Emperor's Domination จักรพรรดิบรรพกาล - ตอนที่ 3068 มังกรเงยหน้า
ตอนที่ 3068 มังกรเงยหน้า
เสียงปังดังสนั่นหวั่นไหว หนึ่งทวนที่ปราศจากผู้ต่อกรของเทพสงครามจินเปี้ยนปะทะกับตราประทับหมื่นพุทธะของหมิงหวังฝอซึ่งหน้า ตราประทับหมื่นพุทธะถูกแทงจนแตกละเอียด ท่ามกลางเสียงปังที่ดังสนั่นหวั่นไหว พลังที่แข็งแกร่งปราศจากผู้ต่อกรได้กระแทกร่างของหมิงหวังฝอ และเทพสงครามจินเปี้ยนกระเด็นออกไปทั้งสองคน
และในเวลาเดียวกัน สัจธรรมห้าสายถูกหลี่ชิเย่ดีดไปเบาๆ ทีหนึ่ง พลันบิดเข้าด้วยกันเสมือนดั่งเชือกป่าน สัจธรรมสับสนยุ่งเหยิง การข่มในความสัมพันธ์ของปัญจธาตุซึ่งกันและกัน เกิดเป็นพลังสัจธรรมที่พุ่งโจมตีขึ้นมา
ได้ยินเสียงตูมที่ดังสนั่นหวั่นไหว ท้องฟ้าถูกแรงระเบิดจนแหลกละเอียด เมื่อสัจธรรมทั้งห้าสายพลันระเบิดขึ้นมา แม้แต่ท้องฟ้าก็ถูกระเบิดจนกลายเป็นหลุมดำที่น่าสยองขวัญขึ้นมา
เดิมทีสัจธรรมของห้าสหายภูผาเมฆนั้นปราศจากผู้ต่อกรอยู่แล้ว แต่ทว่า ขณะที่เกิดการข่มในความสัมพันธ์ของปัญจธาตุนั้น พลังของธาตุทั้งห้าสายพลันระเบิดขึ้น มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสยองขวัญเพียงใด
ท่ามกลางเสียงตูมที่ดังสนั่นหวั่นไหว ห้าสหายภูผาเมฆพลันถูกพลังจากการระเบิดของสัจธรรมของตนจนกระเด็นออกไป ได้ยินเสียงปังที่ดังขึ้น ในบรรดาพวกเขามีผู้ที่พุ่งชนเข้ากับภูเขาอย่างแรง ทำให้ภูเขาลูกนั้นถูกชนกระแทกจนแหลกละเอียดไปทันที
ในพริบตาเดียวนั่นเอง จะเป็นหมิงหวังฝอก็ดี เทพสงครามจินเปี้ยนก็ช่าง แม้แต่ห้าสหายภูผาเมฆก็เช่นเดียวกัน พวกเขาที่เป็นยอดฝีมือทั้งเจ็ดพลันถูกพลังกระแทกจนปลิวกระเด็นออกไป
อีกทั้งยังไม่ได้เกิดจากพลังของหลี่ชิเย่ทำให้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นพลังของพวกเขาที่กระแทกจนพวกเขาต้องปลิวกระเด็นออกไปเอง
ตลอดขั้นตอนหลี่ชิเย่เพียงก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ถือโอกาสชักนำ แล้วก้าวเท้าเข้าไป จัดการดีดไปทีหนึ่ง เพียงเท่านี้เท่านั้นเอง พลันจัดการยอดฝีมือทั้งเจ็ดจนตัวลอยออกไป
ทำให้ผู้คนล้วนแล้วแต่มองดูจนอ้าปากกว้างค้างอยู่อย่างนั้น ในเวลานี้ ทุกคนต่างมองจนงงงันไปสิ้น ไม่กล้าเชื่อในสายตาของตนเอง ภาพเช่นนี้ช่างเป็นความเพ้อฝันอะไรอย่างนั้น ช่างเหลือเชื่ออะไรอย่างนั้น ประดุจดั่งเป็นมายากล
ลองนึกภาพดู ในตลอดขั้นตอนนั้น เรียกได้ว่าหลี่ชิเย่ไม่ได้สำแดงแม้กระบวนท่าเดียว เพียงอาศัยมือแหย่ไปตามอารมณ์เท่านั้นก็เอาชนะยอดฝีมือทั้งเจ็ดอย่างง่ายดาย อีกทั้งยังเป็นผู้ทีดำรงอยู่ในฐานะราชันแท้จริงสิบสองลัคนาอีกด้วย
