Divine Doctor Daughter of the First Wife แพทย์เทวะ หัตถ์ปีศาจ - ตอนที่ 216 เข้าสู่ตำหนักของชายผู้เป็นดั่งเทพบุตร
- Home
- Divine Doctor Daughter of the First Wife แพทย์เทวะ หัตถ์ปีศาจ
- ตอนที่ 216 เข้าสู่ตำหนักของชายผู้เป็นดั่งเทพบุตร
หลังจากเฟิงหยูเองกล่าวว่า “ใครอยู่ข้างนอก” คนแรกที่ตอบ
โต้คือวังซวน นางหันกลับมาที่ประตูทันที ดึงประตูเปิดออก
ด้วยมือข้างหนึ่งนางเอื้อมมือออกไปอีกข้างหนึ่งเพื่อคว้าคอ
ของคนนั้น
ผู้ที่ถูกคว้าคอตัวสั่นด้วยความกลัวและรีบพูดออกมาอย่าง
รวดเร็ว “พี่วังซวน ข้าเอง!”
วังซวนเห็นว่ามันเป็นฉิงซวง ดังนั้นนางจึงปล่อยมือออก
ฉิงซวงกลัวมาก ใบหน้าของนางซีด เมื่อเห็นวังซวนปล่อยมือ
ออกไป ในที่สุดนางก็ถอนหายใจ “ข้ากลัวพี่สาวมาก ! พี่วัง
ซวน ข้าเป็นห่วงว่าคุณหนูรองจะหิวในตอนกลางคืน ข้าจึง
เตรียมน้ำแกงมาให้เป็นพิเศษ ข้าแค่สงสัยว่าข้าควรเข้ามา
หรือไม่ ถ้าคุณหนูรองไม่ได้ตื่นขึ้นมา”
วังซวนขยับไปด้านข้าง “ข้าคิดว่ามีคนมองผ่านรอยแยกของ
ประตูตอนกลางดึก ตอนข้าเข้ามาคุณหนูรองก็ตื่นแล้ว”
จากนั้นจึงก้าวเข้าห้องและวางชามตรงหน้าเฟิงหยูเอง
“คุณหนูรองยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยงจนถึงตอนนี้ ตอนนี้ก็
กลางคืนแล้ว ไม่ควรจะไม่กินมากเกินไป เพียงแค่ดื่มน้ำแกง
ก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร” เฟิงหยูเองไม่พูดอะไรเลย นางพยักหน้าและ
ฉิงซวงก็ไม่ได้รั้งรออยู่นาน หลังจากวางถ้วยน้ำแกงแล้วนางก็
ออกไป
แม้หลังจากฉิงซวงออกไปแล้ว เฟิงหยูเองก็ยังคงมีใบหน้า
เยือกเย็น วังซวนเห็นสิ่งที่นางกำลังคิดและพูดว่า “นาน
พอสมควรแล้วตั้งแต่ที่ฉิงซวงเข้ามาในคฤหาสน์ ทั้งในและ
นอกคฤหาสน์นางเป็นผู้ที่จัดการสิ่งต่างๆ และนางไม่เคยทำ
ผิดพลาด คุณหนูกังวลเกินไปหรือไม่เจ้าค่ะ”
“จริงหรือ ? ” เฟิงหยูเองยิ้มและส่ายหัว “ข้าหวังว่าข้าจะคิด
มากเกินไป แต่ลองดู” นางพูดอย่างนี้แล้วชี้ไปที่ชามน้ำแกง
บนโต๊ะ
วังซวนตกใจ “น้ำแกงมีอะไรหรือเจ้าค่ะ”
“ไม่” นางพูดว่า “น้ำแกงอร่อยมาก วังซวน เราทั้งคู่ต่าง
ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ และเราทั้งคู่ต่างก็รู้ว่าคนอื่นตกใจกับ
ความแข็งแกร่งของเจ้าเพียงใด แม้ว่านางจะตกใจมาก
เพียงใด แต่นางก็สามารถยกน้ำแกงมาได้โดยไม่หกสักนิด
บอกข้าสิ ข้าคิดมากเกินไปหรือไม่ ? ”
เมื่อได้ยินเฟิงหยูเองพูดเช่นนี้ วังซวนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่
ถูกต้อง ตอนนั้นใบหน้าของฉิงซวงซีดจากความกลัว แต่มือ
ของนางยังคงนิ่ง นี่ไม่ใช่สิ่งที่บ่าวรับใช้ทั่วไปสามารถทำได้
“บ่าวรับใช้คนนี้จะไปตามตัวนางมา ! ” วังซวนขมวดคิ้วแล้ว
หันหลังไป อย่างไรก็ตามเฟิงหยูเองหยุดนางไว้
“หยุดก่อน” นางหยุดวังซวน “ไม่ต้องรีบ ลองมาดูสิ่งที่นาง
หวังอะไรจากการเข้ามาเป็นบ่าวรับใช้มาเรือนของเรา”
วังซวนหยุด และคิดเล็กน้อย แต่นางก็ยังเป็นห่วง “ข้าจะ
คอยเฝ้าคุณหนูในคืนนี้”
“เจ้าต้องเตรียมตัวเดินทางไปทางไปเสี่ยวโจวในวันพรุ่งนี้
หากเจ้าไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้ก็ให้เรียกหวงซวนไป”
ในคืนนั้นหวงซวนอยู่นอกห้องของเฟิงหยูเอง แต่คนข้างในก็
ไม่ได้นอนมากเช่นกัน
เฟิงหยูเองสงสัยว่าถ้าเกิดปัญหากับฉิงซวง มันจะเป็นที่ไหน?
