Emperor's Domination จักรพรรดิบรรพกาล - ตอนที่ 3062 คนโหดอันดับหนึ่งมาแล้ว
ตอนที่ 3062 คนโหดอันดับหนึ่งมาแล้ว
มองดูภาพที่อยู่ตรงหน้า ไม่เพียงแต่ยอดฝีมือของตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนที่งงงัน แม้แต่ผู้บำเพ็ญตนจำนวนมากที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็งงงันเช่นเดียวกัน
ทุกคนต่างรู้สึกงงงันว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
กล่าวสำหรับตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยน พวกเขาเพียงต้องการทำลายระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิเทียนถงท่านั้นเอง ใครใช้ให้เด็กมหัศจรรย์สามตาของระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิเทียนถงกล้าแย่งชิงผู้หญิงของเทพแท้จริง พวกเขาก็แค่มีบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระเท่านั้น
ปัญหาก็คือ ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ไปหาเรื่องหอจรัสศักดิ์สิทธิ์ ตำหนักมังกรแท้จริง ระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิเซียนมารที่เป็นสำนักเพื่อการสืบทอดเหล่านั้น แล้วเพราะอะไรตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนของพวกเขาจึงกลายเป็นเป้าหมายที่บรรดาระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิมาล้อมปราบ
“ว้าวอลังการเหลือเกิน นี่เป็นสงครามทำลายล้างโลกที่เกิดจากผู้หญิงเพียงคนเดียวนะเนี่ย” ยอดฝีมือที่มองเห็นภาพนี้แล้วชมเปาะด้วยความตื่นตะลึง
เดิมทีทุกคนต่างมองดูเรื่องนี้แจ่มชัดมาก ก็แค่เด็กมหัศจรรย์สามตาไปแย่งราชันแท้จริงหลิงซินซึ่งเป็นคู่หมั้นของเทพสงครามจินเปี้ยน ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังไม่นับว่าเป็นการแย่ง จะอย่างไรเสียระหว่างเด็กมหัศจรรย์สามตากับราชันแท้จริงหลิงซินยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น ก็แค่เด็กมหัศจรรย์สามตาสารภาพกับราชันแท้จริงหลิงซินเท่านั้นเอง
แต่ว่า เทพสงครามจินเปี้ยนไม่สามารถอดกลั้นความอัปยศนี้เอาไว้ได้ ไม่เพียงต้องการสังหารเด็กมหัศจรรย์สามตาเท่านั้น ยังต้องการทำลายล้างระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิเทียนถง แน่นอน ระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิเทียนถงก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ที่สุดแต่ใครจะมารังแกได้โดยง่าย ระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิทั้งสองต่างส่งกองทัพของตนมา และสงครามครั้งใหญ่กำลังจะปะทุขึ้นมาเช่นนี้
เวลานี้ดันกลายเป็นว่ากองทัพของระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิทั้งหมดมาล้อมปราบตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนซะงั้น ตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนกลายเป็นเหมือนเป้าที่ทุกคนต้องการสังหาร
