Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน - ตอนที่ 1326 การบริจาคของหลินเยวียนถูกเปิดเผย (1)
- Home
- Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
- ตอนที่ 1326 การบริจาคของหลินเยวียนถูกเปิดเผย (1)
ตอนที่ 1326 การบริจาคของหลินเยวียนถูกเปิดเผย (1)
……………
ฉินเจินแพ้แล้ว…
บางทีเมื่อซิมโฟนีสองท่อนแรกของหลินเยวียนเริ่มต้นขึ้น ผู้ชมอาจยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่เมื่อได้ฟังท่อนที่สาม หรือแม้กระทั่งท่อนที่สี่ คำตอบนี้ก็ปรากฏชัดเจน
นี่แหละคือความน่าเกรงขามของซิมโฟนีหมายเลขเก้า ของเบโทเฟิน
ผลงานซึ่งมีอีกชื่อว่าซิมโฟนีประสานเสียงนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดสูงสุดในชีวิตการประพันธ์ของเบโทเฟิน และเปรียบเสมือนบทสรุปของเส้นทางด้านดนตรีในชีวิตของเขา
อย่าว่าแต่ฉินเจินสู้ไม่ได้เลย
แม้แต่หลินเยวียนเอง ในอนาคตก็จะต้องอยู่ใต้เงาของผลงานชิ้นนี้ไปนาน
นี่คือท่าไม้ตายขั้นสุด แม้เขายังมีงานระดับไพ่ตายอีกหลายชิ้นในมือ แต่ก็ยากจะก้าวข้ามซิมโฟนีชิ้นนี้ไปได้
แต่จะทำอย่างไรได้ ก็คู่ต่อสู้ของเขาคืออันดับหนึ่งของบลูสตาร์อย่างฉินเจิน
ถ้าไม่หยิบผลงานชิ้นนี้ออกมา หลินเยวียนก็ไม่มั่นใจว่าจะคว้าชัยชนะมาได้
ขณะนั้น
ในหอแสดงดนตรีจงโจว
ท่ามกลางเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง เสียงพูดคุยกันก็ดังขึ้น!
“ชนะแล้ว!”
“ไม่มีอะไรให้ลุ้นเลย!”
“นี่คือทำนองที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ฉันเคยฟังมา!”
“ไม่เคยมีซิมโฟนีไหนที่ทำให้ฉันประทับใจได้ระดับนี้มาก่อน”
“ใครจะคาดว่าตอนจบจะออกมาแบบนี้?”
“ตอนแรกคิดว่าผลจะสูสี ห้าต่อห้า หรือไม่ก็ฉินเจินหก เซี่ยนอวี๋สี่ แต่สุดท้ายผลกลับเป็นแบบนี้”
“ทุกท่าน!”
“วันนี้เราได้เห็นการถือกำเนิดของราชาองค์ใหม่แห่งวงการดนตรีด้วยตาตัวเอง!”
การดวลครั้งนี้
ไม่มีคณะกรรมการตัดสิน
และก็ไม่มีใครคู่ควรจะเป็นกรรมการของพ่อเพลงอวี๋กับฉินเจิน
ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของประชาชนเท่านั้น
และตอนนี้ ดูเหมือนประชาชนจะได้ข้อสรุปแล้ว
เพราะไม่ใช่แค่คนในฮอลล์ที่คิดว่าพ่อเพลงอวี๋ชนะ
ผู้ชมในโลกออนไลน์ก็เช่นเดียวกัน
‘ทุกอย่างเป็นอันสิ้นสุดลงแล้ว!’
‘พ่อเพลงอวี๋จงเจริญ!’
‘เพลงนี้สมบูรณ์แบบจริงๆ !’
‘นอกจากคำว่าสมบูรณ์แบบ ผมก็คิดคำอื่นไม่ออกแล้ว!’
‘หรือจะพูดว่า โอ้แม่เจ้า โคตรเจ๋ง!’
