้นของเขา
เด็กส่วนใหญ่ในถ้าไม่ได้เป็นผู้คลั่งไคล้ความโชคร้ายเช่นนี้ ดังนั้น
พวกเขาทุกคนจ้องมองไปที่เด็กที่กล่าวว่า “เช่นเดียวกับเมื่อวาน”
ไม่ว่าวันนี้เป็นวันตกปลาหรือไม่ พวกเขาจำเป็นต้องกินอาหารเช้า
หรือสิ่งอื่นทดแทน พวกเขาจะไม่มีแรงในการทำงาน นับตั้งแต่พวก
เขามีรายได้บางส่วน ฉาวซวนจะกินอะไรทุกเช้า ตอนแรกเด็กบาง
คนรู้สึกลังเลที่จะกิน แต่แล้วพวกเขาก็เริ่มเหนื่อยล้าและบ้าๆบอ ๆ
เมื่อมันมาถึงการตกปลา ดังนั้นการเก็บเกี่ยวของพวกเขาจึงไม่ดี
เท่าคนอื่นๆที่กิน ดังนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาจะตั้งหม้อหินของ
พวกเขา เช่นเดียวกับที่ฉาวซวนทำ พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจาก
ต้องกินอาหารเช้า สำหรับการไม่กินอาหารมีความหมายว่าไม่มี
แรงในการทำงาน และไม่มีแรงที่จะทำงานหมายถึงล่าได้น้อยลง
พอกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความอดอยาก มันเป็นเพียงวงจรอุบาทว์
พวกเขามีพลังมากขึ้นเมื่อพวกเขาได้รับอาหารอย่างดีและน้าที่
เพียงพอ
เห็นว่าม่อเอ๋อร์ไม่ได้มีปัญหากับเดินไปรอบ ๆ ฉาวซวนชวนเขาไป
ตกปลาด้วยกัน ม่อเอ๋อร์นำเสนอนกนางแอ่นราตรีที่เขาฆ่าเมื่อคืน
ที่ผ่านมาเป็นอาหารเช้าสำหรับกลุ่ม เพื่อให้เด็กคนอื่น ๆ
นอกเหนือจากฉาวซวน มีทัศนคติที่ดีต่อเขา
เด็กทุกคนออกจากถ้า ออกจากบ้านของพวกเขาอย่างไม่ต้องระวัง
เพราะไม่มีอะไรเหลือสำหรับคนอื่น ๆ ที่จะขโมย พวกเขาถือเชือก
ฟางและทุ่นลอยสีดำทั้งหมด สำหรับปลาไม่มีใครในเผ่า พยายาม
ที่จะขโมยอาหารจากถ้าเด็กกำพร้าหรือถ้าอื่น ๆ เขาหรือเธอจะ
ได้รับการดูหมิ่นเป็นแน่แท้ จึงไม่มีใครจะเอาปลาของพวกเขา
แม้ว่าพวกเขาจะนำพวกมันออกไปตากแห้ง นอกจากอาหาร, ไม่
มีอะไรในถ้าที่สามารถดึงดูดคนอื่นๆได้ ดังนั้นมันจึงไม่จำเป็นที่
จะต้องเฝ้าระวัง และซีซาร์ตามฉาวซวนไปเช่นกัน
ผิวน้าในแม่น้าก็ยังสงบในวันนี้ แต่ไม่สงบแบบประหลาดพิสดาร
เช่นเมื่อวานนี้ เห็นน้าในแม่น้าเป็นประกายระยิบระยับ,ฉาวซวน
รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย เขาเรียกหาบา และตู เพื่อใช้เชือกฟางกับ
หนอนหินผูกที่ปลายเชือก และโยนมันลงไปในน้าเพื่อทำการ
ทดสอบ
เด็กกว่ายี่สิบคน ยืนอยู่ข้างหลังฉาวซวน และพวกเขาจ้องไปที่
หนอนหินโดยไม่กระพริบตา เมื่อหนอนหินจมลงไปในน้า พวกเขา
จ้องทุ่นลอยสีดำบนผิวน้า
“มันจะเป็นอย่างไร อาซวน?”