นางทำงานให้ใคร ? นางเริ่มทำงานให้เจ้านายคนนั้นเมื่อใด
มันเกิดขึ้นก่อนที่นางจะเข้ามาในคฤหาสน์หรือหลังจากที่นาง
เข้ามา ?
นางได้แต่หวังว่า สุดท้ายแล้วผู้คนที่อยู่ที่เรือนตงเซิงนั้นส่วน
ใหญ่เป็นคนของตระกูลเฟิง นางไม่กลัวผู้คนของตระกูลเฟิง
แต่สิ่งที่นางกลัวคือมันเกิดขึ้นก่อนที่จะเข้าคฤหาสน์ นั่น
หมายความว่านางเป็นเป้าหมายเมื่อฉิงหยูเริ่มเลือกสาวใช้
ใหม่ หากต้องวางแผนการต่อสู้ระยะยาวและใช้คิดมากขึ้น
มันทำให้นางรู้สึกยินดี
วันรุ่งขึ้นก่อนเที่ยงเฟิงหยูเองไปที่เรือนซูหยาเพื่อคารวะฮู
หยินผู้เฒ่า เมื่อนางมาถึง เฟิงเฉินหยูกำลังรินชาให้ฮูหยินผู้
เฒ่า
เมื่อเห็นนางมาถึง ฮูหยินผู้เฒ่าก็นั่งตัวตรง นางประหม่า
เล็กน้อย แต่นางไม่รู้ว่านางเป็นกังวลเรื่องอะไร
เฟิงหยูเองก้าวไปข้างหน้าและโค้งคำนับ “หลานมาคารวะ
ท่านย่าเจ้าค่ะ”
“อาเองมาแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ามองนางและต้องการยิ้ม แต่
นางทำไม่ได้ “นั่งเถิด”
“อาเองไม่นั่งเจ้าค่ะ” เฟิงหยูเองยิ้มให้นาง “อาเองมาที่นี่เพื่อ
คารวะท่านย่าและบอกท่านย่าว่าหลังจากเที่ยง อาเองจะเข้า
พระราชวังเพื่อขออภัยโทษจากเสด็จพ่อสำหรับความ
ผิดพลาดของหลาน”
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อได้ยินว่าเฟิง
หยูเองจะเข้าพระราชวังในวันนี้ ความประหม่าของนางก็
ชัดเจนยิ่งขึ้น “จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเจ้าเข้าไปในพระราชวัง
ใช่หรือไม่ ? ”
เฟิงหยูเองกระพริบสองสามครั้ง “ท่านย่ารู้สึกเหมือนมีอะไร
จะเกิดขึ้นหรือเจ้าค่ะ ? ”
“นั่น…” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สามารถพูดได้ แต่มีบางสิ่งที่ทำให้นาง
รู้สึกตื่นตระหนกหากพวกเขายังไม่ได้ถาม “เจ้าไม่สามารถ
รักษาขาขององค์ชายเก้าได้ ฮ่องเต้จะตำหนิเจ้าหรือไม่ ? ”
เฟิงหยูเองตอบ “ต่างกันอย่างไรถ้าข้าถูกตำหนิหรือไม่ถูก
ตำหนิเจ้าคะ ? ท่านย่ากังวลเรื่องอาเองหรือตระกูลเฟิงเจ้า
คะ ? ”
ฮูหยินผู้เฒ่าพูดไม่ออกเพราะนางไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร แต่
เป็นยายจาวที่พูดแทนนาง “ท่านฮูหยินผู้เฒ่าเป็นห่วงคุณหนู
รองเจ้าค่ะ ท้ายที่สุดคุณหนูรองจะต้องใช้ชีวิตร่วมกับองค์ชาย
เก้า”
ยายจาวหลีกเลี่ยงเรื่องร้ายแรง และพูดในหัวข้อที่เบากว่า
โดยพูดถึงความสุขส่วนตัวของเฟิงหยูเอง ฮูหยินผู้เฒ่าพยัก
หน้า “นั่นคือเหตุผล” นางคิดเพิ่มอีกนิด “หลังจากที่เจ้าเข้า
ไปในพระราชวังและได้พบกับฮ่องเต้ เจ้าต้องพูดความจริง