“นับว่าโลกนี้บ้าคลั่งเหลือเกิน คำพูดคำเดียวของเทพสงครามจินเปี้ยนที่พูดว่าต้องการทำลายหอจรัสศักดิ์สิทธิ์ พลันเหมือนเป็นการเหย่รังแตนเข้าให้อย่างนั้น หอจรัสศักดิ์สิทธิ์พลันระดมกองทัพใหญ่หมื่นพัน และต้องการทำลายตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยน” มียอดฝีมืออดที่จะยิ้มเจื่อนๆ และกล่าวว่า “นี่ออกจะเอาแต่ใจเกินไป และรุนแรงอันธพาลยิ่ง”
“เป็นความจริงที่เทพสงครามจินเปี้ยนดูจะผยองมากไปนิดหนึ่ง แต่ว่าหอจรัสศักดิ์สิทธิ์เองก็ดูจะเอาแต่ใจเกินไปแล้ว แค่คำพูดคำเดียวก็ระดมทหารหมื่นพันมา และต้องการทำลายตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยน”
ความจริงแล้ว มีผู้คนจำนวนมากน้อยเท่าไรต่างรู้สึกบ้าคลั่งเมื่อมองเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า การเปลี่ยนแปลงในนั้นนับว่าใหญ่เกินไปแล้ว
แค่เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น กองทัพหมื่นพันก็ถูกระดมโยกมาอยู่ ณ ที่ตรงนี้ นี่คือสงครามยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ กี่ยุคกี่สมัยแล้วที่ไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา
“ไหนเลยจะง่ายดายถึงเพียงนี้” สายตาของระดับบรรพบุรุษที่มีกำลังความสามารถชั้นคงความอมตะตลอดกาลดูลึกล้ำ และเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า “ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
ประกายตาของบรรพบุรุษที่มีกำลังความสามารถชั้นคงความอมตะตลอดกาลเต้นวูบวาบทีหนึ่ง และเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า “กี่ปีมาแล้วที่กองทัพจรัสของหอจรัสศักดิ์สิทธิ์ล้วนไม่เคยปรากฎตัวมาก่อน เจ้าเชื่อหรือว่า เพียงแค่คำพูดคำเดียวของเทพสงครามจินเปี้ยนก็ระดมกองทัพนับพันนับหมื่นบุกสังหารมาถึงเลยอย่างนั้นรึ? และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว การส่งกำลังทหารหมื่นพันมายังที่นี่เป็การเตรียมการพร้อมสรรพรอการเดินทางอยู่แล้ว”
“ลำพังอาศัยเพียงบุญคุณความแค้นระหว่างชายหญิงเล็กน้อยเท่านี้ เกรงว่ายังคงไม่เพียงพอทำให้ฝ่ายต่างๆ ก่อเกิดสงครามใหญ่ขึ้นมา แม้แต่นิกายอย่างวิหารอมตะก็มาด้วยแล้ว เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเพราะบุญคุณความแค้นระหว่างชายหญิงเล็กน้อยเท่านั้นแล้ว” ชั้นคงความอมตะตลอดกาลผู้นี้มีแววตาที่ลึกล้ำ
“ถูกต้อง…” ระดับบรรพบุรุษอีกผู้หนึ่งนึกถึงคำพูดของราชันหญิงจื่อหลง และกล่าวว่า “เมื่อครู่ราชันหญิงบอกแล้วมิใช่รึ? เรื่องของเด็กมหัศจรรย์สามตากับราชันแท้จริงหลิงซินได้ถูกผู้อื่นกำหนดเจาะจงแล้ว เกรงว่าใน ในนั้นจะมีความลึกลับอยู่”
เวลานี้กองทัพใหญ่ของตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนล้วนมีความกดดันอย่างยิ่ง พวกเขาไม่เกรงกลัวใดๆ เลยกับการต่อสู้ชี้ขาดกับระบบถ่ายทอดความคิดทางด้านลัทธิเทียนถง กระทั่งพวกเขาเกือบอยู่ในฐานะได้เปรียบแล้ว แต่ว่า เมื่อเผชิญกับกองทัพนับหมื่นนับพันในเวลานี้ ก็จะไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อพวกเขา
