Divine Doctor Daughter of the First Wife แพทย์เทวะ หัตถ์ปีศาจ - ตอนที่ 217 แส้ในมือของข้าจะช่วยสอนเจ้าเอง
- Home
- Divine Doctor Daughter of the First Wife แพทย์เทวะ หัตถ์ปีศาจ
- ตอนที่ 217 แส้ในมือของข้าจะช่วยสอนเจ้าเอง
เฟิงเซียงหรูยืนขึ้นและโค้งคำนับไปในทิศทางของเสียงโดยไม่
เงยหน้าขึ้นมอง “เซียงหรูคารวะองค์ชายเจ็ด ทรงพระเจริญ
เพคะ”
ซวนเทียนฮั่วเดินไปข้างหน้าและช่วยประคองนางให้ลุกขึ้นยืน
จากนั้นเขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติของเขาว่า “ลุกขึ้น ไม่
จำเป็นต้องทำเช่นนี้” เขาเห็นว่าเฟิงเซียงหรูเป็นคนขี้อาย
ดังนั้นเขาพูดขึ้นมาว่า “เจ้ามาเพื่อสอบถามเรื่องที่พี่รองของ
เจ้าเข้าไปในพระราชวังหรือ ? ”
“เพค่ะ” เฟิงเซียงหรูพยักหน้า ในที่สุดนางก็รวบรวมความ
กล้าหาญได้มากพอที่จะเงยหน้าขึ้นมาตอบ ”พี่รองบอกว่า
กำลังจะเข้ามาในพระราชวังเพื่อยอมรับผิด และขออภัยโทษ
สำหรับความผิดพลาดของนาง ทุกคนในตระกูลกังวลและ
ท่านย่าขอให้เซียงหรูมาหาองค์ชาย เซียงหรูรู้ว่ามันไม่
เหมาะสม แต่มันก็เป็นคำสั่งของท่านย่า ดังนั้น…. ดังนั้น
หม่อมฉันจึงไม่กล้าปฏิเสธเพคะ”
“ไม่เป็นไร” ซวนเทียนฮั่วโบกมือให้นางนั่ง แล้วก็ไปนั่งยัง
เก้าอี้หลัก “มันไม่ถือว่าไม่เหมาะสม หมิงเอ๋อและข้าเป็นพี่
น้องกัน เจ้าและอาเองก็เป็นพี่น้องกัน การมาที่นี่เพื่อ
สอบถามเป็นสิ่งที่ควรทำ” ซวนเทียนฮั่วไม่ค่อยพูดถึงตัวเอง
ว่าเป็นองค์ชายต่อหน้าคนอื่นเว้นแต่เขาต้องการเตือนพวก
เขาถึงจุดยืนของเขา ส่วนใหญ่เขาจะพูดราวกับพูดเกี่ยวกับ
ชีวิตประจำวัน และเขาก็มีท่าทางเยือกเย็นสงบนิ่งตลอดเวลา
ที่พูดคุยกับใครก็ตาม
เฟิงเซียงหรูก็สงบลงด้วยน้ำเสียงแบบสบายๆ ของเขา ไม่
กระวนกระวายอีกต่อไปแล้ว ความวิตกกังวลของนาง
เกี่ยวกับเฟิงหยูเองก็เพิ่มขึ้น “ฝ่าบาท พี่รองจะไม่เป็นอะไรใช่
หรือไม่เพคะ ? ฮ่องเต้จะทรงพิโรธพี่รองหรือไม่เพคะ ?