เจ๋งอย่างที่เขาว่าจริงๆ !
ในหอแสดงดนตรี
ผู้ชมลุกขึ้นยืนเต็มพื้นที่
เสียงปรบมือยังคงไม่หยุด
บางคนถึงกับตะโกนชื่อ ‘เซี่ยนอวี๋’ ออกมา
นับตั้งแต่เดบิวต์ หลินเยวียนก็ใช้ชื่อ ‘เซี่ยนอวี๋’ เดินบนเส้นทางดนตรี
สำหรับคอดนตรีทั้งหลาย ชื่อนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าหลินเยวียน
เช่นเดียวกับที่แฟนหนังสือหลายคนรู้สึกว่าฉู่ขวงคือหลินเยวียนตัวจริงในวงการวรรณกรรม
ขณะเดียวกัน
อันหงผู้เป็นพิธีกรเดินกลับขึ้นเวที
“ขอเรียนเชิญอาจารย์ฉินเจินกลับมาบนเวทีด้วยครับ”
เสียงปรบมือค่อยๆ แผ่วลง
สายตาทุกคู่มองไปยังฉินเจินที่เดินออกมาจากหลังเวที
ยอดบุรุษแห่งวงการดนตรีผู้นี้ เผยรอยยิ้มที่ซับซ้อนขึ้นมา
คล้ายกับเป็นความเสียดาย…
คล้ายกับเป็นความปล่อยวาง…
คล้ายกับเป็นความขมขื่น…
คล้ายกับเป็นความยินดี…
เมื่อเขายืนประจำตำแหน่งบนเวที ฉินเจินยื่นมือออกไปทางหลินเยวียน
หลินเยวียนคลี่ยิ้มบาง แล้วจับมือกับอีกฝ่าย
เพียงการจับมือธรรมดาครั้งนี้ กลับให้ความรู้สึกคล้าย กับเป็นพิธีส่งต่อและสืบทอดบางสิ่งระหว่างทั้งสอง
จนกระทั่งมือทั้งสองแยกออกจากกัน อันหงจึงเอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์ฉินเจิน มีอะไรอยากกล่าวไหมครับ?”
ฉินเจินตอบอย่างสั้นกระชับ “ผมชอบผลงานของอาจารย์หลินเยวียนมาก มันทำให้ผมรู้สึกสั่นสะเทือนถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณจริงๆ ”
อันหงหันไปถามหลินเยวียนบ้าง “แล้วอาจารย์หลินเยวียนละครับ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเยวียนจางลง “ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ฟังผลงานเมื่อครู่นี้ของอาจารย์ฉินเจิน เพราะสำหรับผม นี่คือหนึ่งในงานสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วครับ”
ทั้งสองไม่ได้ใช้ถ้อยคำสวยหรู ไม่ได้สรรเสริญกันเกินเหตุ ทว่ายอมรับซึ่งกันและกัน
แม้คำพูดเพียงไม่กี่คำ แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเข้าใจที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ระหว่างทั้งสอง
นี่คือบทสนทนาระหว่างราชาองค์เก่าและราชาองค์ใหม่”
หลังการดวลที่หอแสดงดนตรีจงโจวจบลง การจัดอันดับสาขาดนตรีก็ได้รับการอัปเดตทันที
และก็เป็นไปตามที่ทุกคนคาดไว้
อันดับหนึ่งกลายเป็นชื่อ ‘หลินเยวียน’
ส่วนฉินเจิน จากที่เคยนั่งอันดับหนึ่งมาตลอด กลับร่วงลงไปอยู่อันดับสอง
แต่แม้จะไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนัก แต่เมื่อปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาหัวใจของผู้คนก็ยังสั่นไหวอยู่ดี
เพราะในตอนนี้ หลินเยวียนคืออันดับหนึ่งแห่งสาขาวรรณกรรม ดนตรี และการเต้นรำ ไปพร้อมกันแล้ว!