หากเรื่องราวเช่นนี้แพร่ออกไป เกรงว่าก็จะไม่มีใครเชื่อ นี่มันเรื่องของพันหนึ่งราตรีชัดๆ เสมือนดั่งเป็นเทพนิยายอย่างนั้น หากไม่ได้เห็นกับตาตนเอง ไม่ว่าใครก็ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
“นี่มันคือเทพนิยายรึ?” ระดับบรรพบุรุษก็ยังคงเหม่อลอยเมื่อมองเห็นภาพนี้แล้ว และพึมพำขึ้นมาว่า “และหรือนี่คือวิชามารที่มหัศจรรย์ยิ่งอย่างหนึ่ง”
แม้จะเป็นการมองเห็นด้วยสายตาตนเองของระดับบรรพบุรุษที่แข็งแกร่ง แต่ทว่าพวกเขาก็ไม่อยากจะเชื่อสำหรับภาพเช่นนี้ พวกเขาไม่สามารถมองเห็นความลึกซึ้งยอดเยี่ยมที่แท้จริงได้
ระดับบรรพบุรุษที่แก่หง่อมและมีกำลังความสามารถในระดับคงความอมตะตลอดกาลส่ายหน้าเบาๆ และกล่าวว่า “นี่หาใช่เป็นเทพนิยาย และไม่ใช่วิชามาร มันคือความยอดเยี่ยมจนถึงจุดสูงสุด ถึงขั้นที่สามารถควบคุมได้ตามใจแล้ว”
มีเพียงระดับบรรพบุรุษที่มีกำลังความสามารถเช่นนี้เท่านั้น จึงสามารถมองออกถึงความลึกซึ้งยอดเยี่ยมที่ซ่อนอยู่ภายใน
ในทัศนะของผู้อื่นมองว่า นี่มันคือเทพนิยายโดยแท้ และหรือเป็นวิชามารแขนงหนึ่ง แต่ว่า ในทัศน่ะของระดับบรรพบุรุษที่มีกำลังความสามารถชั้นคงความอมตะตลอดกาลมองว่า นี่แหละคือความลึกซึ้งของสัจธรรม นี่แหละคือพลังที่อยู่ระดับสูงสุดที่แท้จริง มีแต่ผู้ที่สามารถควบคุมพลังได้ถึงขั้นนี้ จึงจะบอกได้ว่าตนเองนั้นยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพลัง
ระดับบรรพบุรุษที่มองออกถึงความลึกซึ้งยอดเยี่ยมเช่นนี้ได้ ต่างรู้สึกเสียวสันหลังวาบ พวกเขาตระหนักได้อย่างแท้จริงว่า ผู้ที่สามารถควบคุมพลังถึงขั้นนี้ได้นั้น เกรงว่าจะเป็นระดับปฐมบรรพบุรุษ ทั้งยังเป็นระดับปฐมบรรพบุรุษที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง
ทว่า ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าแดนลัทธิเซียนมีระดับปฐมบรรพบุรุษคนที่สาม ผู้คนใต้หล้าต่างรู้ว่า นอกเหนือจากพระอาจารย์จินกวง และปราชญ์อัจฉริยะหลันซูแล้ว ไม่มีระดับปฐมบรรพบุรุษคนที่สามอีกแล้ว
แต่ว่า ในขณะนี้ภายในใจของระดับคงความอมตะตลอดกาลมั่นใจอย่างยิ่งว่า หลี่ชิเย่นั้นมีกำลังความสามารถระดับปฐมบรรพบุรุษอย่างแน่นอน มิฉะนั้นล่ะก็ เป็นไปไม่ได้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้อยู่แล้ว
ครั้นบรรดาระดับบรรพบุรุษที่แข็งแกร่งเหล่านั้นนึกถึงจุดนี้แล้วต่างมองตากันและกันทีหนึ่ง มิน่าเล่าคนโหดอันดับหนึ่งจึงสามารถมีฐานะเท่ากันกับปราชญ์อัจฉริยะหลันซู เขามีกำลังความสามารถเช่นนี้จริงๆ และมีคุณสมบัติที่จะอยู่ในระดับเดียวกันกับปราชญ์อัจฉริยะหลันซูอย่างแท้จริง