พระองค์จะลงโทษพี่รองหรือไม่ ? ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่สามารถ
ตำหนิพี่รองได้ อาการบาดเจ็บที่ขาขององค์ชายเก้านั้น
รุนแรงมากและมันก็เป็นมานานมากแล้ว นั่นก็เป็นเหตุผลที่
ไม่สามารถรักษาได้ ! ฝ่าบาท พระองค์จะสามารถให้อภัยแก่
พี่รองได้หรือไม่เพคะ ? ขอร้องฮ่องเต้…. เพื่อไม่ลงโทษพี่
รอง! หรืออาจจะแค่งดเบี้ยหวัดก็ได้เพคะ” ยิ่งนางพูดมาก
เท่าไหร่ก็ยิ่งยากที่นางจะเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าฮ่องเต้ทรง
พิโรธ เป็นไปได้อย่างไรที่จะต้องงดเบี้ยหวัด
ซวนเทียนฮั่วหัวเราะ แต่ไม่ได้พูดว่าเขาจะช่วยได้หรือไม่ เขา
เพียงแต่บอกนางว่า “ เจ้าควรเชื่อใจพี่รองเจ้า”
“อ่า” เฟิงเซียงหรูตกใจเล็กน้อย “เชื่ออะไรเพคะ? พี่รองเป็น
คนบอกเองว่านางไม่สามารถรักษาได้เพคะ ! ”
“ไม่ว่านางจะสามารถรักษาได้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่านางจะถูก
ลงโทษหรือไม่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง บ่อยครั้งสิ่งที่เจ้าเห็นและ
ได้ยินไม่ใช่ความจริง บางครั้งก็มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมา”
เฟิงเซียงหรูรู้สึกสับสน นางไม่เข้าใจสิ่งที่ซวนเทียนฮั่วพูด
โดยปกติแล้วนางจะชื่นชมพี่รองของนางเมื่อดูนางสนทนา
และหัวเราะกับพวกเขาเท่านั้น อย่างไรก็ตามตอนนี้นางรู้ว่า
การสื่อสารเช่นนั้นไม่เพียงแต่ต้องใช้ความกล้าเท่านั้น แต่ยัง
ต้องใช้… ความคิด แน่นอนว่านางคงโง่เกินไปเพราะนางไม่
เข้าใจสิ่งที่เขาพูด หากเป็นเช่นนี้นางจะรายงานฮูหยินผู้เฒ่า
อย่าไร
เมื่อเห็นใบหน้าที่สับสนของนาง ซวนเทียนฮั่วก็อดไม่ได้ที่จะ
ส่ายหัว “เจ้ายังเด็กเกินไป เป็นเรื่องปกติที่เจ้าจะไม่เข้าใจ
ต้องโทษที่ข้าพูดได้เพียงเท่านี้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เจ้า
เพียงแต่ต้องจำไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันจะดีถ้าเจ้า
เชื่อมั่นในพี่รองของเจ้า”
“แต่ฮ่องเต้…”
“เสด็จพ่ออาจไม่มีความสุขเล็กน้อย แต่พระองค์จะไม่ทำให้
นางเดือดร้อนแน่นอน”
“เห้อ” เฟิงเซียงหรูถอนหายใจอย่างเบา ๆ แล้วลุกขึ้นยืน หัน
หน้าเข้าหาซวนเทียนฮั่ว นางกล่าวขอบคุณ “ขอบพระทัยฝ่า
บาทที่คลี่คลายข้อสงสัยต่าง ๆ ให้เซียงหรู แม้ว่าเซียงหรูจะ
ไม่เข้าใจมากนัก แต่เมื่อหม่อมฉันกลับไปที่คฤหาสน์ในอีก 1-2
ชั่วยาม ข้าจะจำสิ่งที่ฝ่าบาทพูดและรายงานคำพูดนี้ไปยัง
ท่านย่า”
ซวนเทียนฮั่วรู้สึกงงงวย “1-2 ชั่วยาม เจ้าจะไปที่ไหน?”