“มันโอเคไหม?”
“มีปลามาไหม?”
เด็กบางคนอารมณ์ร้อนไม่สามารถอดทนอยู่อย่างเงียบได้แต่
กระซิบออกมา
ฉาวซวนยังคงจ้องมองไปที่บนผิวน้า และในครั้งนี้เขาไม่ “เห็น”
สัตว์น้าที่มีหนวดยาว นอกจากนี้ยังมีการกระเพื่อมของทุ่นลอยสี
ดำก็เหมือนครั้งเก่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนอนหินกำลังดิ้นรนอยู่ใต้
น้า
“อาจจะไม่มีปัญ … ” ก่อนที่จะฉาวซวนจะจบคำพูดของเขา เขาถูก
ขัดจังหวะด้วยสถานการณ์บนผิวน้า
ทุ่นลอยสีดำจมลงฉับพลัน และพวกเขารู้สึกได้ถึงความแข็งแรงที่
คุ้นเคยจากเชือกฟาง ฉาวซวนสงบใจของเขา และทันทีที่ดึงเชือก
ฟางกลับมาพร้อมกันกับบา
“…ปลา!”
“มันเป็นปลา!”
“ปลากลับมา !!”
เห็นว่าเด็กๆทุกคนกระโดดขึ้นลงอยู่ในอาการตื่นเต้น และเมื่อ
ใบหน้าน่าเกลียดที่แสนคุ้นเคยเผยตัวเองจากในน้า ในที่สุดเด็ก ๆ
ก็มั่นใจได้เต็มที่
มันเป็นเพียงหนึ่งวัน แต่พวกเขาคิดถึงมันอย่างสุดซึ้ง พวกเขา
ค่อนข้างกระตือรือร้น ด้วยเชือกฟางที่อยู่ในมือและคำสั่งของฉาว
ซวน เจ้าลูกหมาทั้งหลายเริ่มที่จะตกปลาได้อย่างเชี่ยวชาญพร้อม
กับสมาชิกในกลุ่มของพวกเขา
“ม่อเอ๋อร์ เจ้าอยู่กับพวกเขา ตู บอก ม่อเอ๋อร์ถึงสิ่งที่เขาจำเป็นที่
จะต้องรู้เมื่อตกปลา ในขณะที่ข้าให้ซีซาร์ขุดหาหนอนหินมากขึ้น
หนอนหินที่เรามี ตอนนี้ห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ แต่จำไว้ว่า ไม่
ควรลงไปในน้าและห้ามมีการต่อสู้ หากเจ้ามีเวลาที่จะต่อสู้กัน
เจ้าอาจจะดึงปลาออกมาได้มากขึ้น ใช้เวลาของเจ้า สำหรับฤดู
หนาวที่จะมาในอีกไม่กี่วัน ไปขอความช่วยเหลือจากนักรบเฝ้า
ระวัง หากมีอะไรผิดปกติ. ” คำพูดส่วนหลังของฉาวซวนพูดถึงเด็ก
ทุกคนที่ริมฝั่ง
ในความเป็นจริง ฉาวซวนไม่จำเป็นต้องพูดบอกอะไรมากมาย
สำหรับเด็กทุกคนหลงรักวันนี้ที่มีโอกาสได้ตกปลาเป็นอย่างมาก
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เมื่อวาน ไม่มีใครรู้ว่าปลาเหล่านี้จะ
ออกมาในวันพรุ่งนี้หรือไม่ ดังนั้นยิ่งพวกเขาจับได้มากเท่าไหร่ ยิ่ง
ดีมากขึ้นเท่านั้น ใครจะหาเรื่องที่จะต่อสู้กับคนอื่น?