ระดับปฐมบรรพบุรุษ! นาทีนี้บรรดาระดับคงความอมตะตลอดกาลต่างรู้แล้วว่า ในแดนลัทธิเซียนมีระดับปฐมบรรพบุรุษคนที่สาม และระดับปฐมบรรพบุรุษคนที่สามก็คือคนโหดอันดับหนึ่งหลี่ชิเย่
เสียงซ่าาดังขึ้นมาเสียงหนึ่ง นาทีนี้เอง หมิงหวังฝอ เทพสงครามจินเปี้ยน ห้าสหายภูผาเมฆต่างพุ่งตัวขึ้นมา และคืนสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้งหนึ่ง
แม้ว่าในขณะนี้หมิงหวังฝอ เทพสงครามจินเปี้ยน ห้าสหายภูผาเมฆต่างไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ว่า ท่าทางของพวกเขาดูจะกระเซอะกระเซิงอยู่บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต่างก็นับว่าเป็นผู้ปราศจากผู้ต่อกร ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นผู้ดำรงอยู่ในฐานะแข็งแกร่งมากที่สุดแห่งยุค กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับหลี่ชิเย่อย่างง่ายดาย เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่พวกเขาไม่เคยได้พบตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมา
“แข็งแกร่งมาก” หนึ่งในห้าสหายภูผาเมฆถึงกับชมเปาะด้วยความตื่นตะลึง แม้ว่าตัวเขาที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ยังคงต้องสลดจนหน้าถอดสีในขณะนี้ นี่คือศัตรูที่แข็งแกร่งมากที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบมาชั่วชีวิต
แม้ว่าเวลานี้พวกเขากำลังต่อสู้ชี้ขาดกับหลี่ชิเย่ แต่ไม่อาจไม่ยอมรับในความแข็งแกร่งของหลี่ชิเย่ ดังนั้น พวกเขาอดที่จะชมเปาะด้วยความตื่นตะลึงออกมาจากใจ
“เสียดาย รู้ว่าข้าแข็งแกร่งในเวลานี้มันก็สายไปเสียแล้ว” หลี่ชิเย่ยิ้มบางๆ และเอ่ยขึ้นมาช้าๆ ว่า “บนโลกนี้ไม่เคยมียาเสียใจภายหลังขาย”
คำพูดลักษณะเช่นนี้ของหลี่ชิเย่ทำให้พวกห้าสหายภูผาเมฆเมื่อได้ยินแล้วถึงกับอึดอัดจนหายใจไม่ออก แม้ว่าคำพูดเช่นนี้ของหลี่ชิเย่จะดูเอ้อระเหย แต่ว่า กลับเหมือนเป็นสิ่งที่หนักอึ้งที่สุดในโลกที่กดทับลงบนตัวของพวกเขาโดยพลัน สิ่งที่ทำให้พวกเขาอึดอัดมากที่สุดก็คือ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ดูเหมือนว่าการต่อต้านใดๆ หรือพลังใดๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่แลดูไร้ซึ่งเรี่ยวแรงอะไรอย่างนั้น
แต่ว่า ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นห้าสหายภูผาเมฆก็ดี หรือจะเป็นเทพสงครามจินเปี้ยนก็ช่าง พวกเขาไม่มีทางเลือกอีกต่อไปแล้ว เหมือนดั่งที่หลี่ชิเย่ได้พูดเอาไว้ว่า โลกนี้ไม่มียาเสียใจภายหลังขาย เวลานี้ทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวก็คือสู้จนถึงที่สุด ไม่ก็พวกเขาตาย ไม่ก็หลี่ชิเย่ม้วย!