“เซียงหรูจะรอพี่รองที่หน้าประตูพระราชวังเพคะ”
“…ลืมเรื่องนั้นไปเถิด” ซวนเทียนฮั่วได้แต่ส่ายหัวแล้วลุกขึ้น
ยืน “ไปกันเถอะ ข้าจะไปกับเจ้า”
เมื่อพวกเขาออกจากตำหนักชุน เฟิงเซียงหรูนั่งในรถม้าของ
ซวนเทียนฮั่ว และรถม้าของตระกูลเฟิงตามมาอย่างเงียบ ๆ
ตลอดทางหัวใจของเฟิงเซียงหรูเต้นรัว ซักพักนางก็จะนึกถึง
ซวนเทียนฮั่วจากนั้นนางก็จะนึกถึงเฟิงหยูเอง นางหน้าเสีย
ซวนเทียนฮั่วหัวเราะเมื่อเขาเห็นมัน
ในเวลานี้ในคฤหาสน์เฟิงสภาพจิตใจของทุกคนไม่คงที่ ไม่มี
ใครรู้ว่าเมื่อเฟิงหยูเองกลับมา นางจะนำหายนะใดกลับมาที่
ตระกูลเฟิงพร้อมกับนาง
ในที่สุดบ่าวรับใช้ก็รีบไปที่เรือนซูหยาเพื่อรายงานในตอนเย็น
ไม่รอให้นางพูด ฮูหยินผู้เฒ่าพูดด้วยเสียงสั่น “เป็นไปได้
หรือไม่ว่าจะเป็นคนของพระราชวัง”
บ่าวรับใช้นั้นตกตะลึง “ท่านฮูหยินผู้เฒ่ารู้ได้อย่างไรเจ้าคะ ?
”
“มันจบแล้ว ! ” ถ้วยชาในมือของฮูหยินผู้เฒ่าตกพื้น เมื่อ
น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “ข้ารู้อยู่แล้ว !
ฮ่องเต้เกลียดตระกูลเหยามากในเวลานั้น ดังนั้นพระองค์จะ
เปลี่ยนแปลงท่าทีและปฏิบัติต่ออาเองอย่างดีได้อย่างไร
ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างทำเพื่อการรักษาขาขององค์ชาย
เก้า ! ฮ่องเต้เพียงแต่คิดว่าจะให้อาเองรักษาขาขององค์ชาย
เก้าเพื่อพระองค์จะได้รับความช่วยเหลือมากมาย ตอนนี้ขา
ขององค์ชายเก้าไม่สามารถรักษาให้หายได้ อาเองก็ไร้ค่า
และหายนะก็ตามนางมา ! ”
เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเป็นเช่นนี้ ยายจาวก็รีบขึ้นไปปลอบนาง
บ่าวรับใช้ที่มารายงานก็สับสนกับคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่า นาง
ก็ยืนนิ่งงันและในที่สุดนางก็พูดว่า “ท่านฮูหยินผู้เฒ่าพูดเรื่อง
อะไรหรือเจ้าค่ะ ? ”
ยาวจาวรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง และถามทันที “เจ้าบอก
ว่ามีคนของพระราชวังมา ใครที่มา ? ”
บ่าวรับใช้ตอบ “เป็นแม่นม 2 คนที่มาเจ้าค่ะ นางบอกว่า
ได้รับเชิญจากนางกำนัลอาวุโสโจวและคำสั่งจากฮองเฮาให้
มาที่คฤหาสน์เฟิงเพื่อสอนมารยาทให้คุณหนูสี่เจ้าค่ะ”
“หืม ? ” ฮูหยินผู้เฒ่าหยุดคร่ำครวญทันที “เจ้าพูดว่าอะไร ?