ในเวลาเดียวกันเมื่อเด็กจากถ้าดึงปลาออกมาจากในน้า ผู้คนที่
อาศัยอยู่บริเวณตีนเขาก็มาด้วยเช่นกัน และเข้าร่วมกองทัพจับ
ปลา
สถานการณ์เหล่านี้ได้เห็นบ่อยครั้ง เมื่อไม่นานมานี้ และต่างจาก
เมื่อก่อน นักรบเฝ้าระวังจะไม่ไปและเตือนพวกเขาหากพวกเขา
เห็นใครบางคนไปอยู่ใกล้น้า ตอนนี้พวกเขาเพียงสังเกตได้จาก
ระยะไกล และเมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาจะเตือนไม่ไปลงน้า และ
ควรแจ้งหากสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ
ปลาเหล่านี้ แน่นอนว่าได้ช่วยลดความกดดันของคนบางคน ใน
บางครอบครัวที่นักรบได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจล่าสัตว์
ที่ผ่านมาทำให้พวกเขาไม่สามารถมีส่วนร่วมในการล่าสัตว์ครั้ง
ล่าสุดก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึง ไม่มีการล่าสัตว์ทำให้มีอาหาร
น้อยลง สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีปัญหาเดียวกันเช่นจะทำ
อย่างไรให้มีชีวิตรอดในสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ตอนนี้พวก
เขารู้สึกโล่งใจ สำหรับผู้ที่ได้คาดการณ์ไว้ว่าสิ่งที่อยู่ในแม่น้า
อาจจะจับได้อย่างง่ายดาย? แม้ผู้ที่อ่อนแอและคนเฒ่าคนแก่ใน
เผ่าสามารถมาช่วยได้
นอกจากนี้ จากการผ่านทุกสิ่งทุกอย่างมา ฉาวซวนก็ค่อย ๆ เป็นที่
รู้จัก โดยชาวบ้านในเขตตีนเขา ในอดีตที่ผ่านมาที่พวกเขาจำได้ว่า
เป็นเด็กหลงทางที่เดินไปรอบๆกับหมาป่า ตอนนี้เพราะปลา และ
การค้าของพวกเขากับทุ่นลอยสีดำ ในที่สุดพวกเขาก็จำชื่อฉาว
ซวนได้ เมื่อคำพูดที่ว่า ฉาวซวนกำลังวางแผนที่จะทำการค้า
สำหรับหนังสัตว์ทั้งหมดที่ได้มาตรฐานไปรอบๆ หลายครอบครัว
ตรวจสอบหนังสัตว์บางส่วนที่พวกเขาไม่ได้ใช้ และรีบวิ่งไปทำ
การค้ากับฉาวซวน
เมื่อฉาวซวน มาถึงที่ลานกรวด มีเจ็ดหรือแปดคนที่มารออยู่แล้ว
พวกเขาได้ทักทายฉาวซวน และหลังจากที่พวกเขาได้ยินมาว่า
วันนี้เป็นวันสำหรับการตกปลา สายตาของพวกเขามองไปที่ฉาว
ซวนอบอุ่นมากขึ้น พวกเขาหวังว่าพวกเขาจะสามารถหาที่ซ่อน
ของหนอนหินและใช้พวกมันทั้งหมดเป็นเหยื่อตกปลาโดยเร็วที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้
เมื่อเร็ว ๆ นี้ หนอนหินในลานกรวดกำลังเดือดร้อน ทันทีที่พวกมัน
เผยให้เห็นหัวของพวกมันเล็กน้อยจากลานกรวด ผู้คนจะวิ่งไป
ข้างหน้าและขุดพวกมันออกมา ตัวที่รวดเร็วสามารถดันตัวมันเอง
ลงไปครึ่งหนึ่งเพื่อความอยู่รอด และตัวที่ช้าอาจถูกดึงออกมา
ทั้งตัว ในปีก่อนๆ พวกมันไม่ได้รับความสนใจจากผู้คน แม้ว่าพวก
มันคลานเหนือพื้นดินอย่างช้าๆแต่ตอนนี้ มันเป็นเรื่องที่แตกต่าง
กันอย่างสิ้นเชิง นอกเหนือจากการเผยให้เห็นหัวของพวกมัน แม้
การเคลื่อนไหวเพียงล็กน้อยของก้อนกรวดจะเป็นการดึงดูดความ
สนใจของใครบางคน และผู้คนก็จะหันไปดูว่ามีหนอนหินตัวไหนที่
ซ่อนอยู่
แต่ เมื่อเทียบกับซีซาร์ คนเหล่านั้นอยู่ไกลจากคำว่ามี
ประสิทธิภาพ พวกเขาเป็นคนโลภมาก เมื่อมีคนในลานกรวด
ค้นหาหนอนหินเห็นว่าซีซาร์สามารถทำได้อย่างง่ายดายจากการ
ขุดหนอนหินออกมาด้วยการดมกลิ่น
หมาป่าตัวนี้มีจมูกที่แหลมคม!