และหากฮ่องเต้ทรงสนพระทัยเรื่องขาขององค์ชายเก้ามาก ก็
อย่าพูดมากเกินไป ครั้งต่อไปจะมีโอกาสอีกครั้ง ในเวลานั้น
ตั้งใจรักษามัน หากนั่นไม่ดี… ส่งจดหมายถึงหวงโจว ลอง
ถามหมอเหยาเพื่อดูว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง อาเอง เจ้า
ต้องจำไว้ ตอนนี้เจ้าเป็นบุตรสาวของฮูหยินใหญ่ตระกูลเฟิง
เมื่อเจ้าก้าวหน้า ตระกูลเฟิงก็พลอยมีหน้ามีตาไปด้วย เมื่อ
เจ้าตกต่ำตระกูลเฟิงก็ตกต่ำด้วยเช่นกัน!”
“อาเองเข้าใจเจ้าค่ะ” นางไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ฮูหยินผู้เฒ่า
บอกจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตระกูล
เฟิงจะต้องไม่ล้มและมันจะต้องไม่รับเคราะเพราะเรื่อง
ระหว่างนางกับองค์ชายเก้า
หลังจากเฟิงหยูเองออกจากเรือนซูหยาไปแล้ว จิตใจของฮู
หยินผู้เฒ่าก็ยังวุ่นวาย แม้ว่าเฟิงเฉินหยูปลอบใจนางมากแค่
ไหน แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เมื่อเฟิงเซียงหรูมาแสดงความเคารพ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ระลึกถึง
งานเลี้ยงในพระราชวังครั้งก่อน ๆ องค์ชายเจ็ดส่งคนมามอบ
เสื้อผ้าให้เฟิงเซียงหรู นางไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ แต่
นางพูดกับเฟิงเซียงหรู “ในขณะที่พี่รองของเจ้าไปที่
พระราชวัง เจ้าไปที่ตำหนักชุน ไปถามองค์ชายเจ็ด”
เฟิงเซียงหรูตกใจ “ท่านย่าอยากให้ถามอะไรหรือเจ้าค่ะ ? ”
“แน่นอน ถามว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพี่รอองในพระราชวัง
หรือไม่ ! ” ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจอย่างหนัก “นางกำลังเข้า
ไปพระราชวังเพื่อยอมรับผิดและขออภัยโทษสำหรับความ
ผิดพลาดของนาง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฮ่องเต้ทรงพิโรธและ
ลงโทษนาง เป็นไปได้ว่าคฤหาสน์ของเราจะถูกลงโทษด้วย
เช่นกัน เจ้าสนิทกับองค์ชายเจ็ด ดังนั้นเจ้าสามารถไปถามได้
หรือไม่ ด้วยวิธีนี้เราสามารถเตรียมการไว้ได้”
เฟิงเซียงหรูคิดเล็กน้อย นางกับซวนเทียนฮั่วจะสนิทกันได้
อย่างไร เสื้อผ้าที่ถูกส่งมาให้นั้นเป็นเพราะพี่รองของนาง
ซวนเทียนฮั่วเพียงแต่เป็นผู้ออกหน้า ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่า
ต้องการให้นางไปที่ตำหนักชุน และนางคิดไม่ออกเลยว่าเขา
จะยอมพบนางหรือไม่
เมื่อเห็นเฟิงเซียงหรูลังเล เฟิงเฉินหยูก็วิตกกังวลเล็กน้อย
นางมองดูสถานการณ์ “เช่นนั้น…ให้เฉินหยูไปได้หรือไม่
เจ้าค่ะ? ”