”
บ่าวรับใช้กล่าวอีกครั้งว่า “มีแม่นมจากพระราชวังมาเพื่อ
สอนเจ้าค่ะ พวกเขาถูกพามาที่นี่แล้ว พวกเขากล่าวว่าพวก
เขาจะคารวะท่านฮูหยินผู้เฒ่าก่อน จากนั้นจะไปสอนคุณหนูสี่
เจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าจำได้ว่าเฟิงเฟินไดเสียมารยาทต่อองค์ชายเก้า
เช่นไร และพระองค์บอกว่าเขาจะเชิญแม่นมสอนมารยาทให้
เฟินได
เมื่อได้ยินว่าคนที่มาจากพระราชวังมาเพื่อทำสิ่งนี้ หัวใจของฮู
หยินผู้เฒ่าก็สงบลงในขณะที่นางพูดกับบ่าวรับใช้อย่าง
รวดเร็วว่า “รีบไปพาคุณหนูสี่มาที่นี่”
บ่าวรับใช้ยอมรับแล้วออกไป ยายจาวแสดงท่าทางต่อฮูหยิน
ผู้เฒ่าในขณะที่พูดว่า “ท่านฮูหยินผู้เฒ่า ท่านต้องไม่
หวาดกลัวเช่นนี้นะเจ้าค่ะ หากไม่ใช่เพราะคุณหนูรองทำให้
องค์ชายเก้าอยู่ข้างนางได้ แม้ว่าฮ่องเต้ต้องการที่จะลงโทษ
นางมันจะไม่มีอะไรมากกว่าการระบายอารมณ์ พระองค์จะ
ยอมให้คุณหนูรองถูกลงโทษได้อย่างไรเจ้าคะ”
“แต่ขาขององค์ชายเก้าไม่อาจรักษาให้หายได้ พระองค์จะ
ยังคงปฏิบัติต่ออาเองอย่างที่เคยเป็นมาหรือไม่ ? ” ฮูหยินผู้
เฒ่าไม่เชื่อไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามยายจาวไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นจริงและเตือนฮู
หยินผู้เฒ่า “เมื่อวานนี้ที่เรือนตงเซิง ท่านก็เห็นท่าทีขององค์
ชายเก้าที่ปฏิบัติต่อคุณหนูรองแล้ว ท่านพบว่ามันผิดแปลกไป
หรือไม่เจ้าคะ ? ”
ฮูหยินผู่เฒ่าคิดอย่างถี่ถ้วนและพบว่ามันเป็นอย่างที่ยายจาว
พูด ดังนั้นนางจึงโล่งใจเล็กน้อย
ในเวลานี้บ่าวรับใช้คนหนึ่งรายงานจากภายนอกว่า
“แม่นมหลิวและแม่นมหวางได้มาคำนับท่านฮูหยินผู้เฒ่า”
“ได้โปรดเข้ามา”
ตามคำเชิญนี้แม่นมทั้งสองจากพระราชวังเดินเข้ามา พวก
นางอายุประมาณ 40 ปี ตัวสูงและดูเข้มงวด พวกนางเดิน
ตัวตรงและดวงตาของพวกนางไม่ได้มองทาง พวกนางเดินไป
หาฮูหยินผู้เฒ่าจากนั้นก็หยุด ในเวลาเดียวกันพวกนางก็กล่าว
ทักทาย “บ่าวรับใช้คารวะท่านฮูหยินผู้เฒ่าเฟิง ฮองเฮารับสั่ง
ให้เรามาที่คฤหาสน์ และสอนมารยาทแก่คุณหนูสี่ เราหวังว่า
ฮูหยินผู้เฒ่าจะดูแลพวกเราด้วยเจ้าค่ะ”
“แม่นมกล่าวอะไรเช่นนั้น กรุณาลุกขึ้น ได้โปรดลุกขึ้น” ฮู
หยินผู้เฒ่าต้องการยืนขึ้นและช่วยประคองพวกนางลุกขึ้น
ด้วยตัวเอง แต่นางกลับลุกขึ้นไม่ไหว แต่มียายจาวช่วยทำ
หน้าที่แทนนาง “เฟินได เด็กคนนั้นยังเด็กอยู่และไม่เข้าใจ
อะไรเลย หวังว่าท่านทั้งสองคนจะอดทนได้”
“ท่านฮูหยินผู้เฒ่าโปรดอย่ากังวล พวกข้าไม่กล้าฝ่าฝืนรับสั่ง
ของฮองเฮา” ใบหน้าของพวกนางดูเคร่งขรึม
หลังจากนั้นไม่นานเฟิงเฟินไดก็ถูกพาออกจากวัดไปที่เรือนซู
หยา หลังจากคุกเข่าอยู่ทั้งวันทั้งคืน เมื่อนางก็ได้ออกมา ผม
ของนางก็กระเซอะกระเซิงและใบหน้าของนางดูเหมือนจะ
เปื้อนเลือด นางเดินโซเซไปมา เมื่อนางเห็นฮูหยินผู้เฒ่า นาง
ไม่ยอมคารวะ ก่อนที่จะพูดว่า “ท่านย่า ลงโทษเฟินไดเช่นนี้
ถ้าเฟินไดตายไปท่านย่าจะอธิบายกับท่านพ่ออย่างไรเมื่อท่าน
กลับมา”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สนใจคำพูดของเฟิงเฟินได นางหันไปพูดกับ
แม่นมทั้งสองคน “นี่คือหลานสาวคนที่สี่ของข้าเอง”
ทั้งสองยืนขึ้นและคารวะตามแบบแผนก่อนกล่าวว่า “บ่าวรับ
ใช้คนนี้คารวะคุณหนูสี่ตระกูลเฟิง”
เฟิงเฟินไดขมวดคิ้ว “พวกเจ้าทั้งสองคนเป็นใคร?”