นอกจากนี้ ใครบางคนอาจจะคิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะสานตา
ข่ายยักษ์ด้วยเชือกฟางและใช้ในการจับปลา แต่ความจริงก็พิสูจน์
ให้เห็นแตกต่างกัน อันที่จริง ใครก็สามารถจับปลาจำนวนมาก
ด้วยตาข่าย แต่ก่อนที่ตาข่ายจะถูกดึงขึ้น มันก็ถูกฉีกออกจากกัน
โดยปลาเหล่านั้น และไม่มีปลาเหลือเลยเมื่อใครคนนั้นเก็บ
รวบรวมตาข่ายกลับมา ดังนั้นทุกคนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก
การใช้วิธีที่ไม่สะดวกในการตกปลาและจับเกมของพวกเขาทีละ
ครั้ง
ในช่วงบ่าย เด็ก ๆ ทุกคนถูกเรียกตัวกลับเข้าไปในถ้าโดยฉาวซวน
หลังจากที่พวกเขาได้รับอาหารด้วยอาหารจากเผ่า ไม่มีใคร
อยากจะอยู่ในถ้าเพื่อสานเชือกฟาง เพราะหลังจากการทำงาน
อย่างหนักเมื่อวานนี้ ตอนนี้พวกเขามีเชือกฟางเพียงพอ แต่พวก
เขาต้องการที่จะกลับไปที่ริมแม่น้า และตกปลาต่อไปก่อนที่มันจะ
มืดค่า
ฉาวซวนสนับสนุนไม่คัดค้าน แต่เขาไม่ได้ตามไปร่วมด้วยในช่วง
บ่าย เขามีหนอนหินมากมายในตอนเช้า ดังนั้นจึงน่าจะพอสำหรับ
ห้ากลุ่ม
ตัดสินจากดวงจันทร์ในคืนที่ผ่านมา ในช่วงฤดูหนาวควรจะเป็น
เพียงการกักตุน พวกเขาต้องจับปลามากขึ้นก่อนที่ฤดูหนาวจะ
มาถึง ตราบเท่าที่ฤดูหนาวได้มาถึงอุณหภูมิภายนอกจะลดลง
อย่างรวดเร็ว และจะมีชั้นน้าแข็งหนาอยู่ริมฝั่ง แล้วคนที่ไม่มีพลัง
สัญลักษณ์เป็นพื้นฐานโดยทั่วไปมักจะอยู่ภายในบ้าน พวกเขาไม่
มีเสื้อผ้าขนสัตว์ที่หนาและแข็งแรงเพื่อต่อสู้กับพายุหิมะ เช่นนั้น
พวกเขาอาจถูกแช่แข็งไปสู่ความตายได้อย่างง่ายดาย
แทนที่จะตามเด็กเหล่านี้ไปยังริมฝั่งแม่น้า,ฉาวซวนลากปลาสอง
ตัวและออกจากถ้า ฉาวซวนลากปลาหนึ่งตัวและอีกตัวให้แก่ซีซาร์
เขายังเอาถุงหนังสัตว์ติดตัวไปด้วย ซึ่งมีหินที่มีคุณภาพดีที่เขาเก็บ
มาจากสนามฝึกก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากที่ค้นหา
หนอนหินในลานกรวด มันก็ไม่ปลอดภัยพอที่จะเป็นสถานที่หลบ