ต่อให้ตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนแข็งแกร่งมากกว่านี้ ก็ไม่สามารถอาศัยหนึ่งต่อร้อย และไม่สามารถทำได้ด้วยการเป็นศัตรูกับระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิจำนวนมากพร้อมๆ กัน
“ทุกท่าน หากตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนมีสิ่งใดล่วงเกินอะไร ยินดีนั่งลงคุยกับทุกๆ ท่าน” เทพผยองสุริยันเอ่ยขึ้นช้าๆ ด้วยท่าทีหนักแน่นจริงจัง
ต่อให้เทพผยองสุริยันแข็งแกร่งมากกว่านี้ โอหังอวดดีมากกว่านี้ เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ก็มิอาจมิยอมอ่อนข้อ แม้ตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนจะมีความแข็งแกร่ง แต่ว่า เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพหมื่นพันเช่นนี้ พวกเขาก็ได้แต่ยอมแพ้แล้ว
แต่ว่า สำหรับการยอมแพ้ของเทพผยองสุริยันนั้น ไม่ว่าจะเป็นกองทัพจรัส หรือวิหารอมตะ และหรือตำหนักมังกรแท้จริง ล้วนไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
กล่าวสำหรับเทพผยองสุริยันในขณะนี้แล้ว มันคือเรื่องที่อึดอัดอย่างยิ่ง พวกเขาถูกกองทัพนับพันล้านล้อมปราบกลับไม่มีพันธมิตรใดๆ ให้การช่วยเหลือ
เดิมทีพวกเขากับสวนเอเดนคือพันธมิตรเกี่ยวดองสมรสกัน แต่ว่า เวลานี้สวนเอเดนได้ฉีกสัญญาเกี่ยวดองสมรสสองตระกูลไปแล้ว และจากญาติกลายเป็นศัตรู และเข้าร่วมการล้อมปราบในครั้งนี้ด้วย
“แข็งเกินย่อมหักง่าย” ระดับบรรพบุรุษได้ทอดถอนใจเบาๆ และกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “เป็นเพราะเทพสงครามจินเปี้ยนโหดเกินไป นี่ยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่คู่หมั้นของตนก็ยังจะสังหาร มิเท่ากับเป็นการฉีกสัญญาเกี่ยวดองสมรสของสองตระกูลรึ? ทำให้ญาติที่ผูกพันด้วยการสมรสกันของลูกหลานต้องกลายเป็นศัตรู”
“สมน้ำหน้า…” ยายเฒ่าที่แข็งแกร่งก็หัวเราะเยาะ และกล่าวว่า “นี่แหละคือจุดจบที่ตีเมีย!”
เดิมทีตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนมีการเกี่ยวดองสมรสกับสวนเอเดนอยู่แล้ว ไม่แน่นักในจังหวะที่คับขันอาจมีสวนเอเดนคอยให้การช่วยเหลือ แต่ว่า เทพสงครามจินเปี้ยนโอหังเกินไป คิดว่าชั่วชีวิตของตนเองไม่จำเป็นต้องขอร้องผู้อื่น เขามีตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนสนับสนุน มีเผ่าจินเปี้ยนหนุนหลัง สามารถเกรียงไกรกวาดล้างศัตรูที่กล้าแข็ง แต่ว่า มาวันนี้กลับตกอยู่ในจุดจบที่ต้องถูกล้อมปราบโดยกองทัพนับหมื่นนับพัน
“อมิตาพุทธ สาธุ สาธุ” เวลานี้ หวังหมิงฝอที่นั่งอยู่บนยอดเขาสูงได้ลุกขึ้นยืน และกล่าวขึ้นช้าๆ ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เหล่ามิตรทุกท่าน มิสู้เจรจากันจะเป็นไร?”
เวลานี้ หมิงหวังฝอก้าวยืนออกมาสงบศึก พลันเป็นจุดศูนย์รวมของสายตาทุกคน พูดตามตรง หากหมิงหวังฝอออกหน้าสงบศึกยังคงมีน้ำหนักเพียงพออยู่แล้ว