แม่นมหลิวกล่าวว่า “ข้าเป็นแม่นมในพระราชวังที่รับผิดชอบ
การสอน ฮองเฮารับสั่งให้เรามาสอนมารยาทคุณหนูสี่”
“เรียนรู้มารยาทหรือ? เรียนรู้มารยาทอะไร ? ”
เฟินไดสับสน “ข้าไม่ได้เข้าไปในพระราชวัง ทำไมผู้คนใน
พระราชวังถึงมาสอนมารยาทให้ข้า ? ท่านย่า พวกเขามาทำ
อะไรกันแน่เจ้าค่ะ”
“เจ้า ! ” ฮูหยินผู้เฒ่าตบเก้าอี้ของนาง “ทั้งสองคนได้รับ
คำสั่งจากฮองเฮาให้มาที่คฤหาสน์เฟิง เจ้ายังทำตัวเหลวไหล
อีกหรือ ? ”
“แต่…ทำไม ? ” เมื่อนางเอ่ยออกมา นางก็จำได้ทันทีที่ซวน
เทียนหมิงพูดเมื่อวานนี้ ใครจะรู้ว่าเฟิงเฟินไดคิดอย่างไร แต่
ทันใดนั้นดวงตาของนางก็เป็นประกายขึ้นและถามแม่นมหลิว
ว่า “ใช่ที่องค์ชายเก้าบอกข้าหรือไม่ ? ”
แม่นมหลิวพยักหน้า “เจ้าค่ะ”
“ฮ่า ๆ ! ” เฟินไดหัวเราะในทันใด “องค์ชายเก้าสนใจข้า
มิฉะนั้นทำไมพระองค์จะเข้าไปในพระราชวังเพื่อเชิญแม่นม
ให้มาสอนมารยาทข้าหรือ ? ท่านย่าโปรดอย่ากังวล เฟินได
จะเรียนรู้มารยาทแน่นอน ในอนาคตข้าจะไม่ทำให้องค์ชาย
เก้าต้องขายหน้าเจ้าค่ะ”
คำพูดของเฟินไดทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ทราบว่าจะทำสีหน้าเช่น
ไรดี แม่นมทั้งสองก็ตกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่แม่นมหวางจะเอ่ย
ขึ้นมาว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจตนาของคุณหนูสี่เป็นเช่นไรจึงได้พูด
เช่นนี้ ข้ารู้เพียงว่าเมื่อพระองค์ไปหาฮองเฮา พระองค์กล่าว
ว่า ‘คุณหนูสี่ตระกูลเฟิงเป็นคนไร้เหตุผล และทำให้เกิด
ภาพลักษณ์ไม่ดี นางไม่รู้จักมารยาทหรือการให้เกียรติและทำ
ให้องค์ชายคนนี้รู้สึกรำคาญ”
“หืม” ฮูหยินผู้เฒ่าถาม “เจ้าได้ยินหรือไม่? องค์ชายเก้าบอก
ว่าเจ้าไม่รู้จักให้เกียรติ พระองค์จะสนใจในตัวเจ้าได้อย่างไร ?