นี่ไม่ใช่แค่ปาฏิหาริย์ของคนคนเดียว แต่คือปาฏิหาริย์ของทั้งบลูสตาร์!
…
หลังจากขึ้นครองอันดับหนึ่งของสาขาดนตรี ต่อให้หลินเยวียนแค่เดินทางไปบริษัท ก็ต้องเจอบรรดานักข่าวกับแฟนคลับดักรอทุกซอกทุกมุม
แต่บางเรื่อง ก็ต้องเดินหน้าต่อ
ปลายเดือนพฤษภาคม
อัลบั้มเดี่ยวที่หลินเยวียนทำให้เฉินจื้ออวี่ถูกปล่อยออกมา
และอัลบั้มนี้ใช้เวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้นก็พุ่งขึ้นอันดับหนึ่งของการจัดอันดับเพลงประจำฤดูกาล!
อัลบั้มนี้รวมทั้งหมดสิบเพลง เช่น ลอยไปไกลโพ้น ใต้เมฆลอยล่อง ความผิดพลาดในทุ่งดอกไม้ พันปีต่อมา บทเพลงแห่งคืนจันทร์เสี้ยว See It Again ฯลฯ
เพลงพ็อปก็มี
เพลงคลาสสิกก็มี
ครบทุกแนว
น่าเสียดายที่แม้อัลบั้มนี้จะทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งด้วยสถิติความเร็วที่ยังไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ทว่ากระแสของอัลบั้มนี้ ก็ยังถูก ซิมโฟนีห มายเลขสองของเซี่ยนอวี๋กลืนหายไป
ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ
หลินเยวียนใช้ผลงานชิ้นเอกอันดับหนึ่งของเบโทเฟินเอาชนะฉินเจิน
ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าให้อัลบั้มที่ทำออกมาให้ของเฉินจื้ออวี่จะดังแค่ไหนก็ไม่มีทางสู้กระแสของบทเพลงซิมโฟนีนี้ได้เลย
แต่ตัวเฉินจื้ออวี่เองกลับไม่ได้ใส่ใจนัก
ปล่อยอัลบั้มในช่วงปลายเดือน แถมขึ้นอันดับที่หนึ่งในสิบนาทีนี่คือความสำเร็จครั้งใหญ่ในอาชีพเขาแม้แต่สมาชิกคนอื่นในราชวงศ์ปลายังไม่เคยทำสถิติได้เร็วขนาดนี้!
น่าเสียดาย
สถิตินั้นอยู่ได้เพียงสิบกว่าวัน ก็ถูกทำลายไปแล้ว
เพราะเมื่อต้นเดือนมิถุนายน อัลบั้มเดี่ยวที่หลินเยวียนทำให้ซุนเย่าหั่ว ก็วางขายเช่นกัน
เพลงโปรโมตของอัลบั้มมีชื่อว่า ‘ไกลกันพันลี้’ และทั้งอัลบั้มใช้เวลาเพียงห้านาที ก็ทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของฤดูกาลเพลง!
และแน่นอน
อัลบั้มยังใส่เพลงสร้างพลังใจที่เหมาะกับซุนเย่าหั่วอย่างเพลง ‘ฟ้าสูงทะเลกว้าง’ เข้าไปด้วย
ต้องเข้าใจกว่า แต่ก่อนซุนเย่าหั่วเคยร้องเพลงนี้มาแล้วแต่เป็นเวอร์ชันของวง Shin
ครั้งนี้หลินเยวียนหยิบ เวอร์ชัน Beyond ใส่ลงไปแทน
นอกจากนี้
เขายังใส่เพลง ‘สายเรียกซ้อนแห่งรัก’ ไว้ในอัลบั้มของซุนเย่าหั่วด้วย
หลังจากสมาชิกทุกคนในราชวงศ์ปลาได้อัลบั้มกันครบ
หลินเยวียนก็ประกาศลงบล็อกว่า
‘อัลบั้มลำดับที่เจ็ดของราชวงศ์ปลา ผมจะเป็นคนขับร้องเอง’
ทันใดนั้น
ทั่วทั้งบลูสตาร์พลันแตกตื่น
ในฐานะอันดับหนึ่งคนใหม่ของวงการดนตรีบลูสตาร์ อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกของหลินเยวียน สามารถจุดไฟความตื่นเต้นไปทั่วทุกแห่งหนได้ในชั่วพริบตา!