หมิงหวังฝอคือเจ้าอาวาสของวัดลังกา ยิ่งไปกว่านั้นก็คือผู้นำของศาสนาพุทธ คำพูดของเขาก็มีน้ำหนักอย่างยิ่ง
ดังนั้น ในเวลานี้เขาสามารถก้าวออกมาแสดงจุดยืน ในระดับหนึ่งแล้วกล่าวได้ว่า มันก็คือท่าทีในฐานะตัวแทนของวัดลังกา และศาสนาพุทธ เป็นความจริงก็มีสิทธิ์ยืนออกมาไกล่เกลี่ยสงบศึก
แต่ว่าการไกล่เกลี่ยสงบศึกของหมิงหวังฝอนั้น แต่ละฝ่ายมีปฏิกิริยาสนองตอบที่เรียบเฉย กลับจะเป็นราชันหญิงจื่อหลงที่เปิดเผยตรงไปตรงมา นางส่ายหน้าและเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า “หมิงหวังฝอ เรี่องราวของที่นี่ใช่เป็นสิ่งที่ท่านสามารถไกล่เกลี่ยให้ยุติได้ ท่านเองก็เอาตัวไม่รอด รักษาตัวให้ดีเถอะ”
“ถ้าเช่นนั้นรวมเกียรติเล็กน้อยของตาเฒ่าอย่างพวกเราหลายคนเป็นอย่างไร?” ในเวลานี้ ห้าสหายภูผาเมฆได้ปรากฎตัวขึ้น และคำพูดของเทพม้วนเมฆาหนักแน่นจริงจัง
ทุกคนอดที่จะมองไป และกลั้นลมหายใจเอาไว้ไม่ได้ เมื่อเห็นห้าสหายภูผาเมฆก้าวออกมา
กล่าวได้ว่า ห้าสหายภูผาเมฆมีน้ำหนักมากในรุ่นอาวุโส โดยเฉพาะเทพม้วนเมฆา ทุกคนต่างรุ้ว่าหลานศิษย์ของเทพม้วนเมฆาก็คือปราชญ์อัจฉริยะหลันซู การที่พวกเขาห้าสหายภูผาเมฆก้าวออกมาหย่าศึกย่อมมีน้ำหนักเพียงพอ ไม่ว่าใครก็ต้องให้เกียรติเขาหลายส่วนกระมัง
“ถอยไปเถอะสหายเก่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่มีใครไปล่วงเกินห้าสหายภูผาเมฆ” ใต้เท้าเซิ่นตู๋ส่ายหน้าและกล่าวขึ้นช้าๆ ว่า “หากรู้จักกาลเทศะก็ถอนตัวออกไปเถอะ ยิ่งเร็วยิ่งดี มิฉะนั้นล่ะก็ เจ้าก็คงอยู่ได้ไม่เกินวันนี้”
“นี่มันเป็นอะไรกันไปแล้ว?” เมื่อเห็นทัพใหญ่ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าใครจะมาไกล่เกลี่ยยุติศึกก็ไม่ให้เกียรติ ทำให้ผู้คนอดที่จะซุบซิบขึ้น และรู้สึกว่าเรื่องนี้ได้เผยความประหลาดออกมา
“เหอะ เหอะ เหอะ…” เทพม้วนเมฆาไม่เล่นด้วย และกล่าวว่า “ข้าแก่ปูนนี้แล้ว มีอุปสรรคใดไม่เคยพบมาก่อน ได้ตัดเรื่องความเป็นความตายทิ้งไปแล้ว ยังจะมีอะไรต้องกลัวอีก”
ใต้เท้าเซิ่นตู๋จึงไม่พูดอะไรอีกต่อไป เมื่อเห็นว่าเทพม้วนเมฆาดื้อรั้นในความคิดของตน
เฉกเช่นระดับบรรพบุรุษผู้นั้นได้พูดเอาไว้อย่างนั้น จะเป็นหอจรัสศักดิ์สิทธิ์ก็ดี ตำหนักมังกรแท้จริงก็ช่าง อยู่ดีๆ จะไม่ฉุกคิดอะไรขึ้นมาด้วยการระดมกำลังหมื่นพันกะทันหัน จะไม่ล้อมปราบตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนกะทันหันเพียงเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง และจะไม่ระดมกำลังหมื่นพันมาทำลายล้างตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยนเพียงเพราะคำพูดที่โอหังอวดดีคำหนึ่ง ล้วนมีเหตุผลต่างๆ นานาของมันอยู่เบื้องหลังอยู่แล้ว
ในเวลานี้ บรรยากาศกลับกลายเป็นอึดอัดกดดันยิ่งนัก โดยเฉพาะของศิษย์ทั้งหมดของตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยน มันทำให้พวกเขาหอบหายใจไม่ทันโดยแท้
“วันนี้เป็นวันนัดหมายสิบวันมิใช่รึ? นี่ นี่ นี่มันกลายเป็นศึกตะลุมบอนได้อย่างไรกันเล่า?” มีผู้ที่ดูเรื่องของเวลาแล้วซุบซิบขึ้นมา