“ต่อให้เจ้าแข็งแกร่งมากกว่านี้ ข้าก็จะกัดเจ้าออกมาสักชิ้นหนึ่ง!” เทพสงครามจินเปี้ยนยังคงมีปณิธานการรบที่ดั่งคลื่นยักษ์ ปณิธานรบรุนแรงเสมือนดั่งทวนศักดิ์สิทธิ์ที่ชี้ไปยังหลี่ชิเย่โดยตรง เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน
แม้เทพสงครามจินเปี้ยนรู้ว่าตนเองหาใช่คู่ต่อสู้ของหลี่ชิเย่ เขาก็ยังคงมุทะลุดุดันยิ่งนัก เหมือนเช่นที่เขาพูดเอาไว้อย่างนั้น แม้ว่าตนเองจะสู้หลี่ชิเย่ไม่ได้ กระทั่งจะต้องตายจากการสู้รบ แต่ว่า เขายังคงไม่แคร์ ต่อให้สู้รบจนต้องตายในที่สุด เขาก็จะกัดบนตัวของหลี่ชิเย่อย่างแรงสักคำหนึ่ง
“กัดข้าสักคำ?” หลี่ชิเย่ยิ้มบางๆ และกล่าวท่าทีเอ้อระเหยว่า “ไม่รู้ว่าพวกเจ้ามีความสามารถเช่นนั้นหรือไม่เท่านั่น รับหนึ่งกระบวนท่าของข้าก่อนแล้วค่อยมาคุยกันว่าสามารถกัดข้าสักคำได้หรือไม่” กล่าวพลาง มือทั้งสองอยู่ในท่าเริ่มต้น
มังกรเงยหน้า! เมื่อมือทั้งสองของหลี่ชิเย่อยู่ในท่าเริ่มต้น เป็นเพียงหนึ่งกระบวนท่าที่ง่ายๆ ธรรมดาๆ เท่านั้นเอง คือ มังกรเงยหน้า!
กระบวนท่ามังกรเงยหน้าเป็นกระบวนท่าหนึ่งที่ธรรมดาง่ายๆ ที่ไม่รู้ว่ามีกระบวนท่าไหนง่ายไปกว่านี้อีกแล้ว กระทั่งกล่าวได้ว่า ผู้บำเพ็ญตนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่รู้จักกระบวนท่าง่ายๆ ที่เป็นท่าเริ่มต้นนี้ทั้งสิ้น
ใต้หล้าไม่ทราบว่ามีสำนักจำนวนเท่าใด ระบบถ่ายทอดทางความคิดด้านลัทธิเท่าใดที่อาศัยกระบวนท่ามังกรเงยหน้าง่ายๆ นี้เป็นท่าเริ่มต้น
ขณะที่เวลานี้ พลันที่หลี่ชิเย่ลงมือก็อาศัยกระบวนท่ามังกรเงยหน้าที่ง่ายที่สุดท่านี้
ยกมือขึ้น มังกรเงยหน้า มาคราวนี้ได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากต่างมองดูด้วยความงุนงง ผู้คนจำนวนมากต่างเข้าใจว่า เฉกเช่นหลี่ชิเย่ที่อยู่ในฐานะปราศจากผู้ต่อกร พลันที่ลงมือจะต้องเป็นกระบวนท่า หรือเคล็ดวิชาลับ และหรือท่าไม้ตายอะไรที่ปราศจากผู้เทียบเทียมในหล้า หนึ่งเดียวนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ปราศจากผู้ต่อกรทั่วฟ้าดินอย่างนั้น
ที่ผู้คนนึกไม่ถึงก็คือ ท่าเริ่มต้นของหลี่ชิเย่กลับเป็นท่าเริ่มต้นที่ธรรมดา และง่ายที่สุดอย่างมังกรเงยหน้า
แม้แต่ราชันแท้จริงเซิ่นซวงก็ตะลึงนิดหนึ่งเมื่อเห็นหลี่ชิเย่ลงมือด้วยกระบวนท่ามังกรเงยหน้า นางเคยเห็นหลี่ชิเย่ลงมือมาก่อน โดยเฉพาะ ‘หมัดสยบสวรรค์’ ความปราดเปรื่องน่าทึ่ง ความไร้เทียมทานเช่นนั้น ได้สร้างความประทับใจที่ไม่สามารถลบเลือนได้ในใจของนาง ขณะที่กระบวนท่านั้นโจมตีออกมา การสังหารที่เด็ดขาดเช่นนั้นทำให้นางไม่สามารถลืมเลือนได้ชั่วชีวิต