”
แม่นมหลิวพยักหน้า “คนเพียงผู้เดียวที่พระองค์สนใจก็คือ
คุณหนูรองตระกูลเฟิง นี่คือสิ่งที่ทุกคนรู้ พูดตามตรงก็คือ
พวกเราต้องการช่วยคุณหนูสี่ปรับปรุงนิสัยที่ไม่ดีของนางเจ้า
ค่ะ”
“นั่นเป็นไปไม่ได้ ! ” เฟินไดตะโกนออกมา “พระองค์จะพูด
เช่นนั้นได้อย่างไร? เจ้าต้องกุเรื่องนี้ขึ้นมา ต้องเป็นเฟิงหยู
เองที่ส่งเจ้ามาลงโทษข้า ต่ำช้า ! ! พวกเจ้าทั้งหมดต่ำช้า ! ”
เฟินไดคลั่งขึ้นมาและจะผลักแม่นมทั้งสองออกไป แม่นมหลิว
ถูกผลักไปด้านข้างและแม่นมหวางโกรธ นางล้วงมือเข้าไปใน
แขนเสื้อนาง ดึงแส้เล็ก ๆ ออกมา นางยกมือขึ้นและก้มไป
ทางด้านหลังของเฟิงเฟินได
ผู้คนในพระราชวังล้วนแต่มีจุดแข็ง พวกเขามีความสามารถ
ในการทำลายไม้ที่ถูกปกคลุมด้วยเต้าหู้ในขณะที่มั่นใจว่าเต้าหู้
ไม่แตก ยิ่งกว่านั้นนี่เป็นเพียงเสื้อผ้าที่ปกคลุมผิวหนัง
เฟิงเฟินไดรู้สึกถึงอาการปวดที่หลังของนางและเริ่มร้อง
ออกมา อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ไม่ได้กระตุ้นความเห็นอกเห็นใจ
จากคนในตระกูลเฟิงแม้แต่น้อย
แม่นมหวางถือแส้ในมือและพูดอย่างเยือกเย็น “แส้นี้ถูกใช้
เพื่อตีพระสนมของฮ่องเต้ และลงโทษข้าราชสำนักผู้หญิง
สำหรับคุณหนูสี่ของตระกูลเฟิงที่ถูกตี เจ้าควรจะมีความสุข”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า “แม่นมพูดถูกต้อง ข้าหวังว่าพวกเจ้า
จะสามารถสอนหลานสาวคนที่สี่ผู้นี้ได้อย่างเหมาะสม หาก
นางสมควรถูกตีก็ตีนางได้เลย หากนางควรถูกลงโทษก็ให้
ลงโทษนางได้ ไม่ต้องผ่อนปรนให้นาง”
“บ่าวรับใช้จะเชื่อฟังคำสั่งของท่าน”
ไม่ว่าเฟิงเฟินไดจะไม่เต็มใจสักเพียงใด แต่แม่นมทั้งสองถูก
ส่งไปที่เรือนของนาง
เมื่อมองพวกเขาจากไป ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวกับยายจาวอย่าง
รวดเร็วว่า “ท้องฟ้ามืดแล้ว ไปดูที่ประตูพระราชวัง อาเองยัง
ไม่กลับมาและเซียงหรูก็ยังไม่กลับมาอีก ข้าเป็นห่วงพวกนาง
มากจริง ๆ ”
ยายจาวไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่ออกจากคฤหาสน์ไปอย่าง
รวดเร็ว นั่งรถม้า นางรีบไปที่ประตูพระราชวัง
เมื่อนางมาถึง นางเห็นเฟิงเซียงหรูก็รออยู่ข้างนอก ที่มา
พร้อมกับนางคือองค์ชายเจ็ดซวนเทียนฮั่ว ขณะที่นางกำลัง
จะเดินไปหา นางเห็นคนออกมาจากประตูพระราชวัง
ตรงกลางมีหญิงชราที่แต่งตัวดีมาพร้อมกับนางกำนัลใน
พระราชวัง พูดคุยยิ้มแย้มกับนาง นางกำนัลนั้นสุภาพต่อ
หญิงชราซึ่งทำให้ยายจาวมองอย่างระมัดระวัง มันคงจะดีถ้า
นางไม่ได้มอง แต่เมื่อนางมอง ยายจาวก็ตกใจมาก “นั่นนาง
หรือ ? ”