ฮูหยินผู้เฒ่ามองไปที่นาง “เจ้าจะไปทำไม ? ”
“เฉินหยูก็สนิทกับองค์ชายเจ็ดเจ้าค่ะ ! ” จิตใจของนางเต็ม
ไปด้วยความหวัง ขณะที่นางมองไปที่ฮูหยินผู้เฒ่า “เฉินหยู
และน้องสามจะไปด้วยกัน ด้วยวิธีนี้เราสามารถสอบถาม
รายละเอียดได้มากยิ่งขึ้น”
ฮูหยินผู้เฒ่าเงียบและโบกมือ “ไม่เป็นไร แค่เซียงหรูคนเดียว
ก็พอแล้ว เจ้าควรอยู่บ้านอย่างเชื่อฟัง หลีกเลี่ยงการออกไป
ให้มากที่สุด”
คำพูดเหล่านี้ยุติความคิดเรื่องความรักของเฟิงเฉินหยู และ
มันก็ทำให้นางนึกสาปแช่งเด็กที่ขี้อายและทำตัวเงียบ ๆ
อย่างเฟิงเซียงหรูในใจ ความเกลียดชังที่นางมีต่อเฟิงหยูเอง
เริ่มเบนเข็มมาที่เฟิงเซียงหรูเล็กน้อย สายตาของนางตอนนี้
เต็มไปด้วยความอิจฉา
“รีบกลับไปเปลี่ยนชุด เมื่อเจ้าไปถึง เจ้าต้องถามอย่าง
ละเอียด องค์ชายเจ็ดสนิทสนมกับองค์ชายเก้ามาก เจ้าจะได้
ยินข่าวแน่นอน”
เฟิงเซียงหรูรีบออกจากเรือนซูหยา เมื่อกลับถึงเรือน นางเล่า
ให้อันชิฟังและเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นนางรีบออกจาก
คฤหาสน์และมุ่งหน้าไปยังตำหนักชุน
เมื่อนางออกไป เฟิงหยูเองก็มาถึงนานมานี้ เฟิงเซียงหรูไม่รู้
ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเฟิงหยูเองเข้าไปในพระราชวังในครั้งนี้
แต่ความกังวลของฮูหยินผู้เฒ่าก็ส่งผลกระทบต่อนางเช่นกัน
นางรู้สึกกังวลว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถ
พูดได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
รถม้าหยุดก่อนที่ทางเข้าของตำหนักชุนและเฟิงเซียงหรูลง
จากรถม้า นางเงยหน้าขึ้นและมองไปที่ป้ายตำหนักชุนที่จารึก
ไว้ขนาดใหญ่ นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าใจสั่น
ตำหนักแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นางจินตนาการถึงรวมถึงผู้ที่อาศัย
อยู่ในนั้น ทุกครั้งที่นางเห็นเขา นางจะรู้สึกดีใจและนางจะไม่
กล้าเงยหน้าขึ้น เห็นได้ชัดว่าบุคคลนั้นเป็นสายลมฤดูใบไม้ผลิ
และมีเจตนาที่ดี แต่เขาก็ยังสามารถทำให้นางเป็นกังวลอย่าง
มาก
ตัวอย่างเช่นนางยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าตำหนักแล้ว แต่นาง
ไม่มีความกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าอีก แบบนั้นนางยืนอยู่ตรง
ทางเข้าเป็นเวลานาน จนกระทั่งประตูของตำหนักเปิดออก
และบ่าวรรับใช้เดินออกมา เมื่อเห็นนาง เขาก็เดินถามด้วย
ความอยากรู้อยากเห็นว่า “ท่านเป็นคุณหนูมาจากตระกูลไหน
ขอรับ ? ทำไมถึงยืนอยู่หน้าประตูตำหนักของเรา?”