“นั่นสิ วันนี้คือวันนัดหมายสิบวันมิใช่รึ?” ผู้คนจำนวนมากจึงได้สติกลับมาเพื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้
แรกทีเดียวทุกคนต่างมาเพื่อเฝ้าดูนัดหมายสิบวัน ต้องการเห็นคนโหดอันดับหนึ่งสู้กับพวกเทพสงครามจินเปี้ยนที่เป็นเจ็ดผู้ยิ่งใหญ่ นึกไม่ถึงว่าเวลานี้กลับกลายเป็นระบบถ่ายทอดความคิดทางด้านลัทธิในหล้าล้อมปราบตำหนักศักดิ์สิทธิ์จินเปี้ยน
“คนโหดอันดับหนึ่งเล่า…” ในเวลานี้ ไม่รู้ว่ามีผู้คนจำนวนเท่าไรมองหน้าซึ่งกันและกัน ไม่ทราบว่าผู้คนจำนวนเท่าไรยืดคอมองหา ไม่มีใครมองเห็นคนโหดอันดับหนึ่ง
“เพราะอะไรคนโหดอันดับหนึ่งยังไม่มาเล่า คงไม่ใช่หนีไปแล้วกระมัง” มีผู้อดซุบซิบขึ้นมาไม่ได้
“เป็นไปไม่ได้กระมัง คนโหดอันดับหนึ่งคงไม่ถึงขั้นหนีไป” มียอดฝีมือคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ในเวลานี้ ไม่ว่าใครก็ไม่พบแม้เงาของคนโหดอันดับหนึ่ง เหมือนว่าเขาได้ลืมเรื่องนัดหมายวันนี้ไปแล้ว
“ทำไมคึกครื้นขนาดนี้ล่ะ” ในเวลานี้เอง เสียงที่เอ้อระเหยเสียงหนึ่งดังขึ้น ท้องฟ้าพลันสว่างไสวขึ้น
ทุกคนมองตามไป มองเห็นบนท้องฟ้าได้เปิดประตูมิติขึ้นมา เมื่อมองลอดประตูมิติเข้าไป ที่ตรงนั้นคือทะเลสีครามท้องฟ้าสดใส หาดทรายสีขาว ร่มเงาต้นมะพร้าวเย็นสบาย
นาทีนี้เวลานี้ มองเห็นบุรุษผู้หนึ่งสวมใส่ชุดลำลอง นั่งอยู่ใต้ต้นมะพร้าวด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย รับกับลมทะเลที่พัดโชยเข้ามา จิบสุราเลิศรสด้วยท่าทางสบายใจอย่างยิ่ง
แม้ว่าสิ่งนั้นดูเหมือนเป็นภาพจากกระจกเงาบานหนึ่ง โลกที่ท้องทะเลเขียวคราม ท้องฟ้าสดใสเช่นนี้เหมือนอยู่ตรงหน้าอย่างนั้น พลันนำพามาซึ่งเย็นสบายกับสถานการณ์สงครามที่กำลังมีบรรยากาศที่ตึงเครียด ทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนมีความเย็นสบายสายหนึ่งเข้ามาปะทะใบหน้า
“คนโหดอันดับหนึ่ง” มีผู้ที่ร้องเสียงดังขึ้นมาทันที เมื่อมองเห็นบุรุษที่นั่งรับลมทะเลอยู่ริมทะเล
“คนโหดอันดับหนึ่งมาแล้ว คนโหดอันดับหนึ่งมาแล้ว” มีผู้คนจำนวนไม่น้อยทยอยกันร้องกล่าวขึ้นมา หลังจากมองเห็นคนโหดอันดับหนึ่ง หลี่ชิเย่แล้ว
“ใต้เท้า…” ฮ่องเต้วิหารอมตะแสดงคารวะด้วยการกึ่งคุกเข่าข้างหนึ่ง เป็นการแสดงความเคารพสูงสุด
“ใต้เท้า…” เวลานี้ ราชันหญิงจื่อหลงก็ทำตาม ด้วยการแสดงความเคารพสูงสุดด้วยการกึ่งคุกเข่าข้างหนึ่ง
ราชันแท้จริงเซิ่นซวงเองก็แสดงความเคารพสูงสุดด้วยการกึ่งคุกเข่าข้างหนึ่ง ในฐานะตัวแทนของหอจรัสศักดิ์สิทธิ์
“ใต้เท้า…” เวลานี้ กองทัพหมื่นพันของหอจรัสศักดิ์สิทธิ์ บรรดาผู้เฒ่าที่เก็บตัวของระบบถ่ายทอดความคิดทางด้านลัทธิเซียนมาร กองทัพนับล้านของตำหนักมังกรแท้จริง…ต่างทยอยกันแสดงความเคารพสูงสุดต่อหลี่ชิเย่
ในเวลานี้ กองทัพแต่ละทัพที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้น เป็นสถานการณ์ที่สะเทือนหวั่นไหวอย่างยิ่ง
………………………………………………………