ที่นึกไม่ถึงก็คือ หลี่ชิเย่ที่สามารถโจมตีด้วย ‘หมัดสยบสวรรค์’ กลับลงมือด้วยมังกรเงยหน้าในขณะนี้ ส่งผลให้ราชันแท้จริงเซิ่นซวงตะลึงนิดหนึ่ง เนื่องจากนางยังอยากจะเห็นหลี่ชิเย่ได้สำแดงกระบวนท่าที่ปราศจากผู้ต่อกรในหล้าคล้ายกับกระบวนท่า ‘หมัดสยบสวรรค์’ อีก
มังกรเงยหน้าเป็นกระบวนท่าเริ่มต้นกระบวนท่าหนึ่ง หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นสำแดงออกมา อย่าแต่พวกเทพสงครามจินเปี้ยนที่ดำรงอยู่ในฐานะเช่นนี้ ต่อให้เป็นผู้เยาว์ทั่วๆ ไปก็เป็นเรื่องที่ต้องส่ายหน้ากันด้วยความระอา
แต่ว่า ฉับพลันที่หลี่ชิเย่สำแดงกระบวนท่ามังกรเงยหน้า พวกหมิงหวังฝอที่เป็นเจ็ดยอดฝีมือพลันเสมือนดั่งพบกับศัตรูยิ่งใหญ่ สำแดงการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตของตนขึ้นมา
‘อมิตาพุทธ’ หมิงหวังฝอกล่าวเอ่ยนามพุทธองค์ขึ้นมาคำหนึ่ง พริบตาเดียวนั่นเอง จีวรบนตัวของเขาพลันพวยพุ่งเป็นรัศมีพุทธขึ้นมา มองเห็นพระธรรมนับไม่ถ้วนที่ถูกกางออกมา ได้ยินเสียงทำนองเสนาะศาสนาพุทธที่ดังขึ้นเป็นระลอก ในพริบตาเดียวนั่นเอง ปรากฏแคว้นพุทธลอยขึ้นมา ภิกขุสามสิบล้านองค์เทศนาธรรม แผ่รัศมีพุทธออกมาจากแดนบริสุทธิ์ที่ไม่มีขอบเขตสิ้นสุด ณ แคว้นพุทธปรากฏพุทธองค์แต่ละรูปที่ทำท่ามุทรา และเทศนาธรรมสูงสุด…
ในพริบตาเดียวนั่นเอง หมิงหวังฝอเหมือนหายตัวไปอย่างนั้น สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนี้คือแดนพุทธที่ไม่มีขอบเขตสิ้นสุด ณ ที่ตรงนี้คือโลกของพุทธ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ เป็นโลกที่ไม่สามารถโจมตีให้ทะลุได้
เสียงตึงดังขึ้นมาเสียงหนึ่ง ในพริบตาเดียวนั่นเอง ชุดเกราะบนตัวของเทพสงครามจินเปี้ยนพลันพวยพุ่งเป็นแสงปฐมบรรพบุรุษที่ไม่มีสิ้นสุดขึ้นมา อานุภาพปฐมบรรพบุรุษพลันเสมือนดั่งเป็นน้ำหลากที่มาจากเขื่อนแตกเทลงมาอย่างไม่ขาดสาย
ในพริบตาเดียวนั่นเอง ร่างกายของเทพสงครามจินเปี้ยนคล้ายหล่อขึ้นมาอย่างนั้น และร่างกายของเขาเหมือนรากงอกยึดติดอยู่กับพื้นอย่างแน่นหนา
นาทีนี้ภาพที่สุดอลังการได้ปรากฏขึ้น จากเสียงจี๊ด จี๊ด จี๊ดที่ดังขึ้น มองเห็นผนังโลหะศักดิ์สิทธิ์ที่หนาและสูงจนประเมินไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาในพริบตาเดียว เมื่อผนังโลหะศักดิ์สิทธิ์ขวางอยู่ด้านหน้าของเทพสงครามจินเปี้ยนในทันที ได้กลายเป็นแนวป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด
ขณะที่ร่างเงาห้าสหายภูผาเมฆได้มีการซ่อนเร้น เมื่อแสงสว่างแวบขึ้นมา พวกเขาเสมือนดั่งหายไปจากโลกอย่างนั้น เหลือไว้เพียงแสงสว่างที่แวบวับเท่านั้นเอง พวกเขาไม่คงอยู่อีกต่อไป