ซ่อนอีกต่อไป ฉาวซวนย้ายก้อนหินเหล่านั้นและเก็บไว้ในถ้า ซึ่ง
แตกต่างจากครั้งเก่าก่อน ไม่มีลูกหมาตัวไหนกล้าที่จะปล้น
สิ่งของๆฉาวซวนอีกต่อไป
ทุกครั้งเมื่อฉาวซวนพบหินเนื้อดีที่สามารถทำเป็นเครื่องมือได้ เขา
จะแลกเปลี่ยนพวกมันสำหรับอาหารพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญหิน
นอกจากนี้คนที่เขาเลือกที่จะทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนยังกำหนด
แน่นอนตายตัวเช่นกัน ฉาวซวนตัดสินใจหลังจากที่เขาได้
สังเกตเห็นผู้เชี่ยวชาญหินไม่กี่แห่งในเขตตีนเขา
ผู้เชี่ยวชาญหินชื่อว่า “เค่อ” ผู้คนบอกว่าเขาเป็นคนรับผิดชอบใน
การวางกับดักไว้ในทีมล่าสัตว์ เพียงในระหว่างภารกิจการล่าสัตว์
เขาสูญเสียขาข้างหนึ่งของเขา ดังนั้นเขาจึงต้องถอนตัวออกจาก
ทีมล่าสัตว์ และกลายเป็นผู้เขี่ยวชาญหินใกล้เขตตีนเขา และ
ตอนนี้เขาทำเครื่องมือหินสำหรับผู้คนเพื่อหาเลี้ยงชีพ.
ฉาวซวนลากปลาและมาที่ด้านหน้าของบ้านไม้ ไม่มีประตูในบ้าน
หลายๆหลัง เช่นผู้คนที่ใช้ผ้าม่านหนังสัตว์หนาหรือผ้าทอเพื่อ
ป้องกันสายตาจ้องมองของคนอื่น มันก็เหมือนกับบ้านของเค่อ
ฉาวซวนร้องเรียก “ลุงเค่อ!” ในขณะที่เขาได้ยินเสียงขัดหินในบ้าน
ไม่มีเสียงตอบกลับจากภายใน แต่ม่านหนังเคลื่อนไหวนิดหน่อย
ซึ่งหมายความว่าเจ้าของอนุญาตให้เจ้าเข้ามาข้างใน หากไม่ได้รับ
อนุญาตให้เข้า ฉาวซวนไม่สามารถที่จะยกผ้าม่านได้ หลายสิ่ง
หลายอย่างที่เค่อใช้ดูเหมือนค่อนข้างเรียบง่าย แต่ในความเป็น
จริงซับซ้อนยิ่งกว่าสิ่งที่อยู่ในบ้านอาศัยของคนอื่น ๆ ‘ เจ้า
สามารถยกม่านของคนอื่นได้โดยตรง แต่มันจะไม่เป็นเช่นนั้นใน
บ้านของเค่อ แน่นอนเจ้าจะเป็นคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานได้รับ
ความเดือดร้อน หากเจ้าพยายามที่จะเข้ามาด้วยกำลัง
ถึงแม้ว่าเขาจะมีเพียงขาซ้ายข้างเดียว เค่อรับผิดชอบในการวาง
กับดักไว้ในทีมล่าสัตว์ ดังนั้นสำหรับอะไรที่มันคุ้มค่าก็เช่นที่เขา
ยังคงมีทักษะของเขา