เฟิงเซียงหรูรวบรวมความคิดและตอบว่า “ข้าเป็นคุณหนูสาม
ตระกูลเฟิง ข้าต้องการ…ข้าขอพบกับองค์ชายเจ็ด”
“คุณหนูสามตระกูลเฟิง ? ” บ่าวรับใช้ไตร่ตรองชั่วครู่หนึ่ง
“จากครอบครัวของเสนาบดีเฟิงหรือขอรับ ? ”
“อืม”
“ได้โปรดรอสักครู่ ข้าต้องเข้าไปรายงาน แต่ไม่รู้ว่าองค์ชาย
จะอนุญาตให้เข้าพบหรือไม่นะขอรับ” บ่าวรับใช้พูดเสร็จแล้ว
ก็วิ่งกลับเข้าไปข้างใน
โชคดีที่นางไม่ได้รอนานเกินไป นางกำนัลอาวุโสก็ออกมาและ
คำนับเซียงหรู “คารวะคุณหนูสาม ฝ่าบาทให้คุณหนูสามตาม
บ่าวรับใช้คนนี้เข้าไปเจ้าค่ะ”
เฟิงเซียงหรูรีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว “นางกำนัลอาวุโสอย่า
ทำแบบนี้เจ้าค่ะ เซียงหรูควรจะคารวะนางกำนัลอาวุโส
มากกว่าเจ้าค่ะ”
นางกำนัลอาวุโสยิ้มแล้วจ้องมองเฟิงเซียงหรูและพยักหน้า
นางเคยได้ยินว่าตระกูลเฟิงมีบุตรสาว 4 คน คุณหนูใหใญ่นั้น
งดงามเป็นพิเศษ คุณหนูรองนั้นฉลาดและกล้าหาญ คุณหนู
สามนั้นบอบบางและน่ารัก ส่วนคุณหนูสี่นั้นหยาบคายและไร้
การอบรม นางรู้ว่าคุณหนูรองน่ารัก และตอนนี้ดูเหมือนว่า
คุณหนูสามสามก็น่ารัก นางมีมารยาทดีมาก
นี่เป็นครั้งแรกที่เฟิงเซียงหรูเข้ามาในตำหนักชุน ถึงแม้ว่านาง
ต้องการที่จะเหลียวมองไปรอบ ๆ แต่นางก็ไม่สามารถเงย
หน้าของนางได้เลย นางทำได้แค่ตามหลังนางกำนัลอาวุโส
แล้วเดินต่อไปข้างใน พวกเขาเดินตรงแล้วเลี้ยวตรงมุมแล้ว
เดินไปรอบ ๆ บ่อน้ำเล็ก ๆ แล้วเดินผ่านป่าเล็ก ๆ ในที่สุด
พวกเขาหยุด เฟิงเซียงหรูรู้สึกว่าถ้านางถูกสั่งให้กลับไปตาม
ทางเดิมที่เดินมา นางคงหลงทางแน่นอน
“คุณหนูสามโปรดรอที่นี่สักครู่เจ้าค่ะ เดี่ยวองค์ชายจะมาหา
ที่นี่เจ้าค่ะ” นางกำนัลอาวุโสทิ้งเฟิงเซียงหรูในห้องโถงรับแขก
และแจ้งให้บ่าวรับใช้คนหนึ่งรินชาให้นาง หลังจากนั้นนาง
จากไป
ในที่สุดเฟิงเซียงหรูก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อมองดู
ถ้วยชาที่ถูกยกมา มันเป็นถ้วยที่ทำจากหยกขาว และข้างใน
นั้นมีเกษรดอกบัวลอยอยู่ มันเป็นเหมือนซวนเทียนฮั่วซึ่งเป็น
ผู้สูงส่งและสงบ
แต่เฟิงเซียงหรูไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้ ในช่วงเวลานี้
จิตใจของนางก็เต็มไปด้วยความคิด ข้ามาที่ตำหนักขององค์
ชายเจ็ด
มันคืออะไร
คำพูดของอันชิยังคงอยู่ในใจของนาง นางรู้ว่ามีบางสิ่งที่นาง
คิดไม่ถึงด้วยซ้ำ มีบางเส้นทางที่ถ้านางพลาดแม้แต่ก้าวเดียว
นางจะต้องตกนรก นางไม่มีความกล้าหาญและนางไม่ได้รับ
พรนั้น
“ทำไมคุณหนูสามถึงมาที่นี่ ? ” ในขณะที่นางกำลังคิดอยู่นั้น
ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น มันเป็นเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิที่
ทำลายบรรยากาศในฤดูหนาวทันที