แต่ว่า ระดับคงความอมตะตลอดกาลที่แข็งแกร่งปราศจากผู้ต่อกรกลับสามารถมองเห็น พวกเขาได้รวบรวมช่องว่างและเรียงซ้อนกาลเวลาขึ้นมา โดยที่พวกเขาได้หลบไปซ่อนอยู่ด้านหลังของช่องว่างและกาลเวลา และช่องว่างกับกาลเวลาได้กลายเป็นแนวป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขา เป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งมากที่สุด
ถ้าหากคิดจะโจมตีพวกเขาก็จะเป็นต้องทำลายป้อมปราการช่องว่างและกาลเวลาที่กั้นขวางอยู่ตรงหน้าของพวกเขา เมื่อเทียบกับแนวป้องกันที่จับต้องได้แบบนั้นแล้วไม่รู้ว่าแข็งแกร่งกว่ากันเท่าใด
ตูม ตูม ตูมในเวลานี้ฟ้าดินสั่นไหวโคลงเคลง สรรพสิ่งสั่นเทา ท่าเริ่มต้นของหลี่ชิเย่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ทว่าท่ามกลางกระบวนท่าเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดเมื่ออยู่ในมือของหลี่ชิเย่แล้ว ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนเป็นช่างลึกซึ้งยอดเยี่ยมอะไรอย่างนั้น ทุกสิ่งล้วนกลายเป็นปราศจากผู้ต่อกรอย่างนั้น
กระบวนท่าเริ่มต้นที่ง่ายๆ ทว่าเมื่ออยู่ในมือของหลี่ชิเย่แล้ว ทุกการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยได้กลายเป็นสุดยอดสัจธรรมสูงสุด กลายเป็นบทคัมภีร์ที่ปราศจากผู้เทียบเทียม
ได้ยินเสียงคำรามของมังกรแท้จริงดังกรรรขึ้นมาเสียงหนึ่ง พริบตาเดียวนั่นเอง ยังคงมีกระบวนท่าเริ่มต้นอะไรอีกเล่า นั่นมันคือมังกรแท้จริงตัวหนึ่ง เป็นมังกรแท้จริงที่เป็นอ๋องเป็นราชัน
พริบตาเดียวนั่นเอง มองเห็นเพียงมังกรแท้จริงที่บินเหินอยู่บนท้องฟ้า ฟ้าดินทั้งหมดล้วนแล้วแต่หมุนตาม แม้แต่สุริยันจันทราและดวงดาวยังติดตาม นาทีนี้เป็นการนำพาโลกทั้งโลกให้เคลื่อนไป โดยที่โลกทั้งโลกจะต้องหมุนเคลื่อนที่รอบตัวของมัน ดุจดั่งมันคือผู้สร้างโลกทั้งโลกขึ้นมาอย่างนั้น
มังกรเงยหน้าไม่เพียงแค่การเงยหน้าเท่านั้น แต่ว่า ในพริบตาเดียวนั่นเอง ทุกคนต่างบังเกิดมโนภาพขึ้นมา ช่วงจังหวะที่มังกรเงยหน้าในพริบตาเดียวเท่านั้นเอง ก็ได้สรรสร้างโลกขึ้น บุกเบิกโบราณกาล กำเนิดความขมุกขมัว
เหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนแล้วแต่ถือกำเนิดขึ้นในพริบตาเดียวที่เงยหน้าขึ้น ถ้าหากไม่มีการเงยหน้าเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ โลกนี้ก็จะไม่มีอะไรเลย ไม่มีสิ่งมีชีวิตนับล้านล้านชีวิต ไม่มีกาลเวลาที่ไหลริน ไม่มีช่องว่างที่ไม่มีสิ้นสุด ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีพลังหมื่นสัจธรรม
การที่มังกรเงยหน้าก็เป็นเพียงการเงยหน้าเท่านั้นเอง กลับทำให้โลกมีทุกสิ่งทุกอย่าง
…………………………………………….