และท่ามกลางความตื่นเต้นของผู้คนทั่วโลกนั้น
ความรู้สึกของหลินเยวียนกลับดิ่งลงอย่างรุนแรง
เพราะเขาเพิ่งได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง
เป็นสายจากลูกสาวของเว่ยซูจิ้ เธอแจ้งข่าวร้าย
เว่ยซูจิ้งจากไปแล้ว
วาทยกรที่เขาเคารพที่สุด พ่ายแพ้ต่อโรคร้าย และจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ลูกสาวของเขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จนถึงลมหายใจสุดท้าย คุณพ่อยังฟังซิมโฟนีที่อาจารย์เซี่ยนอวี๋แต่งอยู่เลย…”
เย็นวันนั้น
ระหว่างที่หลินเยวียนกำลังอัดเสียงสำหรับอัลบั้มใหม่ ขณะร้องเพลงหนึ่งอยู่ดีๆ ขอบตาของเขาก็แดงรื้นขึ้นมา
“นอกศาลา
ข้างทางเก่าคร่ำคร่า
ทุ่งหญ้าเขียวจรดขอบฟ้า
ลมยามเย็นพัดต้นหลิว เสียงขลุ่ยแผ่วมา
อาทิตย์อัสดงลาลับหลังภูผา
สุดปลายฟ้า
สุดพสุธา
มิตรสหายแยกย้ายกันไป
สุราหนึ่งไห ดื่มส่งท้ายความปรีดา
ค่ำคืนยิ่งหนาวเหน็บเพราะจากลา
สายใยพันผูก
มาร่ำสุรา
เสียงปี่ส่งลาเร่งเร้า
ถามว่าเจ้าจากไปเมื่อใดจึงหวนคืนมา
เมื่อถึงเวลากลับ โปรดอย่าได้รอช้า
…”
เพลงนี้ชื่อว่า ‘อำลา’
และอัลบั้มนี้ หลินเยวียนก็ตั้งชื่อว่า ‘อำลา’
เพื่อรำลึกถึงเว่ยซูจิ้ง
ถึงแม้ในตอนนั้นระบบจะแจ้งเตือนว่าเขาได้ทำภารกิจอายุขัยล่าสุดสำเร็จแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้สภาพจิตใจของเขาดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งถึงช่วงกลางเดือนกรกฎาคม
อัลบั้มนี้ถูกเผยแพร่ออกมา และใช้เวลาเพียง หนึ่งนาทีก็ขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ตประจำฤดูกาล
จนบางแพลตฟอร์มฟังเพลงแทบล่มเพราะคนแห่เข้าไปฟังพร้อมกัน
ขณะเดียวกัน
ผู้คนยังได้เห็นรายชื่อเพลงในอัลบั้มของหลินเยวียนด้วย
เพลงที่ 1: อำลา
เพลงที่ 2: หอยทาก
เพลงที่ 3: ในนามของบิดา
เพลงที่ 4: ราชาคาราโอเกะ
เพลงที่ 5: เนินเขา
เพลงที่ 5: นักสู้ผู้เดียวดาย
เพลงที่ 6: เหมาะสำหรับทุกคน
เพลงที่ 7: เยาวชนบลูสตาร์กล่าว
เพลงที่ 8: ฟังคำแม่สอน
เพลงที่ 9: อายุสิบเก้าปี
เพลงที่ 10: ครั้งหนึ่งฉันก็เคยคิดจะจบทุกอย่าง
ในบรรดาเพลงเหล่านี้
เพลงเยาวชนบลูสตาร์กล่าวดัดแปลงมาจากเพลงโลกชื่อเดียวกัน ‘เยาวชนจีนกล่าว’ ที่แต่งโดยสวี่ซง และขับร้องโดยจางเจี๋ย
เพลงอายุสิบเก้าปี ดัดแปลงจากผลงานของดาราผู้เป็นตำนานตลอดกาล
เพลงอายุสิบเก้าปีของหลิวเต๋อหวา
เพลงอายุสิบเก้าปีของหลิวเต๋อหวา แต่งขึ้นจากประสบการณ์จริงของเขา และเพลงอายุสิบเก้าปีของหลินเยวียนก็เช่นเดียวกันเป็นผลงานที่เขาดัดแปลงจากประสบการณ์ของตัวเองบนบลูสตาร์
เพราะหลินเยวียนยังจำได้ดีว่าตอนอายุสิบเก้า ปีที่เขาเพิ่งเดบิวต์นั้นทุกเหตุการณ์ที่เคยผ่านมา ยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน…
วันนี้
โรงอาหารในวิทยาลัยศิลปะฉินโจว
หลินเยวียน ซย่าฝาน และเจี้ยนอี้ นั่งกินข้าวด้วยกันอยู่ที่มุมหนึ่งอย่างเงียบๆ
ไม่มีใครรู้ว่าสามซูเปอร์สตาร์ที่ก้าวออกมาจากรั้วสถาบันแห่งนี้ตอนนี้กำลังนั่งต่ำต้อยกินข้าวอยู่ในโรงอาหารธรรมดาๆ แห่งนี้
ต่างจากเมื่อก่อน ตรงที่ตอนนี้โรงอาหารเริ่มเปิดเพลงระหว่างมื้ออาหารแล้วเสียงร้องดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงกว้างมีนักศึกษาบางคนถึงกับฮัมตาม
“อายุสิบเก้าวันนั้นอยากหาเงิน เลยไปร่วมแข่งขัน
ฤดูกาลนักร้องหน้าใหม่แห่งฉินโจว วันคืนเหล่านั้นช่างสดใส
จำได้ว่าได้พบพ่อหยางกับแม่เจิ้งแล้ว
ต่อมากลายเป็นตัวเอกแบบฉับพลัน
คอนเสิร์ตแรกในชีวิต แฟนคลับกรี๊ดกันเหมือนจะถล่มเวที
มาฟังฉันร้องเพลงรักกัน เนื้อร้องช่างเป็นตำนาน
เสียงสั่น เสียงหลบ จนชำนาญ
แต่เพลงรัก ไม่เคยร้องจนเบื่อเลย
ชอบฉัน
อย่าปิดบังใบหน้า
ปล่อยให้คนผ่านทางเห็นบ้าง
ร้องต่อไปให้สุดทาง
ปล่อยใจลงในทุกอารมณ์ของเพลง
ร้องเพลงรัก
ร้องด้วยกันอีกสักรอบ
ทุกวินาทีเสียงปรบมือยังดังก้องในใจ
มาร้องเพลงรักกันใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครา
เมื่อรักล้น ก็ยากจะกลั้นน้ำตา
สเกลขึ้นลง จังหวะเปลี่ยนไป
ทุกเพลงก็เหมือนทุกใบหน้าของคนในชีวิต…”
เสียงอันคุ้นเคย
นั่นคือเพลงอายุสิบเก้าปี จากอัลบั้มใหม่ของหลินเยวียน
เมื่อฟังเพลงนี้
หลินเยวียน ซย่าฝาน และเจิ้งอี้ก็หันมายิ้มให้กัน ภาพเรื่องราวในวันวานเหมือนผุดขึ้นมาตรงหน้าเป็นฉากๆ
…